เช็คลิสต์ 5 "สัญญาณอันตรายทางการเงิน" ที่เสี่ยงทำให้ชีวิตล่มจม

เช็คลิสต์ 5 “สัญญาณอันตรายทางการเงิน” ที่เสี่ยงทำให้ชีวิตล่มจม

4 min read  

ฉบับย่อ

  • สัญญาณอันตรายทางการเงินที่ต้องเฝ้าระวังที่พี่ทุยมาให้เช็คนี้ ถ้าใครคนไหนมีมากกว่า 1 ข้อ ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อาจนำมาสู่ความล้มเหลวทางการเงินได้
  • พอมีเริ่มมีสัญญาณอันตราย สิ่งที่ต้องทำต่อมา คือ วางแผนจัดการทางการเงิน เริ่มจากทำบัญชีรายรับรายจ่าย จัดการหนี้ให้หมดให้ไวที่สุด และแบ่งเงินตามช่วงเวลาทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

การวางแผนทางการเงินถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเป้าหมายที่วางไว้ การสร้างความมั่งคั่ง การออมการลงทุน ถ้าใครที่มีเป้าหมายการเงินที่ยังไม่ค่อยชัดเจน และกำลังคิดว่าสภาวะการเงินไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พี่ทุยแนะนำให้ลองมาเช็คพฤติกรรมที่เป็น “สัญญาณอันตรายทางการเงิน” กันสักหน่อย เริ่มต้นกันที่สัญญานแรก นั่นคือ..

สัญญาณที่ 1: มีเงินใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน

มนุษย์เงินเดือนจะเห็นภาพชัดเจน พอเงินเดือนออกก็จะใช้ชีวิตอย่างราชาในช่วงต้นเดือน แต่พอกลางเดือนใช้ชีวิตอย่างยาจก พอปลายเดือนก็กินอาหารญี่ปุ่นอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป! อาการแบบนี้เรียกได้ว่า ชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่มีเงินเหลือ ไม่มีเงินเก็บไว้ต่อยอดด้านอื่น ๆ เช่น การลงทุน  การออม การทำธุรกิจ หรือหาความรู้เพิ่มเติม

สัญญาณที่ 2: การเริ่มจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ

การจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำไปทุกเดือนๆเป็นอาการเริ่มต้นของความล้มเหลวทางการเงินแล้วนะ แสดงว่าเราใช้จ่ายเงินจนเกินตัว จึงต้องจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำแทน อย่างที่เรารู้กันว่า อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตสูงมาก โดยปกติดอกเบี้ยสูงกว่า 20% ต่อปี เมื่อรวมๆดอกเบี้ยแล้ว อาจทำให้เราตกใจได้แบบไม่รู้ตัวเลยทีเดียว แต่คนส่วนใหญ่มักจะมองเพียงแค่ระยะสั้นเดือนต่อเดือนเท่านั้น ขอแค่มีจ่ายขั้นต่ำก็พอแล้ว ไม่สนใจดอกเบี้ยเลย ซึ่งจริงๆเราควรมองระยะยาว และมองต้นทุนของเงินประกอบด้วยนะ 

สัญญาณที่ 3: การยอมถอนเงินออกจากหลักทรัพย์ต่างๆ

การยอมขายหลักทรัพย์ เช่น หุ้น กองทุน กรมธรรม์ หรืออะไรก็ตามที แสดงว่าเรากำลังร้อนเงิน ถึงกับต้องยอมตัดใจยอมขายสินทรัพย์เหล่านี้ไป ทั้งที่ไม่อยากขาย เพื่อนำเงินที่เหลืออยู่ไปใช้อะไรบางอย่าง เช่น จ่ายหนี้ การใช้อื่นๆ หรือการเอาไปใช้จ่ายชีวิตประจำวันต่างๆ คนส่วนมากมักจะยอมขายสินทรัพย์การลงทุนหรือหุ้นที่กำลังขาดทุนอยู่แล้ว และตัดใจยอมขายทิ้งออกมา เพราะกลัวขาดทุนหนักกว่าเดิม หรืออาจเป็นในกรณีเพราะว่าไม่ค่อยมีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว จึงจำเป็นต้องยอมขาย ทั้งๆที่หุ้นหรือกองทุนที่ถืออยู่นี้อาจจะยังเติบโตสร้างผลกำไรต่อไปได้อีกก็ตาม

สัญญาณที่ 4: เริ่มผ่อนบ้านผ่อนรถล่าช้า

อาการแบบนี้เรียกว่าอาการหนักแล้ว สะท้อนได้ว่าแม้แต่บ้านพักอาศัยและรถที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันยังต้องผ่อนชำระล่าช้าเลย ถ้ายังผ่อนไม่ตรงเวลาตามเงื่อนไขที่สถาบันการเงินกำหนด เราอาจโดนยึดบ้านยึดรถไปในที่สุด จนไม่มีที่อยู่อาศัยและรถไว้ใช้เดินทาง เตือนไว้ก่อนว่าอย่าให้ถึงวันนั้นเลยนะ รีบลงมือจัดการอย่าปล่อยให้ปัญหาแย่ลงไปเรื่อย ๆ

สัญญาณที่ 5: ยืมเงินจากเจ้าหนึ่งเพื่อไปจ่ายอีกเจ้าหนึ่ง 

พฤติกรรมแบบนี้แสดงว่าหมุนเงินไม่ทันแล้ว ถึงขั้นต้องไปยืมเงินคนอื่น ๆ บางทีไม่ใช่แค่เรื่องเงิน ต้องเสียเพื่อน เสียญาติพี่น้องหรือคนรักกันมาเป็นจำนวนเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว เพราะเรื่องของการยืมเงินกันแล้วไม่คืนตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้หลายคนผิดใจกันมานักต่อนักแล้ว หรือบางคนนิยมเปิดบัตรกดเงินสดหลายใบเพื่อนำเงินจากที่ที่หนึ่งไปจ่ายไปปิดหนี้อีกเจ้าหนึ่งไปเรื่อย ๆ แต่อย่าลืมว่าภาระดอกเบี้ยยิ่งทวีคูณทบไปอีก

หรือว่าบางคนยิ่งไปกว่านั้น ยอมไปกู้หนี้ยืมสินนอกระบบ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยพวกนี้มหาโหดมาก แต่แค่นั้นยังไม่พอเพราะยังต้องเสี่ยงต่ออันตรายถึงแก่การบาดเจ็บล้มตายได้หากจ่ายหนี้ไม่ตรงเวลาและอาจมีคนมาตามทวงหนี้ถึงหน้าบ้านได้

5 ข้อนี้เป็น “สัญญาณอันตรายทางการเงิน” พี่ทุยว่าถ้าใครมีแม้แต่ข้อเดียวก็เฝ้าระวังได้แล้ว แต่ถ้ามีมากกว่าหนึ่งข้อ อาการก็เริ่มหนักขึ้นตามจำนวนข้อแล้ว ทางที่ดีเพื่อป้องกันปัญหาการเงิน หลังจากเช็คอาการว่าเรามีสัญญาณเหล่านี้ ถ้าหากว่าพบอาการ สิ่งแรกคืออย่าปล่อยให้เป็นดินพอกหางหมู รีบจัดการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเลย

พี่ทุยขอเสนอทางออก วางแผนทางการเงินฉบับเร่งด่วนกัน เริ่มต้นจากการทำบัญชีรายรับรายจ่าย แล้วสรุปค่าใช้จ่ายออกมาก่อนว่าสิ่งไหนจำเป็น (Need) หรือแค่ต้องการ (Want) ถ้าอันไหนเราเพียงต้องการกินต้องการใช้ แต่มันไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เราก็ต้องตัดมันทิ้งออกไปก่อน แล้วต่อไปก็รีบไปเคลียร์หนี้สินให้หมดโดยเร็วที่สุด การไม่มีหนี้ทำให้เราไม่มีภาระและสามารถแบ่งเงินไปลงทุนได้ หลังจากนั้นสิ่งที่เราต้องทำต่อมา คือ การวางแผนการเงิน ซึ่งสามารถแบ่งเงินออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย

1. ระยะสั้น 0-2 ปี

เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนใช้จ่ายและมีเงินสำรองใช้เวลาจำเป็น เราก็สามารถเลือกวิธีลงทุนแบบระยะสั้นได้ เช่น กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund)

2. ระยะกลาง 2-7 ปี

เราอาจเลือกลงทุนในรูปแบบของ SSF หรือหุ้นกู้ ก็ได้

3. ระยะยาว 7 ปีขึ้นไป

การลงทุนในระยะยาวก็จะเป็นการเลือกลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี มีอนาคต หรือลงทุน RMF เพื่อไว้ใช้วางแผนเกษียณอายุ

ที่สำคัญที่สุด ถ้าใครมี “สัญญาณอันตรายทางการเงิน” เหล่านี้ หลังจากที่อ่านบทความนี้ไปเน้นย้ำว่าต้องไปจัดการนะ เพราะพี่ทุยได้นำเสนอแนวทางการวางแผนการเงินไว้ให้แล้วเพื่อนำไปปรับใช้ได้ หรือถ้าใครที่ยังไม่มีอาการเหล่านี้ก็ควรที่จะศึกษาเพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน ยังไงก็ดีกว่ามาแก้ไขทีหลังนะ


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน
error: