คาถาเอาตัวรอด ของมนุษย์เงินเดือนในเมืองกรุง

“คาถาเอาตัวรอด” ของมนุษย์เงินเดือนในเมืองกรุง

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ความท้าทายของการเป็นมนุษย์เงินเดือนและใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ คือ เงินเดือนที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่มีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มากมาย สิ่งหนึ่งที่หลายคนเป็นกังวลคือทำยังไงถึงจะอยู่รอดได้
  • ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องให้ต้องใช้เงินเยอะ แต่ถ้าเรารู้จักบริหารเงิน และไม่ใช้จ่ายเกินตัว เกินกว่าเงินที่หามาได้ ก็จะสามารถใช้ชีวิตในเมืองกรุงได้อย่างไม่ยาก
  • เพราะแค่ขยับตัวก็ต้องใช้เงินแล้ว และ “ค่าเดินทาง” นับว่าเป็นค่าใช้จ่ายอีกส่วนหลัก ๆ ในแต่ละเดือนเลยก็ว่าได้ ดังนั้น ถ้าเราจัดการส่วนนี้ได้ดีจะช่วยลดค่าใช้จ่ายบางส่วนลงได้
  • แหล่งโซเชียลต่าง ๆ เป็นตัวกระตุ้นความอยากได้ อยากมี ที่สำคัญอย่างหนึ่งของคนเมือง ถ้าเปลี่ยนจากการหมกมุ่นในโลกโซเชียลแล้วหาอย่างอื่นที่มีประโยชน์คงจะดีกว่า

ความท้าทายอย่างหนึ่งของการเป็นมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ ของเด็กต่างจังหวัดที่ต้องแบกรับทั้งค่ากินอยู่ ค่าหอพัก ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมทั้งค่าเดินทางไปกลับที่ทำงาน แล้วไหนจะเงินที่ส่งให้ที่บ้านอีก ทั้ง ๆ ที่มีรายได้ต่อเดือนจำกัด และต้องยอมรับว่าการเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในเมืองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่หลายต่อหลายคนคิดหรือคาดหวังไว้เท่าไหร่นัก สิ่งที่หลายคนมักเป็นกังวล นั่นคือเรื่อง “การใช้จ่าย” ในแต่ละวันนั้นควรทำใช้จ่ายยังไงให้การใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ นั้นไม่ลำบาก ไม่เกิดปัญหาเงินเดือนชนเดือน และจะต้องทำยังไงให้อยู่รอดผ่านไปได้ในแต่ละเดือน รวมถึงก็อยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งพี่ทุยมีวิธีที่เป็นเทคนิค ให้เป็นแบบ “คาถาเอาตัวรอด” ที่ต้องท่องจำไว้และทำอย่างสม่ำเสมอ พี่ทุยเชื่อว่ามันจะช่วยให้หลาย ๆ คนสามารถเอาตัวรอดได้ในการใช้ชีวิตเมืองกรุงแบบสบาย ๆ นะ

คาถาแรก: จงใช้น้อยกว่าที่หาได้เสมอ

“มีน้อยใช้น้อย ถึงมีมากก็ใช้น้อยถึงจะดี”

ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงเวลาจะกระดิกตัวไปไหน หรือจะทำอะไรก็ตามก็จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทั้งนั้น นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายประจำอย่างค่ากินอยู่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าของใช้ในบ้านกระจุกกระจิกอีกมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นพี่ทุยว่าชีวิตการเงินก็จะไม่แย่หรอกถ้าเรารู้จักใช้จ่ายให้น้อยกว่าเงินที่เราหามาได้

การบริหารชีวิตของมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเดือนจำกัดกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มากมาย พี่ทุยว่ายิ่งต้องวางแผนการใช้เงินให้ละเอียด อย่าใช้จ่ายเกินกำลังตัวเอง มีน้อยก็ต้องยิ่งใช้ให้น้อย แต่ถ้ามีมากก็ควรใช้น้อยเช่นกัน เพราะว่าเราควรจะมีเงินออมสำหรับใช้จ่ายในอนาคตด้วย แล้วที่สำคัญ คือ ต้องแบ่งเงินออมหรือเป็นเงินสำหรับการลงทุนก่อนใช้จ่ายจริง ถ้าถามว่าทำไมต้องแบ่งเงินออกมาก่อนใช้จ่าย ? พี่ทุยก็ต้องบอกว่าเพราะส่วนใหญ่การใช้จ่ายก่อน แล้วเหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บค่อยออมแบบนั้นพอถึงเวลาจริง ๆ มันมักจะไม่ได้เหลือออมหรือเอาไปลงทุนต่อน่ะสิ ได้เงินเดือนมาก็มักจะใช้หมดไปซะก่อนแทบทุกเดือน

พี่ทุยว่าเราควรจะคิดไตร่ตรองให้ดีซะก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังจะจ่ายเงินมีความจำเป็นจริงมั้ย ? หากจำเป็นก็ค่อยจ่ายออกไป แต่อันไหนที่ไม่จำเป็นก็ไม่สมควรจะเสียเงินกับสิ่งนั้น ควรใช้จ่ายแบบประหยัดที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตในแต่ละเดือนได้แบบไม่ลำบากเกินไปนะ

คาถาที่สอง: จงระวังเรื่องค่าเดินทาง

เคยลองสังเกตกันบ้างมั้ยว่าในแต่ละเดือน ๆ เราหมดเงินไปกับค่าเดินทางกันไปเท่าไหร่ ?

เพราะค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป-กลับที่ทำงานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พี่ทุยว่าถ้าใครที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายจะรู้เลยว่า จำนวนค่าเดินทางในแต่ละวัน แต่ละเดือนนั้นไม่ใช่เล่น ๆ เลย และค่าเดินทางนั้นขึ้นอยู่กับระยะทาง ยิ่งไกลมาก ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งสูงไปด้วย บางคนอาจจะเลือกใช้รูปแบบการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ เรือด่วน วินมอเตอร์ไซต์ รถไฟฟ้า BTS หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT อันนี้พี่ทุยไม่รวมถึงคนที่มีรถยนต์ส่วนตัว ไม่ต้องพูดถึงถ้าหากว่าหอพักอยู่ไกลจากที่ทำงานมากๆ จำเป็นต้องใช้ช่องทางการเดินทางมากว่า 1 อย่าง บางคนต้องขึ้นรถเมล์ ต่อรถไฟฟ้า แล้วต้องต่อด้วยพี่วินอีกที กว่าจะถึงที่ทำงาน ลองคิดดูว่าวันนึงจะต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปเท่าไหร่

เรื่องค่าเดินทางพี่ทุยอยากแนะนำอย่างงี้นะ อาจจะลองนับค่าหอพักกับค่าเดินทางรวมกันแล้วถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายหนึ่งอย่าง เวลาพิจารณาให้คิดทั้งก้อนนั้น สมมติว่าถ้าใครอยากอยู่ใกล้ที่ทำงานหน่อยซึ่งแน่นอนว่าอาจจะต้องจ่ายค่าหอแพงกว่าที่ไกลออกไป แต่เดินทางสะดวกกว่าและค่าเดินทางน้อยกว่า ไม่ต้องหลายต่อ หรือถ้าใครหาคิดจะหอพักที่อยู่ไกลออกไป อยู่ชานเมืองหน่อย เพราะคิดว่ามันราคาถูกกว่า ให้ลองคิดเปรียบเทียบด้วยนะว่าค่าหอต่อที่ถูกลงนั้น เมื่อรวมกับค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น มันถูกกว่าแบบแรกจริงมั้ย ? แล้วค่อยตัดสินใจเลือกที่พักก็ได้นะ แต่ถ้าพบว่ามันไม่ต่างกันมาก พี่ทุยแนะนำว่าอยู่ใกล้ๆ  ที่ทำงานก็น่าสนใจ อย่างน้อยก็เสียเวลาในการเดินทางน้อยกว่า แล้วเอาเวลาไปทำอะไรที่เกิดประโยชน์ได้ด้วย

“ค่าเดินทาง” เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นค่าใช้จ่ายที่มีทุกวันที่ต้องเดินทางไปทำงาน พี่ทุยว่าการวางแผนเดินทางดีๆ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายบางส่วนในทุก ๆ เดือนไปได้นะ

คาถาที่สาม: จงเล่นโซเซียลให้น้อยลง หยิบหนังสือมาอ่านมากขึ้น

ถ้าถามว่าเดี๋ยวนี้อะไรเป็นสิ่งจูงใจให้เราเสียเงินได้มากที่สุด พี่ทุยบอกได้เลยว่าตอนนี้คือ “โลกโซเชียล” ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram หรือสื่อออนไลน์อื่น ๆ ที่เป็นแหล่งที่ชักชวนให้เราเสียเงินชั้นดีเลยทีเดียวจ้า ไม่ว่าจะเป็นการเห็นเพื่อนเราโพสต์ชีวิตส่วนตัวที่แสนจะดูดี ถ่ายรูปแก้วกาแฟแพง ๆ การกินอาหารมื้อหรู ๆ หรือลงรูปเวลาไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ รวมไปถึงโฆษณาจากสื่อเพจต่าง ๆ ด้วย ซึ่งเวลาที่เราเห็นแล้วมันมักจะเกิดความอยากต่าง ๆ อยากมี อยากเป็น อยากไปบ้างเหมือนคนอื่นเค้าบ้าง จนบางครั้งเราต้องเสียเงินไปเพราะ “ความอยาก” โดยที่ไม่จำเป็น

อันนี้พี่ทุยอยากให้ลองเปลี่ยน ลองเอาเวลาที่ใช้ในการเลื่อนหน้าจอดูชีวิตคนอื่นแล้วรู้สึกว่ามันทำให้เราต้องเสียเงิน เป็นการใช้โซเชียลให้เกิดประโยชน์ เช่น อ่านบทความดี ๆ หรือการอ่านหนังสือก็ได้แทน แล้วจะพบว่าเงินในกระเป๋าจะเหลือมากขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ต้องมาปวดหัวค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่งอกขึ้นมาเพราะการซื้อหรือทำตามแบบคนอื่น นอกจากไม่เสียเงินกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแล้วยังได้ความรู้ใหม่ ๆ อีกต่างหากน้า ซึ่งพี่ทุยว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เลย

แม้ว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ต้องใช้ชีวิตในเมืองกรุงอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย พี่ทุยว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยถ้าเรารู้จักการจัดสรรเงินเดือนที่มีอยู่อย่างจำกัด รู้จักเลือกใช้จ่ายอย่างมีเหตุมีผล รวมถึงมีวินัยทางการเงินที่ดีด้วยนะ นอกจากนั้นแล้วพี่ทุยก็อยากให้ลองเอา”คาถาเอาตัวรอด” หรือวิธีทั้ง 3 ที่พี่ทุยได้แนะนำไปลองปรับใช้กันดูนะ พี่ทุยรับรองว่าจะสามารถเอาตัวรอดในเมืองกรุงได้อย่างสบาย ๆ เลย


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: