ย้อนรอยทศวรรษของ “ตลาดกระทิง” กับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น

ย้อนรอยทศวรรษของ “ตลาดกระทิง” กับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ความพิเศษของทศวรรษ “ตลาดกระทิง” ที่ผ่านไปนี้ คือ ย้อนกลับไปอย่างน้อยถึงปี 1850 หรืออย่างน้อย 170 ปีก่อน นี่คือทศวรรษแรกที่ตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ไม่เกิดวิกฤต หรือการหดตัวอย่างรุนแรงขึ้นมาสักครั้ง
  • ไม่เพียงแค่ตลาดหุ้นเท่านั้น สินทรัพย์ลงทุน (Asset Class) ต่าง ๆ ทั่วทั้งโลก ก็ปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกันด้วย จากการเปิดเผยของเว็บไซต์ Fortune พบว่า ตลาดพัฒนาแล้ว (ไม่รวมสหรัฐฯ) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 73% ตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 38% ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 29%

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

ทศวรรษที่ 2010s หรือช่วงเวลา 10 ปี ระหว่าง 2010 – 2019 เรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยที่สินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วทั้งโลกต่างปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดหุ้นสำคัญ ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น DJIA และ S&P500 ของสหรัฐฯ DAX ของเยอรมัน FTSE100 ของอังกฤษ Nikkei ของญี่ปุ่น รวมถึง SET ของไทย ล้วนแล้วแต่พุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ให้ได้เห็นกันถ้วนหน้า วันนี้พี่ทุยจะมาพาไปย้อนรอยกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นในทศวรรษของ “ตลาดกระทิง”

หนึ่งในความพิเศษของทศวรรษ “ตลาดกระทิง” ที่ผ่านไปนี้ คือ ย้อนกลับไปอย่างน้อยถึงปี 1850 หรืออย่างน้อย 170 ปีก่อน นี่คือทศวรรษแรกที่ตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ไม่เกิดวิกฤต หรือการหดตัวอย่างรุนแรงขึ้นมาสักครั้ง เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นหลัก ๆ ที่แทบจะไม่ได้เกิดการชะลอตัวอย่างรุนแรงให้ได้เห็นกันเลย กลับกลายเป็นว่าการปรับฐานของตลาดในทุก ๆ ครั้ง กลับกลายมาเป็นโอกาสในการเข้าซื้อมากกว่า เพราะผลตอบแทนของดัชนี S&P500 สูงถึง 250%

ไม่เพียงแค่ตลาดหุ้นเท่านั้น สินทรัพย์ลงทุน (Asset Class) ต่าง ๆ ทั่วทั้งโลก ก็ปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกันด้วย จากการเปิดเผยของเว็บไซต์ Fortune พบว่า ตลาดพัฒนาแล้ว (ไม่รวมสหรัฐฯ) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 73% ตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 38% ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 29%  เหตุใดสินทรัพย์ทุกอย่างถึงมีราคาเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้ ?

ปัจจัยหนุนที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ “เทคโนโลยี”

บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Apple และ Microsoft มีอายุ 49 – 50 ปี ขณะที่ Google และ Amazon มีอายุไม่ถึง 30 ปี เมื่อทศวรรษก่อน บริษัททั้ง 4 แห่ง มีมูลค่ารวมกันประมาณ 7.16 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ในขณะนี้มีมูลค่ารวมกันถึง 4.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ นี่ยังไม่รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีรายอื่น ๆ ที่เติบโตขึ้นมาในยุคหลัง ซึ่งบริษัทเหล่านี้ช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานขยายตัวครอบคลุมไปทั้งโลก นอกจากการขยายตัวที่แท้จริงของเศรษฐกิจแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่พุ่งขึ้นมาขนาดนี้ คือฟองสบู่ที่ถูกเป่าขึ้นมาจากสิ่งที่เรียกว่า “Quantitative easing” หรือ QE ซึ่งเป็นนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

จุดเริ่มต้นของ QE มาจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจหั่นอัตราดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเริ่มต้นทำ QE ซึ่งสรุปง่าย ๆ คือ พิมพ์เงินใส่เข้ามาในระบบอย่างมหาศาล คาดการณ์กันว่าระหว่างปี 2008 – 2014 ธนาคารกลางสหรัฐฯ พิมพ์เงินออกมามากถึง 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และไม่ใช่แค่สหรัฐฯ เท่านั้น ประเทศอย่าง เยอรมัน อังกฤษ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ ต่างก็ทำแบบเดียวกัน

เมื่อสภาพคล่องล้นตลาด สวนทางกับผลตอบแทนจากตราสารหนี้ที่ลดลงตามอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนย่อมต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น เงินเหล่านั้นจึงไหลเข้าสู่สินทรัพย์การลงทุนอื่น ๆ และแน่นอนว่าตลาดหุ้นก็ได้รับอานิสงส์จากจุดนี้อย่างไรก็ตาม ราคาของสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จนหลายฝ่ายเริ่มมองกันว่าเป็นฟองสบู่ที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ใกล้จะถึงช่วงเวลาที่แตกออกมา

Jack Ablin ผู้จัดการกองทุน Cresset Capital เป็นหนึ่งในคนที่คิดเช่นนั้น ซึ่งเหตุผลที่หยิบยกมาก็เป็นเรื่องของความไม่สมเหตุสมผลที่มากเกินไปของราคาที่ปรับขึ้นมา อย่างปี 2019 ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้นราว 30% ขณะที่กำไรของบริษัทโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียง 3% นั่นทำให้ปี 2020 อาจจะเกิดการหดตัวได้มากถึง 15% ราคาที่ปรับตัวขึ้นเร็วกว่ากำไร ทำให้ P/E ของดัชนีตลาดหุ้นหลายต่อหลายแห่ง พุ่งขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ผ่าน ๆ มา อย่าง S&P500 ปัจจุบันมี P/E เกือบ 25 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 15 เท่า

เช่นเดียวกับ Ray Dalio ผู้ก่อตั้งกองทุน Bridgewater ก็พูดถึงความไม่สมเหตุสมผลนี้ว่า ราคาของสินทรัพย์ทางการเงินต่างปรับตัวขึ้น สวนทางกับผลตอบแทนที่คาดหวังในอนาคต ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อก็ยังไม่ได้ขยับไปไหน

ท่ามกลางความเสี่ยงเหล่านี้ ดูเหมือนว่าจะยังไม่ใช่ประเด็นที่นักลงทุนจำนวนมากกังวล เพราะเมื่อเหลือบไปดูตลาดหุ้นหลาย ๆ แห่งในตอนนี้ ดัชนีก็ยังคงวิ่งขึ้นทำสถิติใหม่กันอย่างคึกคัก แต่อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ทุกงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ทุกราคาของสินทรัพย์ก็ไม่สามารถจะวิ่งขึ้นได้ตลอด สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราได้เตรียมพร้อมที่จะรับความเสี่ยงไว้หรือยัง


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: