เมื่อธุรกิจผูกขาดอย่าง AOT เจอผู้ท้าชิง

เมื่อธุรกิจผูกขาดอย่าง “AOT” เจอผู้ท้าชิง

3 min read  

ฉบับย่อ

  • Technology Disruption เป็นสิ่งที่เปลี่ยนโลกนี้ไปโดยสิ้นเชิง อย่างทีวีสีช่องดังที่เคยเป็นเหมือน​เสือนอนกิน​ ก่อนหน้า​ที่จะถูกระบบการถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ต (Streaming) เข้ามาแย่งลูกค้า
  • ผู้บริโภค​กำลังจะมีตัวเลือกในการเดินทางมากขึ้น​จาก​ “รถยนต์​ไร้คนขับ” ที่มีความปลอดภัยมากกว่ารถยนต์​ปกติที่เราควบคุมเอง​กว่า​ 5 เท่า​ และมีความสะดวกสบายมากกว่าเดิม
  • AOT ธุรกิจที่ได้ชื่อว่าผูกขาดไม่แน่ว่า “รถยนต์​ไร้คนขับ” อาจจะเข้ามาแบ่งพื้นที่ส่วนแบ่งตลาดจาก “การบินภายในประเทศ”
  • นอกจากธุรกิจการบิน​ที่อาจจะได้รับผลกระทบ​ถ้ารถยนต์​ไร้​คนขับอีกก็คือ​ ธุรกิจ​ขนส่งเเละธุรกิจ​อื่น ๆ​ ที่เกี่ยวข้อง​ เช่น​ น้ำมันเชื้อเพลิง​และธุรกิจ​ประกันอุบัติเหตุ​รถยนต์​ เพราะจะเก็บค่าเบี้ยประกัน​ได้น้อยลง​ส่งผลถึง​รายได้โดยตรง

Technology Disruption เป็นสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกเราอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมารูปแบบการใช้ชีวิตของคนเราเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ง่าย ๆ แค่ลองไปถามเด็กที่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบแทบจะไม่รู้จักโทรศัพท์มือถือที่มีปุ่มกดแล้วด้วยซ้ำไป สมัยก่อนเกมส์งูเนี้ยคือที่สุดแล้วล่ะ แต่เดี๋ยวนี้แทบจะไม่รู้จักกันแล้ว แต่ก็ไม่แน่ว่า ในอนาคตอาจจะไม่ใช้โทรศัพท์แล้วก็ได้นะ ฝั่งซิมลงหัวแล้วโทรหากันเลยก็ได้ใครจะไปรู้ ฮ่า ๆ

ตัวอย่างล่าสุดที่เมื่อก่อนพี่ทุยไม่คิดว่าเค้าจะเจอปัญหาขาดทุนได้เลยก็คือ ​ธุรกิจ​ทีวีอย่างช่อง​ 3 เป็นธุรกิจ​เสือนอนกินที่ยังไงก็สบายไปทั้งชาติ​ แต่ตัวเลขขาดทุน​ 330​ ล้านบาทเมื่อปีที่แล้วก็ออกมาเถียงเเล้วในประเด็นนี้​ จะเสือจะผูกขาดยังไงก็ต้องยอมอ่อนข้อให้กับการ Disruption เมื่อ​ระบบการถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ต (Streaming)  เข้ามา

แล้วถ้าตอนนี้ถามพี่ทุยว่าธุรกิจไงที่น่าจะกินกันได้ยาว ๆ พี่ทุยก็จะตอบว่าธุรกิจการบินในตลาดหลักทรัพย์​เนี้ยแหละ แต่เมื่อวันก่อนพี่ทุยคุยกับเพื่อนที่เป็นเซียนเรื่องเทคโนโลยี นวัตกรรม อารมณ์แบบอะไรใหม่รู้หมดเนี้ย ก็คุยกันว่าจริงๆ ในอนาคตของท่าอากาศยานไทยอาจจะลำบากก็ได้นะเพราะมีเทคโนโลยีตัวนึงที่เรียกว่า “เทคโนโลยี​รถยนต์​ไร้คนขับ” อาจจะเข้ามากินส่วนแบ่งตลาดจาก AOT ได้

ตอนแรกพี่ทุยก็ “งง” นะว่ารถยนต์มันจะไปแทนคนขับได้ยังไง พอได้คุยไปสักพักก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่ “รถยนต์ไร้คนขับ” จะเข้ามาแทนที่เรื่องของการบินได้ก็คือส่วนของ “การบินภายในประเทศ” ซึ่งก็เป็นตลาดที่ใหญ่ไม่เบาเหมือนกันนะ

เมื่อธุรกิจผูกขาดอย่าง "AOT" เจอผู้ท้าชิง

อย่างแรกเลย ถ้าเราเปิดดูรายงานประจำปี 2018 ของ AOT เราจะเห็นได้ว่าประมาณ 47% ของเที่ยวบินทั้งหมดนั้นเป็นเที่ยวบินในประเทศ นั้นแปลว่าถ้ามีอะไรมากระทบกับเที่ยวบินในประเทศแล้วคนใช้บริการน้อยลง ไม่แน่ว่าจะกระทบกับรายได้ของท่าอากาศยานไทยได้เหมือนกัน

อย่างที่สอง รถยนต์ไร้คนขับช่วยเหลือเรื่องความสะดวกสบายได้ดีมากกว่าสายการบิน ลองจินตนาการว่าเวลาที่เราบินไป เชียงใหม่ใช้เวลาบินจริงประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที แต่ในความเป็นจริงเราต้องไปถึงสนามบินก่อนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นวันหยุดยาวที่คนบินเยอะ ๆ อาจจะต้องไปล่งหน้าอย่างน้อย 2 ชั่วโมง อันนี้ยังไม่นับว่าเราต้องออกจากบ้านก่อนอีกเพื่อเดินทางไปสนามบิน

ดังนั้นรวมเวลาเดินทางจริง ๆ แล้วการไปเชียงใหม่อาจจะใช้เวลามากกว่า 4 – 5 ชั่วโมง ดังนั้นเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยรถยนต์ใช้เวลาแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยและในปัจจุบันก็มีกลุ่มคนไม่น้อยที่ไม่สะดวกเดินทางด้วยสายการบินเท่าไหร่ อาจจะด้วยปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ที่เป็นข้อจำกัด

รู้กันหรือไม่ว่า…..รถยนต์ไร้คนขับจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้

ส่วนเรื่องการเกิดอุบัติเหตุนั้นรถยนต์ไร้คนขับมีค่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน ซึ่งก็ต้องบอกก่อนว่าตอนนี้ยังมีสถิติออกมาค่อนข้างน้อยและมีข้อมูลการทดสอบการใช้งานไม่มากพอ​ พี่ทุยขอยกเอาเรื่องสถิติการเกิดอุบัติเหตุ​ของรถยนต์​แบบไร้คนขับ Tesla มาให้ดูคร่าวๆ​ กันก่อน

เมื่อธุรกิจผูกขาดอย่าง AOT เจอผู้ท้าชิง

ถึงแม้รถยนต์​แบบไร้คนขับจะปลอดภัยกว่ารถยนต์​ธรรมดามาก​ แต่ส่วนนี้พี่ทุยมองว่าถ้ารถยนต์​แบบไร้คนขับไม่เร่งพัฒนาก็ไม่มีทางสู้แชมป์เดิมอย่างเครื่องบินได้​ ซึ่งถึงแม้จะมีเรื่องเครื่องบินโบอิ้งรุ่น​ Max 737 ตกที่อินโดนีเซีย​และคร่าชีวิตผู้โดยสารไปกว่า​ 189 คนในปีที่ผ่านมา​ ก็ยังมีตัวเลขทางสถิติเพียงเเค่ผู้เสียชีวิต​ 1 คนต่อ 3 ล้านเที่ยวบินเท่านั้น การที่ผู้บริโภค​จะหันมาใช้รถยนต์​แบบไร้คนขับแทนเครื่องบินด้วยเหตุผลด้านความปลอดภั​ยจึงยังดูไม่สมเหตุสมผล​เท่าไหร่​

แต่ผลกระทบที่น่าสนใจในเรื่องนี้ก็คือผลกระทบกับธุรกิจประกันสถิติการเกิดอุบัติเหตุ​ของรถยนต์ไร้คนขับน้อยกว่ารถยนต์​แบบปกติมากกว่า​ 5 เท่าแบบนั้น​ นั้นแปลว่า “ค่าเบี้ยประกัน” ก็จะมีแนวโน้มลดลงด้วยเหมือนกัน ถ้ารถยนต์ไร้คนขับเป็นที่นิยม รายได้ของธุรกิ​จประกันรถยนต์​มีตกแน่นอน​ เรื่องนี้เราต้องจับตาดูก่อนต่อไป

ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าถ้า “รถยนต์ไร้คนขับ” สามารถพัฒนาจนใช้งานได้จริงและ “อัตราค่าบริการ” ต่าง ๆ สามารถทำออกมาได้ถูกกว่าสายการบิน รวมถึงระยะเวลาเดินทางในภาพรวมทั้งหมดทำออกมาได้เร็วกว่าสายการบินในประเทศเมื่อไหร่ ไม่แน่ว่าธุรกิจสายการบินที่ท่าอากาศยานไทยได้ชื่อว่ายืนหนึ่งอยู่เนี้ย ก็อาจจะคิดไม่ตกได้เหมือนกัน


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: