ชีวิต "มนุษย์เงินเดือน" vs ชีวิตฟรีแลนซ์ มีข้อดี-ข้อเสียทางการเงินต่างกันยังไง ?

ชีวิต “มนุษย์เงินเดือน” vs ชีวิตฟรีแลนซ์ มีข้อดี-ข้อเสียทางการเงินต่างกันยังไง ?

 

จากประสบการณ์พี่ทุยที่ได้มีโอกาสออกไปวางแผนการเงินให้กับหลายๆคน อาชีพที่พี่ทุยมีโอกาสได้วางแผนมากที่สุดแน่นอนว่าก็คือ “มนุษย์เงินเดือน” และอีกอาชีพรองลงมาก็คือ “ฟรีแลนซ์” ต้องบอกว่าเลยทั้ง 2 อาชีพนี้มีความแตกต่างกันเรื่องการเงินอยู่พอสมควรเลยล่ะ

จากที่พี่ทุยลองวางแผนการเงินแล้วความแตกต่างที่เห็นชัดที่สุด พี่ทุยว่าก็น่าจะแบ่งออกมาเป็น 2 ประเด็น คือ “รายรับ” และ “รายจ่าย”

มนุษย์เงินเดือนรายรับรู้ล่วงหน้าชัดเจน แต่ฟรีแลนซ์คาดเดาได้ยากกว่า

อันนี้พี่ทุยว่าน่าจะรู้กันอยู่แล้วล่ะ ถ้าเป็นคนทำงานกินเงินเดือน เรารู้ล่วงหน้าแทบจะ 100% เลยว่าวันที่เท่าไหร่จะมีเงินโอนเข้าบัญชีเรา แต่ฟรีแลนซ์ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัยมากๆ งานจ้างเยอะมั้ย ? โดนจ่ายเงินเลทมั้ย ? โดนเบี้ยวหรือเปล่า ? แล้วที่หนักสำหรับฟรีแลนซ์เลยก็คือเวลาที่เราเกิดป่วย หรือว่าเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถทำงานได้ รายได้เราก็จะขาดหายไปเลยโดยทันที

แต่ข้อดี คือ “ฟรีแลนซ์” มักจะไม่มีเพดานเรื่องรายได้ ตรงนี้แหละที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไฟแรงอยากทำอะไรเป็นของตัวเองกันมากขึ้น ทำมากได้มาก ทำน้อยก็ได้น้อยตามผลงานจริงๆหรือถ้าไม่ทำก็คือไม่ได้เลย ประเด็นตรงนี้ทำให้ฟรีแลนซ์อาจจะต้องระมัดระวังเรื่องรายได้ขาดหายมากกว่ามนุษย์เงินเดือนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะโอกาสที่รายได้จะหายไปเลยดื้อๆก็เป็นไปได้ไม่ยาก

พี่ทุยแนะนำว่าตรงนี้สามารถบริหารความเสี่ยงได้ด้วยการเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินไว้ ปกติอาจจะเตรียมสัก 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายพี่ทุยว่าก็สบายๆล่ะ แต่ถ้าเป็นฟรีแลนซ์พี่ทุยมักจะแนะนำให้เก็บอย่างน้อย 12 เดือนของค่าใช้จ่าย ถ้ารายจ่ายเดือนละ 10,000 บาทก็ให้เตรียมเงินนอนนิ่งๆไว้ในธนาคาร 120,000 บาท อารมณ์ประมาณนั้นเลย

ข้อเสียของมนุษย์เงินเดือนก็คือการที่จะเพิ่มรายได้นั้นทำได้ค่อนข้างยากถ้าไม่ใช่เซลล์ก็อาจจะต้องทำโอทีหรือไม่ก็รอทำงานครบปีแล้วก็ลุ้นอีกว่าเงินเดือนจะขึ้นเท่าไหร่ บางทีเราอาจจะต้องมองหาทางเลือกเพิ่ม พี่ทุยสนับสนุนให้ทุกคนมีรายได้มากกว่า 1 ทางเสมอ เป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอย่างอื่นเพิ่มไม่ได้ เวลาทำงานก็เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ให้เต็มที่ แล้วก็พัฒนาตัวเองเพื่อมาทำอะไรของตัวเองเพิ่มเติมหลังเลิกงานได้อีกด้วย

สำหรับฟรีแลนซ์ก็ไม่ควรพึ่งพารายได้จากแหล่งเดียวหรือว่าอุตสาหกรรมเดียวตลอดเพื่อลดโอกาสที่จะไม่มีรายได้เข้ามาหรือที่เค้าเรียกกันว่าตกงานของมนุษย์เงินเดือนเนี้ยแหละ แล้วสำหรับฟรีแลนซ์อย่าลืมพัฒนาตัวเองและอัพเดทความรู้ให้ทันปัจจุบันอยู่เสมอ เพราะฟรีแลนซ์มีแนวโน้มที่จะนั่งทำงานคนเดียว ตัวคนเดียวสูงมาก การอ่านจะช่วยเติมเต็มตรงนี้ได้มากขึ้น

ส่วนเรื่องความแตกต่างระหว่าง “มนุษย์เงินเดือน” กับฟรีแลนซ์ในเรื่องของรายจ่ายก็มีความเสี่ยงเรื่องรายจ่ายที่แตกต่างกัน

มนุษย์เงินเดือนอย่างที่เรารู้ว่ารายได้เราจะเข้ามาวันไหนเมื่อไหร่ ทำให้มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมากกว่าฟรีแลนซ์ไปโดยปริยาย นั่นก็เพราะว่าเรารู้ว่าเดี๋ยวก็มีเงินเข้ามาในบัญชีอีก เมื่อเทียบกับฟรีแลนซ์ความมั่นคงเรื่องรายได้แตกต่างกัน

ประกอบกับเหล่านายทุนธนาคารเงินกู้ต่างๆก็มองมนุษย์เงินเดือนเป็นลูกค้าชั้นเลิศ เพราะมีรายได้ที่มั่นคงและแน่นอนระดับนึงทำให้กู้เงินได้ง่ายกว่าอาชีพอื่นๆ นั่นแปลว่ามนุษย์เงินเดือนมีโอกาสที่จะใช้จ่ายมากกว่าอาชีพอื่นๆ ทั้งการกู้ซื้อรถยนต์ ซื้อบ้านรวมไปถึงบัตรเครดิตด้วย

ปัญหาตรงนี้จริงๆก็แก้ไขได้ไม่ยากนะ แค่เรารู้และใช้แนวคิด “ออมก่อนใช้” เมื่อมีรายได้เข้ามาก็หักออมไปเลยเพื่อลดความเสี่ยงที่จะใช้เงินจนหมดได้ง่ายๆ และเรื่องของบัตรเครดิตควรนึกไว้เสมอว่าถ้าเราไม่สามารถจ่ายเงินเต็มจำนวนเพื่อซื้อของชิ้นนั้นๆได้ ห้ามรูดเด็ดขาด

ส่วนเรื่องการกู้เพื่อซื้อรถหรือบ้านก็ตาม ก็ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้เมื่อนับรวมเงินที่ต้องจ่ายในการผ่อนชำระในทุกๆเดือนเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นปัญหาในระยะยาว

เรามาต่อกันที่ฟรีแลนซ์ ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายอาจจะไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ ถ้ามีเงินสำรองฉุกเฉินเตรียมไว้อย่างพอเพียงเพื่อรองรับในบางจังหวะชีวิตที่รายได้อาจจะขาดหายไป เพราะถ้าเราไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินตรงนี้ เวลาที่รายได้ขาดหายไป เราก็มีโอกาสที่เราจะกู้ยืมเพื่อมาใช้จ่าย อันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวด้านการเงินเหมือนกัน ส่วนเรื่องการกู้ก็ทำได้ค่อนข้างยากอันนี้ก็จะมีความเสี่ยงต่ำกว่ามนุษย์เงินเดือน

แต่ฟรีแลนซ์จะมีความเสี่ยงเรื่องรายจ่ายที่ไม่คาดฝันมากกว่ามนุษย์เงินเดือน เช่น ค่ารักษาพยาบาล รวมไปถึงอุบัติเหตุต่างๆ ส่วนใหญ่มนุษย์เงินเดือนจะมีสวัสดิการของบริษัทให้ แต่ฟรีแลนซ์ส่วนนี้อาจจะต้องดูแลตัวเอง แต่จริงๆก็บริหารความเสี่ยงตรงนี้ก็ทำไม่ยาก แค่โอนย้ายความเสี่ยงด้วยการทำประกันสุขภาพ อุบัติเหตุต่างๆ ก็สามารถลดความเสี่ยงตรงนี้ไปได้ระดับนึง

จะเห็นได้ว่าไม่ว่าอาชีพอะไรต่างก็มีความแตกต่างกันโดยเฉพาะเรื่องของการเงิน ดังนั้นเมื่ออาชีพแตกต่างกันแผนการเงินก็จะแตกต่างกันออกไปด้วย สำหรับเรื่องแผนการเงินพี่ทุยคิดว่าไม่มีอะไรตายตัว ไม่มีอะไรดีที่สุด มีแต่แผนการเงินที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุดเท่านั้นแหละ

error: