“จิตวิทยาการลงทุน” เรื่องที่มือใหม่ควรรู้ก่อนลงสนามจริง !

0
3372

BRIEF

  • เครื่องมือการลงทุนมีให้เลือกอยู่มากมาย ทั้งวีไอ ระบบเทรด เทคนิคอล แต่สิ่งสำคัญกว่าเครื่องมือเหล่านั้น คือ เรื่องจิตวิทยาการลงทุน ที่เป็นเรื่องของการควบคุมความกลัวความโลภ
  • นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะมั่นใจมากเกินไป และจะมีปฎิกิริยาตอบสนองมากจนเกินเหตุ เป็นพฤติกรรมใกล้ตัวที่นักลงทุนอาจเป็นโดยที่ไม่รู้ตัว
  • จิตวิทยาการลงทุนเหล่านี้ มีงานวิจัยระดับโลกที่ได้รับการยอมรับที่ชื่อว่า The Dunning-Kruger Effect ซึ่งบ่งบอกถึงพฤติกรรมในเชิงอคติที่ว่า คนโง่ที่คิดว่าตนเองฉลาด ลองถามตนเองว่าเป็นแบบนั้นหรือเปล่า

“จิตวิทยาการลงทุน” ที่มือใหม่ควรรู้ ก่อนลงสนามจริง มีอะไรบ้าง ? 

ข้อแรก : นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะมั่นใจมากเกินไป !  

คนที่เข้ามาเทรดหรือคิดว่ากำลังลงทุนในตลาดหุ้นได้ไม่นาน มักจะชอบคิดว่าตนเองเก่ง รู้มากพอแล้วในการลงทุน อันเนื่องมาจาก พอได้กำไรมานิดๆ หน่อยๆ แล้ว มักคิดว่าเราจะสามารถทำแบบนี้ไปได้อีกตลอดไป ! ยิ่งกว่านั้นยังมักชอบคิดว่า เราเก่งที่สามารถหาเงินได้จำนวนหนึ่งภายในไม่กี่วัน หรือไม่กี่นาที แล้วจึงนำไปสู่การคาดหวังผลตอบแทนที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นจะมโนไปไกลว่า ข้ากำลังจะเป็นเซียนหุ้นพันล้านภายในเวลารวดเร็วนี้ จนบางครั้งไม่รู้ถึงลิมิตความเสี่ยงของตนเองเลย และบางทียังไม่รู้จักหุ้นที่เราไปลงทุนให้ดีมากพอก่อนด้วย ทำให้ยิ่งเสี่ยงหนักไปมากกว่าเดิม

ดังนั้น ทางที่ดีมือใหม่ควรประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง และวางแผนเตรียมพร้อมให้กับการทบทวนปรับแผนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพราะเนื่องจากว่าอาจจะมีเหตุการณ์ต่างๆที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ตลอดในทุกที่ทุกเวลา จำไว้ว่า อย่ามั่นใจอะไรมากจนเกินไป เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน อย่างที่ปู่บัฟเฟตต์บอกไว้ว่า “กฎข้อหนึ่งของการลงทุน คือ อย่าขาดทุน ! กฎข้อที่สอง คือ ให้กลับไปดูที่ข้อแรก”

ข้อสอง : นักลงทุนมักจะมีปฎิกิริยาตอบสนองมากจนเกินเหตุ

พฤติกรรมนี้เป็นอาการเบื้องต้นของนักลงทุนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆที่มากระทบตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านบวกหรือด้านลบก็ตามที ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเป็นปัจจัยด้านบวก หรือข่าวดีต่อหุ้น เมื่อบริษัทประกาศงบการเงิน แจ้งออกมาว่าปีนี้บริษัทมีกำไรเติบโต 100% นักลงทุนส่วนใหญ่พอเห็นข่าวหรือเห็นราคาหุ้นกำลังวิ่งขึ้นไป แล้วมักจะรีบเข้าไปซื้อหุ้นตามโดยทันทีทันใด ทั้งที่ไม่ได้ดูว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นนั้นแท้จริงแล้วมาจากอะไร บางทีมาจากกำไรพิเศษเฉพาะครั้งก็เป็นได้ ปีต่อไปอาจไม่สามารถทำกำไรเช่นนี้ได้อีก

ในทางตรงข้าม บางทีตลาดหุ้นแตกตื่นตกใจ เทขายกันทำให้ตลาดหุ้นไหลลงมาแรง อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆที่เกิดจากต่างประเทศ ซึ่งบางทีเหตุการณ์เหล่านั้นอาจไม่ส่งผลกระทบต่อหุ้นหรือปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจเลยก็ได้ แต่นักลงทุนบางกลุ่มก็แตกตื่นขายกันไปก่อนแล้ว ทำให้ตลาดลงมาแรง จนทำให้เราตื่นตกใจหลงไปติดกับดักเหล่านี้เข้าแล้วทำให้เราขายหุ้นนั้นตามไปด้วย ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวเลย เช่น ในช่วงที่ประธานาธิบดีคิม ของเกาหลีเหนือ ทดสอบยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ ทำให้ตลาดหุ้นไทยตกตามตลาดอื่นๆทั่วโลก แต่เชื่อว่าคงมีนักลงทุนไทยบางกลุ่ม ที่ยอมขายหุ้นของตนไปทั้งที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้เลยก็ได้

จิตวิทยาเหล่านี้สอดคล้องกับงานวิจัยของต่างประเทศ ที่ชื่อว่า The Dunning-Kruger Effect โดยเป็นผลงานวิจัยชิ้นโบว์แดงของเดวิด ดันนิง (David Dunning) เเละจัสติน ครูเกอร์ (Justin Kruger) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก 

งานวิจัยนี้บ่งบอกถึงการรับรู้ในเชิงพฤติกรรมที่มีอคติ ซึ่งแนวคิดนี้จะสื่อออกมาว่า “คนที่คิดว่าตนเองรู้ ทั้งที่ตนเองไม่รู้ดีพอ” หรือเข้าสำนวนไทยโบราณว่า “คนโง่แล้วมาอวดฉลาด” นั้นเอง เปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ เหมือนกับคนที่คิดว่าตนเองเล่นฟุตบอลเก่งแล้ว แต่พอไปแข่งขันกับนักฟุตบอลมืออาชีพ ทำให้มาค้นพบภายหลังว่า ตนเองยังไม่ได้เก่งจริง เป็นเพียงแค่คิดว่าตนเองเก่งเหมือนเขา !!

เช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้น นักลงทุนมือใหม่พอเข้ามาในตลาดได้ไม่นาน หรืออ่านหนังสือมาได้ไม่กี่เล่ม หรือไปเรียนกับอาจารย์สำนักวิชาเทพวิชามารท่านใดมาแล้วก็คิดว่า ตนเองเก่งมากพอแล้ว ลงทุนเป็นแล้ว ตลาดหุ้นไม่ได้ยากแบบที่ใครๆพูดกันเลย ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว การลงทุนเป็นเรื่องที่ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน พวกเขาเหล่านั้นต้องผ่านบททดสอบมาแล้วมากมาย เรียกได้ว่า พอเปิดเสื้อมาแล้วบาดแผลเต็มหลัง ! ซึ่งพวกเขายังคงต้องสะสมข้อมูลความรู้ในการลงทุน และเซียนเหล่านี้มักจะมีปรัชญาการลงทุนที่ชัดเจนเป็นสไตล์ของตนเองมาอย่างยาวนาน อย่างปู่บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนแนว Value Investing กับ จอร์จ โซรอส เป็นนักเก็งกำไรระดับโลก ต่างก็มีจิตวิทยาการลงทุนที่ดี ดั่งวลีเด็ดของปู่บัฟเฟตต์หนึ่งที่โด่งดังไปทั่วโลก “จงกลัวตอนที่คนอื่นกล้า แต่จงกล้าตอนที่คนอื่นกลัว”

ดังนั้น นักลงทุนมือใหม่ที่เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นได้ไม่นาน ไม่กี่ปี บวกกับยิ่งการที่ตลาดหุ้นขึ้นมาดี ทำให้ได้กำไรง่ายๆในพอร์ตของเราเอง ทำให้มีความประมาทในการลงทุน คิดว่า 1+1 = 2 เสมอไปตามหลักคณิตศาสตร์ แต่ในโลกของการลงทุน 1 + 1 = 0 ก็ได้ หรือจะมากกว่านั้นก็ได้ เพราะมีปัจจัยอื่นๆที่นักลงทุนต้องเรียนรู้ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความรู้ในปัจจัยพื้นฐาน หรือความรู้ในด้านกราฟเทคนิคอลเบื้องต้น หรือเรื่องจิตวิทยาการลงทุน เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนมือใหม่อยู่รอดในตลาดหุ้นที่เต็มไปด้วย เสือ สิงห์ กระทิง แรด ถ้าเราอยู่รอดได้ในตลาดหุ้นในระยะยาวแล้ว เราจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้เช่นกัน เชื่อว่าพี่ทุยทำได้ ทุกคนก็ทำได้ พี่ทุยขอไปฝึกจิตตั้งสมาธิก่อนแพ๊พ !

อัพเดทบทความใหม่ล่าสุดทาง LINE ทุกวัน
Add Friend ที่ LINE ID @moneybuffalo

Spread the love
Sign up for your information
Newsletter*
Text:*