กอบกู้ “เครดิต” บอกลาหนี้เสียต้องทำยังไง ?

0
1496
กอบกู้

BRIEF

  • “ติดเครดิตบูโร” หรือ “ติดแบลคลิสต์” คำคุ้นหูที่ได้ยินกันบ่อยครั้งสำหรับการทำธุรกรรมทางเงินกับสถาบันการเงิน โดยเฉพาะทางด้านสินเชื่อ ความจริงแล้วสองคำนี้มันต่างกันนะ ซึ่งหลายคนที่ยังคงเข้าใจผิดกันอยู่
  • เครดิตบูโร (Credit Bureau) เป็นเพียงบริษัทที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการขอและการชำระสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการชำระที่ดีหรือไม่ดี ไม่ได้จัดหรือเก็บข้อมูลแบล็กลิสต์แต่อย่างใด
  • “สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” มนุษย์เงินเดือนก็ย่อมผิดพลาดกันได้ แต่ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกเสมอสำหรับการแก้ไขและสร้างเครดิตที่ดีขึ้นมาใหม่

พี่ทุยเชื่อว่า ติด “เครดิต”บูโร หรือ “ติดแบลคลิสต์” มักจะเป็นคำที่เราได้ยินบ่อยๆ ว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักในการถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ หรือการไม่อนุมัติบัตรเครดิต

สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้วการได้รับสินเชื่อหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ เช่น “บัตรเครดิต” เป็นตัวช่วยที่ดีอย่างหนึ่งในการบริหารเงิน แต่ถ้าหากเรามีประวัติทางการเงินที่ไม่ดี ใครที่ไหนจะกล้าให้เรายืมเงิน จริงไหม? ทำให้ความสามารถหรือโอกาสในการได้รับสิทธิประโยชน์ในส่วนนี้ก็จะลดน้อยลง แต่พี่ทุยก็คิดว่าอาจจะยังมีหลายๆคนที่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า “ติดเครดิตบูโร” หรือ “ติดแบลคลิสต์” กันอยู่

แล้ว “เครดิต” บูโรคืออะไร ?

เครดิตบูโร (Credit Bureau) คือ บริษัทที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเครดิตจากสถาบันการเงินหลายๆแห่งที่เป็นสมาชิก พูดง่ายๆเหมือนเป็น “ตะกร้ารวบรวมข้อมูลเครดิตหรือประวัติการชำระหนี้ของบุคคลและนิติบุคคล” โดยเป็นการแสดงรายการประวัติการชำระหนี้ทั้งหมดซึ่งอาจจะมีทั้งดีและไม่ดี จริงๆแล้วระบบเครดิตบูโรจะไม่มีคำว่า “แบลคลิสต์” หรือ “Blacklist” นะ แต่เป็นการเปิดเผยเฉพาะประวัติการชำระเงิน และแม้ว่าจะทำการปิดบัญชีหนี้เรียบร้อยแล้ว แต่ข้อมูลการค้างชำระจะยังคงอยู่เป็นเวลาถึง 3 ปี หรือ 36 เดือนเชียวนา

อ้าว !? แล้ว Blacklist คืออะไรกันล่ะ ? 

จริงๆ แล้วพี่ทุยอยากจะบอกว่าการติด “แบลคลิสต์” คือ การที่บุคคลมีประวัติการค้างชำระยาวนาน แล้วไม่สามารถชำระได้ตามกำหนดและปล่อยเป็นหนี้เสีย รวมถึงบุคคลที่ไม่ชำระหนี้และถูกยื่นฟ้องร้องโดยสถาบันการเงินนั้นๆ เมื่อมีประวัติการติดค้างชำระต่อเนื่อง ย่อมแสดงให้เห็นถึงภาวะของการมีความเสี่ยงที่หนี้จะเป็นหนี้สูญ เพราะการค้างชำระติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไปแสดงถึงความไม่มีความรับผิดชอบและสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางการเงิน และแน่นอนว่าอำนาจในการตัดสินใจในการให้กู้ยืมโดยตรง คือ “สถาบันการเงิน” โดยขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและเงื่อนไขของสถาบันการเงินนั้นๆ ด้วย

สำหรับตัวพี่ทุยเองและแน่นอนว่าคนทั่วไปก็ต้องอยากมีประวัติทางการเงินที่สวยหรู แต่วันนึงเราเกิดพลาด งั้นเราจะทำยังไงดีล่ะ ? เพื่อที่จะทางแก้ไขและสร้างประวัติการเงินของเราใหม่ และซึ่งวันนี้พี่ทุยมีวิธีมาบอก เพื่อกอบกู้เครดิตและสามารถทำธุรกรรมทางเงินกับสถาบันการเงินต่อได้นั่นเอง

วิธีที่ 1 คือ ชำระหนี้คงค้างที่มีให้หมดก่อน

อย่างแรกเลย พี่ทุยแนะนำว่าเราต้องทำการชำระหนี้คงค้างที่มีให้หมดก่อน ชำระทุกหนี้ทุกอย่างให้กลับมาเป็นปกติ (ไม่มียอดค้างชำระ) โดยอาจจะต้องใช้เงินก้อน เช่น เงินโบนัส เงินเก็บสะสม หรืออาจจำเป็นต้องขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินก้อนมาใช้ปิดบัญชีหนี้ให้เรียบร้อยซะก่อน แต่สิ่งที่พี่ทุยขอเตือนว่าไม่ควรทำที่สุดเลยก็คือ การกู้ยืมหนี้สินก้อนใหม่เพื่อมาชำระหรือโปะหนี้เก่า ซึ่งแบบนี้จะทำให้เราเป็นหนี้ไม่จบไม่สิ้นกันสักทีนะ

ถ้าหากสำหรับใครที่มีหนี้หลายก้อน หรือติดค้างชำระบัตรเครดิตไว้หลายใบ “การวางแผนชำระเงิน” พี่ทุยว่าก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำนะ เพราะต้องมีการประเมินหนี้เพื่อดูว่าหนี้แต่ละอันมีลักษณะเป็นยังไง อะไรควรจ่ายก่อนอะไรควรจ่ายทีหลัง หนี้ก้อนไหนที่มีดอกเบี้ยสูงหรือคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอก ก็ควรเพิ่มยอดชำระในแต่ละงวดเพื่อให้หนี้หมดไวขึ้น

วิธีที่ 2 คือ ปรับโครงสร้างการชำระหนี้ (การประนอมหนี้)

แต่ถ้ารู้สึกว่าชำระทั้งหมดไม่ไหวจริงๆ วิธีถัดมาพี่ทุยแนะนำให้ปรับโครงสร้างการชำระหนี้หรือทำการประนอมหนี้ ซึ่งเป็นการเข้าไปพูดคุยเพื่อชี้แจงถึงเหตุผลและปัญหาต่อสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้โดยตรง วิธีนี้พี่ทุยคิดว่าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการแก้ปัญหาได้ดีเลย รูปแบบการเจรจาต่อรองเพื่อขอผ่อนผันก็มีอยู่หลายรูปแบบเหมือนกันนะ โดยอาจจะเป็นการขอลดยอดหนี้บางส่วนลง การขอให้คิดอัตราดอกเบี้ยปกติแบบตอนที่ไม่มีการผิดนัดชำระ การขอลดหย่อนค่าปรับการผิดนัดชำระหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ หรือจะเป็นการขอเพิ่มระยะเวลาในการชำระหนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ตามกำหนดเดิมและภายหลังจากการเข้าไปต่อรองกับทางเจ้าหนี้แล้ว และได้มีทำข้อตกลงกันที่จะขยายเวลาในการผ่อนชำระออกไปอีก 5 ปี หรือ 10 ปี รวมถึงมีการวางแผนในการชำระเงินที่แน่นอน ซึ่งเวลาที่นานขึ้นยังทำให้จำนวนภาระเงินผ่อนต่องวดลดน้อยลงด้วยนะ ซึ่งการที่เราทำแบบนี้พี่ทุยว่าจะเป็นการช่วยลดแรงกดดันในการชำระเงิน นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการแสดงถึงเจตนาที่ดีในความตั้งใจและความพยายามในการชำระหนี้ของเราด้วยน้า

และเราจะต้องสร้างวินัยที่ดีทางการเงินใหม่เมื่อชำระหนี้คงค้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยชำระหนี้ตามกำหนดเวลาไม่ผิดชำระหนี้อีก เพื่อสร้างข้อมูลประวัติการชำระเงินใหม่ที่จะถูกรวบรวมและบันทึกในเครดิตบูโร เพราะการไม่ค้างชำระติดต่อกันนั้นสะท้อนถึงการมีความรับผิดชอบและแสดงให้เห็นว่าเราไม่มีปัญหาทางการเงิน ทำให้สถาบันการเงินว่าเรามีความสามารถในการผ่อนชำระที่ดี ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการขอสินเชื่อในครั้งต่อ ๆ ไปนั่นเอง

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

พี่ทุยมีข้อแนะนำเพิ่มเติม เป็นข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเสี่ยงในการเกิดหนี้เสีย หรือเป็นต้นเหตุในการมีประวัติทางการเงินเสีย  พี่ทุยว่าอย่างแรกเลยก็คือ ต้องระมัดระวังในการสร้างหนี้ อย่าก่อหนี้โดยไม่จำเป็นและเป็นการสร้างหนี้เพื่อใช้จ่ายฟุ่มเฟือยโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตที่รูดง่ายซะเหลือเกิน นอกจากนั้นแล้วต้องรู้จักประมาณตน ต้องคำนึงถึงรายได้และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในแต่ละเดือน เพื่อไม่ให้ภาระหนี้และดอกเบี้ยจ่ายต่อเดือนสูงที่จนเกินไป จนทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและภาระหนี้สินแล้วจะหาว่าพี่ทุยไม่เตือนไม่ได้น้า

นอกจากนั้นแล้วก็ควรที่จะมีเงินออม หรือจัดสรรเงินล่วงหน้าสำหรับใช้เป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเพื่อลดโอกาสการสร้างหนี้และภาระดอกเบี้ยจ่าย และพี่ทุยว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ การชำระหนี้ให้ตรงตามกำหนดเวลา เพราะการที่เราชำระเงินล่าช้าในแต่ละงวดจะมาพร้อมดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งเป็นตัวเร่งของการเกิดภาระหนี้เสียที่ดีทีเดียว

พี่ทุยอยากให้ทุกคนหมั่นที่จะดูแลสถานภาพทางเงินและรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้ดีนะ เพื่อการสุขภาพทางการเงินที่ดี อย่าติดกับดักสภาพคล่องทางการเงินจนเกินความสามารถในการผ่อนชำระ ก่อนที่สถานการณ์จะล่วงเลยไปจนประวัติทางการเงินเสีย จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวมาเสียทั้งเวลาในการแก้ไขและเสียโอกาสทางการเงินไปพร้อมๆ กัน

อัพเดทบทความใหม่ล่าสุดทาง LINE ทุกวัน
Add Friend ที่ LINE ID @moneybuffalo

Spread the love
Sign up for your information
Newsletter*
Text:*