นักลงทุนมือใหม่สาย VI ควร "ขายหุ้น" เมื่อไหร่ ?

นักลงทุนมือใหม่สาย VI ควร “ขายหุ้น” เมื่อไหร่ ?

 

ฉบับย่อ

  • ตลาดหุ้นปี 2018 ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติศาสตร์ All Time High และก็ทำ Low ทันทีในปีเดียวกัน คำถามหนึ่งที่มักจะได้ยินกันบ่อยๆ ถ้าเป็นนักลงทุนสาย VI ควรขายหุ้นเมื่อไหร่ดี ?
  • นักลงทุนมือใหม่ ที่เป็น VI อาจยังไม่รู้ว่า สาย VI ก็สามารถขายหุ้นได้เช่นกัน เมื่อราคาหุ้นเกินมูลค่าที่แท้จริงไปมากแล้วหรือ เมื่อปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน และเมื่อมีหุ้นตัวใหม่ที่น่าสนใจคุ้มค่ากับการลงทุนกว่าตัวเดิม
  • แม้แต่ปรมาจารย์การลงทุนหุ้น VI อย่างปู่บัฟเฟตต์ ยังเคยซื้อหุ้นแล้วพลาด อย่างหุ้นของบริษัท U.S. Airways กับ บริษัทผลิตรองเท้า Dexter Shoes ที่เมื่อวิเคราะห์ผิดพลาดไปก็ต้องตัดสินใจขายหุ้นที่ไม่ใช่ออกไปจากพอร์ต

เมื่อต้นปี 2561 เป็นปีทองของตลาดหุ้นไทยขึ้นไปทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ ที่ 1,852 จุด หรือที่เรียกกันว่า All Time High จนมาถึงเดือนตุลาคม 2561 จนดัชนี SET กลับมาอยู่แถวๆ 1,600 จุด คำถามที่มักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆ สำหรับมือใหม่นักลงทุนสาย VI (Value Investment) ขายหุ้นได้แล้วหรือยัง ? จริงๆต้องบอกว่าสาย VI ก็สามารถ “ขายหุ้น” ออกจากพอร์ตได้เหมือนกันสำหรับหลักการขายหุ้นของสาย VI พี่ทุยได้รวบรวมแนวคิดที่สำคัญๆไว้ใช้กันแบบง่าย ๆ

“ขายหุ้น” เมื่อพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนไป

พื้นฐานของบริษัท กล่าวคือ เป็นโมเดลธุรกิจ ผลประกอบการ และความแข็งแกร่งของบริษัท นั่นเอง ถ้าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญไปในทิศทางที่เลวร้ายลงหรือเราไม่แน่ใจในอนาคตหรืออาจมีคู่แข่งรายใหญ่เข้ามาแย่งตลาด ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง แต่บางครั้งก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคจากสินค้าและบริการของรุ่นเก่าไปสู่รุ่นใหม่ เช่น กล้องถ่ายรูปแบบระบบฟิล์มไปเป็นกล้องระบบดิจิตอล เป็นต้น ทั้งนี้พื้นฐานของบริษัทไม่ได้เกี่ยวกับราคาหุ้นของบริษัทที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ทุกวัน แต่เป็นแนวโน้มผลการดำเนินงานที่บริษัทที่จะสามารถเติบโตไปต่อได้อีกหรือไม่ต่างหาก

ขายหุ้นเมื่อราคาสูงเกินมูลค่าที่แท้จริงไปมากแล้ว

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นเป็นสิ่งที่ประเมินค่าได้ก็จริง แต่ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ประเมินค่าด้วย แต่ยังไงก็ดีนักลงทุนสาย VI มักจะประเมินมูลค่าหุ้นเบื้องต้นกันได้ เช่น จากค่าเฉลี่ยของ P/E, P/BV และ Fair Price ที่บรรดาโบรกเกอร์ได้ประเมินมูลค่าหุ้นกันไว้ในบทวิเคราะห์อยู่บ้าง แล้วถ้าหากราคาหุ้นสูงกว่าราคาที่ประเมินไว้เยอะ อาจเนื่องมาจากหุ้นตัวนั้นมีแรงเข้ามาเก็งกำไรเยอะหรือหุ้นเล็กๆ อาจมีเจ้ามือหรือรายใหญ่เข้ามาเล่นหุ้นตัวนี้อยู่ก็ได้ เมื่อราคาขึ้นไปจุดสูงมากแล้ว ราคาหุ้นจะสะท้อนกลับลงมาสู่มูลค่าที่แท้จริงในที่สุด

แล้วต่อมาเป็นไปได้ว่าอาจจะลงไปต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงได้ เนื่องจากแรงตกใจแตกตื่นของนักลงทุนรายย่อย เมื่อราคาหุ้นโดยเทขายออกมาอย่างหนัก ทำให้ราคาหุ้นต่ำลงอย่างรวดเร็ว หรือในกรณีนักลงทุนสาย VI มองว่าตลาดหุ้นโดยรวมไม่น่าจะไปต่อได้อีกหรือมีโอกาสเกิดฟองสบู่ได้สูง ก็สามารถตัดสินใจขายหุ้นออกมาก่อน แล้วจึงรอจังหวะและโอกาสในการเก็บหุ้นดี ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานอีกทีหนึ่ง

ขายหุ้นเมื่อมองเห็นโอกาสของหุ้นตัวอื่นคุ้มค่ากับการลงทุนมากกว่า

ข้อนี้นักลงทุนสาย VI มือใหม่ ที่มีเงินสดอยู่อย่างจำกัด เมื่อทำการบ้านหุ้น แล้วไปค้นพบหุ้นตัวอื่นๆที่มีความน่าสนใจมากกว่าหุ้นบางตัวในพอร์ต ความน่าสนใจในการลงทุน เช่น มองในเชิงมูลค่าของหุ้นแล้ว มีโอกาสเติบโตได้มากกว่า หรือมีโมเดลธุรกิจที่ดีไปกับเทรนด์ในอนาคต แต่ยังไงก็ตาม นักลงทุนมือใหม่ ต้องทำการบ้านให้มากพอ เนื่องจากหุ้นใหม่ที่เข้ามาทดแทนหุ้นในพอร์ต ต้องมีโอกาสสร้างผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ดีกว่าหุ้นตัวเดิม เมื่อมั่นใจแล้วก็คัดเลือกหุ้นที่แย่ที่สุดในพอร์ตไปสลับกับหุ้นใหม่ที่เรามองว่ามีคุณค่ามากกว่า และมีความคุ้มค่ากับการลงทุนมากกว่า หรือที่เรียกกันว่า การปรับพอร์ตการลงทุน นั่นเอง

ขายหุ้นเมื่อถ้าวิเคราะห์หุ้นผิด

อันนี้ง่ายๆเลย คือ ทำผิดแล้วต้องรีบแก้ไขอย่าดันทุรัง ก่อนซื้อหุ้นนักลงทุนทุกคนต้องวิเคราะห์หุ้น วิเคราะห์โมเดลธุรกิจและทำการบ้านแกะงบการเงินของบริษัทเหล่านั้นมาก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหุ้น แต่เป็นไปได้ว่า พอเวลาผ่านไประยะหนึ่งแล้วหุ้นที่เราซื้อใม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดคิดอย่างที่เราวิเคราะห์ไว้

เช่น เราวิเคราะห์ไว้ว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นเติบโต มีโอกาสที่รายได้และกำไรจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคู่แข่งเข้ามาในตลาดได้ยาก แต่เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้ว หุ้นกลับไม่สามารถรักษาการเติบโตของยอดขายและกำไรได้ หรือมีคู่แข่งรายใหญ่จากต่างประเทศเข้ามากินส่วนแบ่งตลาดไป เมื่อสิ่งที่นักลงทุนคิดวิเคราะห์ไว้ตอนแรกไม่เป็นเหมือนกับปัจจุบัน เหตุการณ์แบบนี้นักลงทุนก็สามารถตัดสินใจขายหุ้นออกไปก็ได้ เพราะว่าไม่เป็นไปตามแผนการลงทุนของเราที่วางไว้

เพื่อความเข้าใจมากขึ้นของเพื่อนๆ นักลงทุน พี่ทุยขอยกตัวอย่างหุ้นที่นักลงทุนแนว VI เคยไปลงทุนกัน แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นที่น่าสนใจเท่าไหร่นักแล้ว อาทิ ยกตัวอย่างปรมาจารย์กูรูหุ้น Value Inventor ระดับโลก อย่างปู่บัฟเฟตต์ ในปี 1989 ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัท U.S. Airways ซึ่งบัฟเฟตต์มองว่าสายการบิน คือ ธุรกิจแห่งอนาคต และคนจะนิยมเดินทางโดยเครื่องบิน แต่ข้อเสียคือธุรกิจนี้มีต้นทุนที่สูงมาก อย่างไรก็ตามต่อมา บัฟเฟตต์ ขายหุ้นทิ้งออกไปเนื่องจากวิเคราะห์ต่อแล้วว่า ธุรกิจการบินเป็นธุรกิจที่น่าสนใจจริง แต่ธุรกิจกลับไม่มีความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน หรือใครๆก็สามารถเข้ามาทำได้ถ้ามีเงินทุน และลูกค้าก็ไม่มีความภักดีต่อแบรนด์ อุตสาหกรรมการบินแข่งขันกันสูงมากด้านราคา สมัยนี้สายการบินต้นทุนต่ำมีเยอะมาก

นักลงทุนมือใหม่สาย VI ควร "ขายหุ้น" เมื่อไหร่ ?

สายการบิน U.S. Airways ที่ต่อมากลายเป็นสายการบิน American Airlines

อีกกรณีหนึ่งในปี 1993 บัฟเฟตต์ได้ซื้อหุ้นบริษัทผู้ผลิตรองเท้า Dexter Shoes บัฟเฟตต์ออกมายอมรับว่า นี้คือดีลที่เลวร้ายที่สุดสิ่งหนึ่งของปู่เลย การวิเคราะห์เรื่องความได้เปรียบทางการแข่งขัน ต้องคิดด้วยว่ามีความยั่งยืนด้วยหรือไม่ สำหรับ Dexter Shoes ถูกทำลายลงไปเพียงระยะเวลาไม่นาน ทำให้ได้ข้อคิดดีๆที่ว่า ธุรกิจที่ยอดเยี่ยมจะมีคูเมืองที่มั่งคง และคูเมืองนั้นจะต้องไม่ถูกทำลายได้ง่ายๆ บริษัทที่มีคูเมืองที่แข็งแกร่ง จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้ในระยะยาว

นักลงทุนมือใหม่สาย VI ควร "ขายหุ้น" เมื่อไหร่ ?
จะเห็นได้ชัดเลยว่านักลงทุนสาย VI ก็ต้องมีแผนการซื้อและขายไม่ต่างจากนักลงทุนสายอื่นๆ ถ้าหุ้นที่เราถือเข้าเงื่อนไขต้องขายออกจากพอร์ต ก็ต้องขายเพราะวินัยการลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แล้วค่อยไปหาหุ้นตัวอื่นๆ ที่น่าสนใจลงทุนทดแทนก็เท่านั้นเอง..

นักลงทุนมือใหม่สาย VI ควร "ขายหุ้น" เมื่อไหร่ ?

error: