“เงินน้อย” แต่อยากลงทุน เริ่มอย่างไรดี ?

0
7570

BRIEF

  • ถึงเงินทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการลงทุน แต่ใช่ว่ามีเงินทุนน้อยจะลงทุนไม่ได้เลย เพราะการลงทุนยังมีปัจจัยอีกหลายด้าน เช่น เรื่องของระยะเวลา อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยง
  • ถ้ามีเงินทุนน้อย การเริ่มต้นยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะเวลาจะช่วยให้เกิดอัตราดอกเบี้ยทบต้น ผลตอบแทนที่จะได้รับจะยิ่งทวีคูณตามกาลเวลา
  • สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความรู้และวินัย หมั่นหาความรู้และลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าใครจะเงินมาก เงินน้อย ก็สามารถเพิ่มเงินออมสู่เป้าหมายทางการเงินได้ไม่ยากเลย

“เงินน้อย” แต่อยากลงทุน ปัญหาสำคัญของมนุษย์เงินเดือนหลายๆ คน แค่ลำพังค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนก็แทบจะชนเดือนแล้ว เงินออมน้อยขนาดนี้ จะแบ่งไปลงทุนได้สักกี่บาทกันเชียว

ถึงแม้ว่าเงินอาจจะเป็นปัจจัยหลักในการลงทุน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นส่วนสำคัญทั้งหมดนะ มีเงินมากกว่า ผลตอบแทนก็จะได้รับมากกว่า แต่ถ้ามีเงินน้อย ผลตอบแทนที่ได้น้อย ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลยจริงมั้ยล่ะ วันนี้พี่ทุยมีเคล็ดลับมาแนะนำ สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแต่เงินน้อย ซึ่งต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด

ก่อนอื่นพี่ทุยอยากให้ทุกคนเข้าใจในมิติของการลงทุนก่อน ถ้าจะให้พูดอย่างคร่าวๆ การลงทุนจะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เงินที่ลงทุน อัตราผลตอบแทนที่เราจะได้รับ (ซึ่งส่วนมากจะให้เป็นเปอร์เซ็นต์) และระยะเวลา ทั้งสามส่วนนี้นั้นก็สำคัญไม่แพ้กันเลย

เวลาเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเริ่มก่อนยิ่งได้เปรียบไปหลายช่วงตัว

สิ่งแรกที่หลายคนมักมองข้ามไปแต่สำคัญมากๆ ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่คิดอยากลงทุน คนส่วนมากมักจะนึกถึง เงินทุน และผลตอบแทนก่อนเป็นอย่างแรก ลงทุนกี่หมื่นกี่แสนดีนะ?” “อัตราผลตอบแทนเยอะมั้ย? ถึง 10% ต่อปีหรือเปล่า”

จริงๆ แล้วเงินทุนที่เยอะ หรืออัตราผลตอบแทนที่สูง ก็เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ผลตอบแทนมากขึ้นจริงๆ แต่ในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันเงินทุนนั้นหาได้ง่ายๆที่ไหนล่ะ อัตราผลตอบแทนที่มาก ก็มักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงเช่นเดียวกัน

ก็คงมีเพียงแต่เวลาเท่านั้นที่ทุกคนมีเท่ากัน แต่กลับมีผลมากกว่าที่หลายๆคนคิดเลยแหละ การเริ่มต้นลงทุนก่อน หรือการให้เวลากับการลงทุนมากกว่า จะให้ผลตอบแทนเพิ่มได้มากขนาดไหนกัน

“ผลจากอัตราดอกเบี้ยทบต้นมีผลมากกว่าที่คิด”

เรามาดูตัวอย่างกันดีกว่า ว่าถ้าพี่ทุยลงทุนในระยะเวลาที่ต่างกัน โดยใช้เงินทุนและอัตราผลตอบแทนเท่ากัน ผลตอบแทนจะออกมาต่างกันขนาดไหน

เริ่มลงทุนในปี 2560 เมื่อถึงปี 2580 พี่ทุยจะมีเงินเท่าไหร่ ? 

สมมติให้ลงทุนเดือนละ 5,000 บาท ที่ให้ผลตอบแทน 7% ต่อปี
เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี พี่ทุยจะมีเงินรวม 2,604,633 บาท
แบ่งเป็นเงินต้นเท่ากับ 1,200,000 บาท
และผลตอบแทนจากการลงทุน เท่ากับ 1,400,000 บาท 

หลังจากหักเงินต้นออกแล้ว ก็จะมีเงินงอกขึ้นมาตั้งเท่าตัวแหนะ

เริ่มลงทุนก่อนหน้านี้แค่ 5 ปี (คือปี 2555) เมื่อถึงปี 2580 พี่ทุยจะมีเงินมากกว่าเท่าไหร่ ?

ถ้าพี่ทุยลงทุนเดือนละ 5,000 บาทเหมือนเดิม แต่เริ่มต้นก่อนเพียง 5 ปี
เท่ากับว่าลงทุนทั้งหมด 25 ปี พี่ทุยจะมีเงินรวมมากถึง 4,050,358 บาท
แบ่งเป็นเงินต้นเท่ากับ 1,500,000 บาท
และผลตอบแทนจากการลงทุน เท่ากับ 2,550,358 บาท

โห ให้ตัวเลขอธิบายเลยละกัน ว่าเงินมันงอกมามากขนาดไหน !!!

เพียงเริ่มก่อนแค่ 5 ปีเท่านั้น เงินยังงอกมาเพิ่มได้มากขนาดนี้ แต่ถ้าเริ่มก่อนอีกเงินจะเพิ่มมามากขนาดไหน อย่างที่พี่ทุยบอก ผลจากอัตราดอกเบี้ยทบต้นนั้นมากมายจริง ให้เวลากับการลงทุน แล้วเวลาจะให้ผลตอบแทนเรากลับอย่างคุ้มค่าแน่นอน 

อัตราผลตอบแทนมักมาพร้อมกับความเสี่ยง เลือกให้เหมาะกับที่เรารับไหว

ความเสี่ยงไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป เพราะในการลงทุนที่ความเสี่ยงสูงก็มักจะให้อัตราผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การเลือกระดับความเสี่ยงให้เหมาะกับที่ตัวเรารับไหว

ถ้าคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ภาระค่าใช้จ่ายยังไม่สูงนัก และแรงกายแรงใจยังเหลือ ก็สามารถเลือกลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงได้ เพื่อที่จะได้รับอัตราผลตอบแทนที่สูง เมื่อเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมา ล้มแล้วลุกใหม่ได้ไม่ยาก

แต่เมื่ออายุมากขึ้น หรือคนที่มีภาระในชีวิตเยอะๆ ก็อาจจะไม่สามารถรับความเสี่ยงได้มาก เช่น ถ้าเป้าหมายทางการเงิน คือ การสะสมไว้ใช้ในวัยเกษียณ การลงทุนที่ผิดพลาดนั้น หมายถึง เกษียณแล้วจะไม่มีเงินใช้ เมื่อถึงวัยนั้นแล้ว การจะล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การลงทุนเพื่อเป้าหมายทางการเงินแบบนี้ จึงควรเลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย แล้วยอมให้อัตราผลตอบแทนน้อยลงจะดีกว่านะ

แต่ก่อนที่จะไปเลือกความเสี่ยง การประเมินความเสี่ยงก็สำคัญ ถ้าเป็นการลงทุนในกองทุนรวมก็จะดูง่ายหน่อย เพราะแต่ละกองทุนก็จะมีบอกถึงความเสี่ยง ต่ำ ปานกลาง สูง ให้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นการลงทุนในทรัพย์สินอื่นๆ อย่างนี้ก็ต้องยิ่งรอบคอบให้มากขึ้น

ความรู้ทางการเงินและวินัยสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด

ถึงแม้ “ความรู้” และ “วินัย” ทางการเงินจะไม่ใช่ตัวแปรหลักในการลงทุน แต่พี่ทุยว่ามันคือพื้นฐานสำคัญที่เราควรมีก่อนเริ่มลงทุนเสียอีก

ความรู้ทางการเงินที่มากขึ้น อาจจะทำให้เรามีช่องทางการลงทุนที่ดีขึ้น ทั้งเวลา ความเสี่ยง และเงินทุน อาจจะใช้น้อยลง แต่ได้ผลตอบแทนมากขึ้นได้

แต่ถ้าเราไม่มีวินัยทางการลงทุน ทุกอย่างจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำทุกๆเดือน อาจจะแบ่งเงินเพื่อการลงทุนไว้ก่อนเลยในต้นเดือน เพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอในการลงทุน ทำไปเรื่อยๆ ให้เป็นนิสัยที่ดีติดตัวไว้เริ่มต้นวันนี้ เพื่อเป็นเศรษฐีในวันข้างหน้ากันนะทุกคน

อัพเดทบทความใหม่ล่าสุดทาง LINE ทุกวัน
Add Friend ที่ LINE ID @moneybuffalo

Spread the love
Sign up for your information
Newsletter*
Text:*