3 แนวคิดอันตราย ภัยเงียบทางด้านการเงิน

3 แนวคิดอันตราย ภัยเงียบทางด้านการเงิน

 

ฉบับย่อ

  • ความคิดและพฤติกรรมบางอย่างเป็นอันตรายต่อสถานะทางการเงินของตัวเองปัจจุบัน รวมมีผลต่อเนื่องไปถึงสถานภาพทางการเงินในอนาคตได้
  • บางคนคิดว่าเงินทองนั้นจะเป็นแค่ของนอกกาย เงินทองเหล่านั้นเลยถูกใช้ไปเพื่อซื้อความสุขและความสบายในปัจจุบันไปซะหมด แต่ลืมคิดไปว่าตอนไม่มีแรงทำงานจะเอาเงินไหนมาใช้ ?
  • บางคนเวลามีโอกาสเข้าถึงเงินกู้หรือสมัครบัตรเครดิตได้ง่าย ก็ใช้จ่ายออกไปง่ายเช่นกัน เพราะชอบคิดว่าวงเงินในบัตรก็คือเงินของเราเอง อย่าลืมนะว่าวงเงินนั้นเขาแค่ให้(ยืม)มาใช้ก่อน
  • บางคนคิดแค่การมีเงินออมเงินคือเพียงพอแล้ว แต่การคิดแบบนั้นไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสมอไป

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน “เงิน” มีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก เพราะเงินปัจจัยหลักและสำคัญในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ  ที่มีภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด แค่ลืมตาตื่นมาและออกจากบ้านก็เสียเงินละ และเรื่องของ “เงิน” อีกเช่นกันก็เป็นสิ่งที่สร้างความปวดหัวและปัญหาให้เรามากเช่นกัน ถ้าเรามีความคิดและพฤติกรรมที่ไม่ดีและไปสนับสนุนให้สถานะทางการเงินนั้นแย่ลง จนเกิดเป็นปัญหาทางการเงินตามมา นั่นก็คือ “ภัยเงียบทางด้านการเงิน”

ถ้าถามว่าความคิดและพฤติกรรมบางอย่างถึงอันตรายและเป็น “ภัยเงียบทางด้านการเงิน” ? พี่ทุยก็ต้องบอกว่า เพราะว่าความคิดพวกนี้หลายคนนั้นคิดหรือเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลยแต่มันจะค่อย ๆ สะสมเป็นปัญหา ซึ่งบางคนก็ไหวตัวทันก่อนก็ดีไป แต่บางคนรับรู้ก็ตอนมันเริ่มแสดงอาการตอนใกล้จะสาย ที่แทบจะไม่มีเวลาแก้ไขอะไรไม่ทันซะแล้ว TT

วันนี้พี่ทุยอยากจะนำเสนอ 3 แนวคิดทางการเงินที่พี่ทุยพบเห็นหลาย ๆ คนคิดและทำอยู่บ่อย ๆ ซึ่งมันเป็นอันตรายต่อสถานะทางการเงินได้

เงินตายไปก็เอาไปไม่ได้

แนวคิดอย่างแรกพี่ทุยเห็น นั่นคือ บางคนชอบมีความคิดว่า เงินเป็นแค่ของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้ หรือตายไปก็เอาไปไหนไม่ได้เหมือนกัน คิดแบบนี้แล้วก็เลยใช้ชีวิตใช้เงินแบบสุดเหวี่ยงกันไปเลย และคิดว่ายิ่งตัวเองหาเงินได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งใช้ไปมากเท่านั้น เหมือนกับว่าจะชดเชยกับความเหนื่อยมาตลอดทั้งเดือน

ความคิดแบบนี้พี่ทุยว่าค่อนข้างอันตรายนะ ทั้งในปัจจุบันและลุกลามไปถึงตอนเกษียณเลยด้วย การใช้เงินแบบไม่มีการวางแผนใด ๆ มันเสี่ยงเกินไป ตอนใช้เงินพี่ทุยอยากให้นึกถึงตอนทำงานมากกว่าว่ากว่าที่เราจะได้เงินมาเราต้องทำงานหนักขนาดไหน ใช่ฮะ ที่ “เงิน” เป็นแค่สิ่งของนอกร่างกาย และเราก็หามันใหม่ได้ตราบใดที่ยังมีเรี่ยวแรง แต่ถ้าวันนึงที่เราไม่มีแรง ไม่ได้ทำงานแล้ว ? จะเอาเงินที่ไหนใช้ในตอนเกษียณกันล่ะถูกมะ ถ้าเงินถูกใช้ไปหมดตั้งแต่ตอนนี้ ไหนจะยามฉุกเฉินอีก เงินทองเป็นของนอกกาย แต่ควรมีติดอยู่ในกระเป๋านะ

เงินทองตายไปเอาไปไม่ได้ก็จริงฮะ แต่เงินทองเหล่านั้นสามารถใช้แบบค่าใช้จ่ายในช่วงสุดท้ายของชีวิตได้ รวมถึงเป็นมรดก หรือเงินทุนตั้งต้นให้ลูกหลานได้นะ พี่ทุยว่าถ้าใครที่มีความคิดแบบนี้อยู่ลองปรับดูใหม่นะ วางแผนจัดการกับเงินและใช้จ่ายอย่างพอเหมาะพอดีจะดีกว่าน้าพี่ทุยว่า

เงินกู้ก็คือเงินกู้

การทำงานในออฟฟิศ เป็นมนุษย์กินเงินเดือนทำให้ต้องพบปะกับคนหลายแบบ หลายสไตล์ บางคนใช้ชีวิตธรรมดา ๆ และก็มีคนที่ใช้กระเป๋าข้าวของแบรนด์เนม ใช้เครื่องสำอางราคาแพง โทรศัพท์รุ่นใหม่ออกมาก็ต้องมี ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งกระตุ้นให้เราอยากมี อยากได้บ้าง และโดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือนเป็นอาชีพที่กู้ง่ายที่สุดแล้วด้วยเพราะมีเงินเดือน รายได้มั่นคง มีคนพร้อมเสนอเงินกู้ให้ตลอดเวลา เมื่อ ความอยากมีมากกว่าเงินที่มี ก็จะเริ่มเข้าสู่วงจรเงินกู้ไปเรื่อย ๆ วงการนี้พี่ทุยบอกเลยว่าเข้าง่ายออกยากนะจ๊ะ

พี่ทุยบอกเลยว่านี่ก็เป็นอีกความคิดหนึ่งที่อันตราย นั่นคือการคิดว่า “เงินกู้ ก็คือเงินกู้” คิดว่าวงเงินในบัตรเครดิตก็คือเงินของเราเอง อย่าลืมนะว่าวงเงินนั้นเขาแค่ให้(ยืม)มาใช้ก่อน ซึ่งเวลายืมมาก็ ต้องคืนถูกต้องมั้ยฮะ และเค้าก็ได้ใจดีให้ยืมก็ไม่ได้ให้เรายืมฟรี ๆ หรอกนะ เค้ามีการคิดดอกเบี้ยด้วยอัตราก็ไม่ใช่เล่น ๆ เลยนะฮะ

ดังนั้นพี่ทุยว่าเวลาเราจะใช้จ่ายอะไรเราควรคำนึงถึงเงินจริง ๆ ในกระเป๋า และภาระค่าใช้จ่ายที่เรามีก่อนจะดีกว่านะ อย่าไปสนใจว่าเรามีวงเงินในบัตรเครดิตเท่าไหร่และระลึกเสมอว่าวงเงินในบัตรนั้นก็ไม่ใช่เงินของเรา เวลาจะใช้แต่ละครั้งควรคิดและวางแผนให้ดีก่อนเสมอจะได้ไม่เกิดหนี้สินและปัญหาทางการเงินตามมานะ

ออมเงินอย่างเดียวก็พอ จะไปลงทุนทำไมให้วุ่นวาย

แนวคิดอันตรายต่อด้านการเงินอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ การคิดว่าแค่ออมเงินอย่างเดียวก็น่าจะพอแล้ว เพราะไม่เห็นต้องไปลงทุนอะไรให้มันยุ่งยากเพราะเรื่องของการลงทุนมีแต่ความวุ่นวาย มันยุ่งยาก ทำไม่เป็นหรอก เลยออมเงินอย่างเดียวมันซะเลย

พี่ทุยว่า การออมเงิน” กับ “การลงทุน” มีความแตกต่างกันอยู่ นั่นคือ การออมต้องอาศัย “ระยะเวลา” พูดง่าย ๆ ก็คือยิ่งมีระยะเวลาในการออมมากเท่าไหร่โอกาสของความงอกเงยของเงินต้นและดอกเบี้ยยิ่งมากเท่านั้น หมายความว่าเราจะต้องออมตั้งแต่อายุยังน้อยมาก ๆ หรือต้องออมด้วย “จำนวน” ที่ค่อนข้างมาก ซึ่งมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ เป็นไปได้ค่อนข้างยากนะที่จะออมด้วยจำนวนที่มากขนาดนั้นด้วยภาระค่าใช้จ่าย นอกจากนั้นพี่ทุยว่าเราต้องดูว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้จากเงินออมมากกว่าเงินเฟ้อหรือเปล่าด้วย เพราะไม่อย่างนั้นมูลค่าของเงินของเราในอนาคตจะลดลงด้วย

ในขณะที่การลงทุนนั้นต้องอาศัย “จังหวะเวลา” และความรู้ความเข้าใจ มากกว่าระยะเวลา เช่น การลงทุนในหุ้น คือ การเข้าซื้อหุ้นในช่วงราคาต่ำ แล้วค่อยขายทำกำไรเมื่อราคาสูงขึ้น และในปัจจุบันเราสามารถลงทุนได้โดยไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากด้วย และการลงทุนนั้นสามารถเป็นตัวช่วยเพิ่มเงินออมได้อีกตั้งหาก พี่ทุยอยากบอกว่าการลงทุนไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอก แต่ที่ยากคือการเริ่มต้นลงทุนต่างหากล่ะฮะ การลงทุนมีความเสี่ยงยังไงอย่าลืมศึกษาข้อมูลการลงทุนให้ครบถ้วนก่อน แล้วค่อยเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเองนะฮะ

พี่ทุยบอกเลยว่าสิ่งที่อันตรายต่อทางด้านการเงินที่สุด มากกว่าความคิดทั้ง 3 แบบนี้ ก็คือ การที่เราไม่รู้ตัวว่าตัวเรานั้นกำลังมีแนวคิดที่เป็นอันตรายต่อสถานะทางการเงินทั้งในปัจจุบันและอนาคต หรือบางครั้งก็รู้แหละแต่ไม่ใส่ใจจะแก้ไขปัญหาหรือวิธีคิดอะไรมาก ซึ่งการคิดแบบนี้แหละที่ทำให้หลาย ๆ คนต้องประสบปัญหาทางการเงิน และนำไปสู่ความล้มเหลวทางการเงินในที่สุด พี่ทุยไม่อยากเห็นใครต้องมานั่งปวดหัวหรือต้องมาตามแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ตามมาทีหลังนะ ถ้ารู้ตัวแล้วว่าตัวเองมีความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งในทั้ง 3 แบบหรือมากกว่านั้นอยู่ลองพยายามปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ วันนี้เลยนะ อย่ารอให้ถึงวันที่สายก่อนถึงจะคิดได้ แล้วต้องมาประสบปัญหาทางการเงินนะฮะ (TT)


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: