แนวคิดดีดี "ปลดหนี้บัตรเครดิต” 3 แสนบาท

แนวคิดดีดี “ปลดหนี้บัตรเครดิต” 3 แสนบาท

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ประสบการณ์และแนวคิดดีดี “ปลดหนี้บัตรเครดิต” 3 แสนบาท และขั้นตอนในการจัดการกับหนี้สิน พร้อมรับปัญหาการทวงหนี้
  • ขอบคุณประสบการณ์การปลดหนี้และวิธีแก้ไขปัญหาหนี้บัตรเครดิต จาก คุณกลับด้านความคิด บนเว็บไซต์ Pantip.com

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

วันนี้พี่ทุยไปเจอประสบการณ์การ “ปลดหนี้บัตรเครดิต” เลยอยากหยิบขึ้นมาแชร์ให้เพื่อน ๆ ได้อ่าน เป็นประสบการณ์ปลดหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เจ้าของเคสนี้เป็นมนุษย์เงินเดือนอายุ 20 ปลาย ๆ ทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ฐานะมั่งคงในวงการ Logistics ช่วงที่ประสบสภาวะหนี้สินท่วมหัวอายุงานก็ประมาณ 2 ปีเศษ มีรายได้รวม 2.5 – 3 หมื่นบาทต่อเดือน

ด้วยความอยากได้อยากมีเป็นการแก้ปมในวัยเด็ก ก็เลยใช้ชีวิตเต็มที่ อยากกินอะไรก็กิน อยากเที่ยวที่ไหนก็เที่ยว สนุกกับการใช้ชีวิตโดยเอาปมที่มีในวัยเด็กมาเป็นข้ออ้างในการใช้เงิน เอาเงินในอนาคตมาใช้แบบฟุ่มเฟือยเพราะคิดว่าไม่ใช่เงินของตัวเอง ซึ่งเงินทั้งหมดนั้นก็มาจาก บัตรเครดิตบ้าง บัตรกดเงินสดบ้าง รู้ตัวอีกทีก็เต็มวงเงินทุกใบ เป็นหนี้บัตรเครดิตไปแล้ว 6 ใบ รวม ๆ กันก็ 300,000 บาท ไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ

หลังจากนั้นความสุขก็เริ่มกลายเป็นความทุกข์ในทันที เป็นหนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดเลย พอเงินเดือนออกปุ๊ป ก็ต้องจ่ายหนี้บัตรเครดิตทั้งหลายที่ต่อคิวรออยู่ การใช้ชีวิตเริ่มเปลี่ยนไปจากที่เคยมีความสุขในการ “ใช้จ่าย” กลับกลายเป็นความทุกข์ในการ “จ่ายใช้” รายได้หลังหักเงินค่ากินค่าอยู่ ค่ารายการผ่อนสินค้ารายเดือน รายได้คงเหลือก็ไม่สามารถผ่อนชำระได้เลย แม้จะจ่ายขั้นต่ำแล้วก็ตาม เรียกได้ว่า อยู่ในภาวะ “หนี้ท่วมหัว”

แต่ทุกปัญหาก็ย่อมมีทางออก หาวิธีทุกทาง อ่านที่คนทั่วไปมาแชร์ประสบการณ์ปลดหนี้ อย่างเช่น การขายทรัพย์สินเพื่อใช้หนี้  การลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นจริง ๆ ออกไป การหาแหล่งเงินกู้ก้อนใหญ่ที่ดอกเบี้ยถูกว่ามาปิดหนี้ทั้งหมด การยืมเงินญาติพี่น้องมาปิดหนี้ การรัดเข็มขัดตัวเอง หลังจากอ่านจบก็พูดได้เลยว่า เรามาทำแบบนี้ไม่ได้หรอก เพราะว่าอายนั่นเองไม่อยากจะไปพึ่งพิงคนใกล้ตัว เลยลองหาวิธีอื่นดู แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้เลยจำเป็นต้องพูดความจริงกับคนรอบตัว โล่งเลยทีนี้ เพื่อนหายโล่งเลย สุดท้ายก้คือตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั่นเอง

มาเริ่มจัดการกับหนี้สินที่ตนเองก่อขึ้น

1. หยุดก่อหนี้ ทำบัญชีรายได้ รวบรวมหนี้พร้อมทั้งหาวิธีจัดการกับมัน

มันคือสูตรสำเร็จที่ได้ใช้ในการปลดหนี้ในครั้งนี้ เราต้องเริ่มจากการหยุดสร้างหนี้ใหม่ แม้กระทั่งกู้หนี้ใหม่เพื่อมาปิดหนี้เก่า หยุดการใช้วิชาที่ใช้มาอย่างช่ำชอง อย่างการ “จ่าย ปลด กด แปะ” เพราะไม่เช่นนั้น ระบบการเงินจะแย่กว่าที่เป็นอยู่ และไม่มีทางหลุดพ้นจากวังวนนี้ได้ และแน่นอนว่ามันไม่พอจ่ายแน่ แต่มันก็พอมีวิธี อ่านไปเรื่อย ๆ มันมีทางออก

2. จะต้องอยู่ให้ได้ด้วยเงินเดือนตัวเอง

หลังจากหยุดสร้างหนี้ใหม่ ก็มาต่อที่การจัดสรรรายได้ พร้อมทั้งใช้วิชารัดเข็มขัดตัวเอง ทำบัญชีรายได้ ใช้ Excel แบบ ง่าย ๆ ที่ทำเอง    (ตอนนี้มีแอปพลิเคชั่นรายรับ-รายจากมากมาย พี่ทุยได้รวบรวมไว้ลองเข้าไปดูที่นี่ได้เลย) จากนั้นก็เรียงว่า มีรายได้จากไหนบ้าง ซึ่งแยกรายได้พิเศษกับเงินเดือนด้วย เพราะมันไม่แน่นอน ถ้าหากเงินพิเศษหรือ OT หายไป จะเดือดร้อนหนักกว่าเดิม มันเกิดจากการที่รายได้ลดลงแต่รายจ่ายคงที่ มันก็เลยต้องหมุนเงิน เพื่อให้มันพอกับรายจ่าย จากนั้นก็ไล่รายจ่ายที่จำเป็นลงไป เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน ค่าห้อง ค่ารถ เอาที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจริง ๆ ทีนี้ก็จะรู้ล่ะว่าเดือน ๆ นึงต้องใช้เงินในการชีวิตไหร่ และเหลือที่จะใช้หนี้สินอีกเท่าไหร่ และเราจะจัดการกับหนี้สินได้อย่างไร และมีการลิสต์รายการทรัพย์สินออกมาด้วย เผื่อจะแปรรูปให้กลายเป็นเงินได้

3. รวบรวมหนี้สิน

หนี้สินราว ๆ 3 แสนบาท ก็เอามาแยก แตก ย่อยอีกที แยกเป็นบัตรกดเงินสด บัตรเครดิต บัตรผ่อนสินค้า เนื่องจากดอกเบี้ยแต่ละตัวมันต่างกัน ไม่แยกก็ไม่รู้ว่า มีหนี้อะไรบ้าง การแยกย่อยมันทำให้เห็นช่องทางที่จะปิดยอดไปทีละเล็กละน้อยก็ทำ excel ง่าย ๆ เหมือนเช่นเคย โดยเน้นไปที่เนื้อหา ยอดหนี้ การจ่ายขั้นต่ำ และ ดอกเบี้ย เลือกทำเป็นแบบระยะเวลาด้วย เพื่อที่จะได้รู้สถานะบัตร เช่น ยังจ่ายปกติ ค้างชำระ 2 เดือน ค้างชำระ 6 เดือน หรือโดนฟ้องแล้ว หลังจากที่ทำเสร็จ ก็รู้ว่ามีหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่ แต่ละใบสถานะเป็นไง  แล้วควรจะเริ่มยังไงดี

4. หาวิธีจัดการกับหนี้สิน

เลือกใช้การหยุดจ่ายทุกบัญชี เพื่อเก็บเงินรอการ Haircut หรือการเจรจาชำระหนี้ครั้งเดียว (หลายครั้ง) เพื่อปิดบัญชีหนี้สิน เป็นการหยุดจ่ายชั่วคราว ไม่ใช่ให้หยุดตลอดหรือหนีหนี้   การเกิดกระบวนการ Haircut หลักการง่าย ๆ คือต้องหยุดจ่ายก่อนถึงจะเกิดกระบวนการ Haircut ยิ่งหยุดจ่ายนานเท่าไหร่หนี้ก็ยิ่งเน่ามากขึ้นเท่านั้น  หนี้ยิ่งเน่ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ส่วนลดมากขึ้นเท่านั้น แต่… “ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะตามมาหลังจากหยุดจ่าย” นั่นก็คือการทวงหนี้นั่นเอง

ขั้นตอนในการทวงหนี้ของเจ้าหนี้

1. 1-2 เดือนแรก ทวงหนี้ทางโทรศัพท์ โดยสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ตัวจริงพร้อมทั้งระงับการใช้บัตร
2. 2-3 เดือน ทวงหนี้ทางโทรศัพท์ + จดหมายทวงหนี้ โดยเริ่มมีการเสนอให้ทำ “ประนอมหนี้” , “ปรับโครงสร้างหนี้”
3. 4-6 เดือน ส่งเรื่องออกไปให้สำนักงานกฏหมายข้างนอก ให้เป็นผู้ทำการทวงหนี้แทน ซึ่งมันก็บริษัททวงหนี้ เจ้าหน้าที่มักจะใช้คำว่าที่ “ส่งเรื่องไปตามระบบ”
4. 6 -12 เดือน หากยังไม่สามารถทวงหนี้ได้ก็จะมีบริษัทรับทวงหนี้ต่อไปเรื่อย
5. เกิน 1 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่ส่งเรื่อง ฟ้องศาล ซึ่งในช่วงนี้ก็ยังคงมีข้อเสนอเรื่องส่วนลดในการ Hair cut ให้อยู่

หลังจากนั้นเราก็จะ เสียเครดิต มันคืออีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเจอ  แต่การหยุดจ่ายชั่วคราว การจ่ายขั้นต่ำ การจ่ายตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง มันก็ทำให้ติด Blacklist ได้เหมือนกัน ถ้าวันนี้ยังใช้ชีวิตอยู่บนความผิดพลาด

อนาคตมันไม่มีทางที่จะดีได้แน่นอน จงแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในวันนี้ รีบใช้หนี้ให้หมด แล้วอนาคตข้างหน้าก็จะสดใสเอง

ขอบคุณประสบการณ์การปลดหนี้และวิธีแก้ไขปัญหาหนี้บัตรเครดิต จาก คุณกลับด้านความคิด บนเว็บไซต์ Pantip.com
ใครมีประสบการณ์การปลดหนี้ดีดีอยากจะแชร์ สามารถส่งเรื่องมาที่อีเมลล์ hello@moneybuffalo.in.th ได้เลย


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: