การฝากเงินในธนาคาร ปลอดภัยแค่ไหน?

การฝากเงินในธนาคาร ปลอดภัยแค่ไหน?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • บัญชีเงินฝากถือเป็นแหล่งเก็บเงินที่มีความปลอดภัยที่สูงตัวหนึ่ง เนื่องจากได้รับความคุ้มครองจาก “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก”
  • “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” ให้ความคุ้มครองสถาบันเงินมากกว่า 35 แห่ง โดยให้ความคุ้มครอง “คุ้มครอง 1 รายผู้ฝากต่อ 1 สถาบันการเงิน 1 แห่ง”
  • การลดวงเงินคุ้มครองจาก 5,000,000 บาท เหลือ 1,000,000 ในวันที่ 11 สิงหาคม 2563 ที่จะถึงนี้ ก็เพื่อให้สามารถคุ้มครองเงินฝากของคนไทยได้มากกว่า 98%

ถ้าพูดถึงแหล่งเก็บเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แล้วพี่ทุยก็เชื่อว่าเกือบทุกคนน่าจะมีกันแน่ ๆ ก็คือ “บัญชีเงินฝาก” เนี้ยแหละ แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็สามารถทำธุรกรรมผ่านออนไลน์ได้เกือบทั้งหมด บัญชีเงินฝากที่ไว้สำหรับการรับเงินเข้า-ออก ก็เลยยิ่งเป็นอะไรที่สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับพี่ทุยแล้ว บัญชีเงินฝาก ถือเป็นแหล่งเก็บเงินแห่งหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด หรือแถบจะเรียกได้ว่า ไร้ความเสี่ยงเลยก็ไม่ผิดซะทีเดียว นั่นก็เพราะว่า ถ้าเราฝากเงินกับธนาคาร เราจะได้รับความคุ้มครองแบบอัตโนมัติจาก “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA)”

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) คือใคร ?

ถ้าพูดกันแบบเข้าใจง่าย ๆ เลย ก็คือ เป็นสถาบันที่คุ้มครองเงินฝากของประชาชน (ตรงตัวตามชื่อเลยนั่นเอง) โดยจะทำหน้าที่จ่ายคืนเงินฝากของผู้ฝากคืนให้ภายในวงเงินคุ้มครองที่กฎหมายกำหนดหากธนาคารเกิดปิดกิจการขึ้นมา ซึ่งสถาบันการเงินก็ที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองก็มีธนาคารพาณิชย์ 30 แห่ง บริษัทเงินทุนอีก 2 แห่ง และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์อีก 3 แหล่ง รวมทั้งหมดเป็น 35 แห่ง แล้วความคุ้มครองก็เป็นการคุ้มครองบัญชีเงินฝากที่เป็นสกุลเงินบาท ทั้งเงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากกระแสรายวัน เงินฝากประจำ บัตรเงินฝากและใบรับฝากเงิน หรือถ้าใครอยากรู้ว่าบัญชีที่เรามีกับสถาบันการเงินนั้นได้รับความคุ้มครองหรือเปล่า ง่าย ๆ ก็สังเกตป้าย สถาบันคุ้มครองเงินฝากที่สาขาของธนาคารในแต่ละแห่ง หรือเข้าไปที่ www.dpa.or.th ไปตรวจสอบได้เลยทันที

ทำไม “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” ถึงช่วยสร้างความมั่นคงต่อระบบการเงินในประเทศไทย ?

ถ้าว่ากันตามหลักการของเศรษฐศาสตร์แล้วยิ่งมีปริมาณเงินฝากมาก ก็ยิ่งช่วยทำให้มีการหมุนเงินในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เมื่อเหล่าสถาบันการเงินสามารถปล่อยกู้ได้มากขึ้นก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามไปด้วย

และเมื่อในเวลาที่สถาบันการเงินประสบปัญหา ประชาชนจะได้ไม่รีบไปถอนเงินออกมา ซึ่งการที่ประชาชนแห่ไปถอนเงินก็จะยิ่งทำให้สถาบันการเงินประสบปัญหาสภาพคล่องที่หนักมากยิ่งขึ้นและอาจเป็นเหตุให้สถาบันการเงินปิดตัวลงได้

แล้วถ้าการฝากเงินไม่ได้รับความคุ้มครอง จะเกิดอะไรขึ้น ?

แน่นอนว่าการฝากเงินก็มีความเสี่ยง สมมติว่าการฝากเงินเกิดไม่ได้รับความคุ้มครองขึ้นมา ประชาชนก็จะมีการฝากเงินน้อยลง เพราะขาดความมั่นใจ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาขึ้นมาเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ได้อีกครั้งหนึ่ง

ผู้ที่ฝากเงินในฐานะเจ้าหนี้ก็อาจจะต้องไปฟ้องร้องด้วยตัวเอง ก็ไม่รู้จะได้เงินคืนเท่าไหร่ แถมยังไม่รู้อีกด้วยว่าจะได้คืนเมื่อไหร่ ก็จะยิ่งทำให้คนไม่อยากฝากเงินเข้าไปอีก แต่การที่มี “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” คุ้มครองจะทำให้ผู้ฝากเงินได้รับเงินคืนภายใน 30 วันตามวงเงินที่คุ้มครอง

การปรับลดวงเงินคุ้มครองลง เพื่อความมั่นคงในภาพรวมของคในประเทศ 

อย่างที่เราจะได้เห็นประกาศมาอย่างต่อเนื่องว่าในวันที่ 11 สิงหาคม 2563 จะมีการปรับลดวงเงินคุ้มครองลงจาก 5 ล้านบาทเหลือเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งวงเงินคุ้มครองนี้สถาบันคุ้มครองเงินฝากสามารถคุ้มครองเงินฝากของคนไทยได้มากกว่า 98% โดยสามารถรับเงินคืนได้อย่างรวดเร็วภายใน 30 วันหลังจากสถาบันการเงินถูกปิดกิจการ จำนวนผู้ฝากที่สามารถคุ้มครองได้ในประเทศไทยนับว่าสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานการคุ้มครองเงินฝากสากลที่คำนวนจากรายได้คนในประเทศรวมถึง GPD และต้องคุ้มครองผู้ฝากส่วนใหญ่ของประเทศได้ และต้องเกิน 90% ของจำนวนรวมผู้ฝากทั้งหมด

นอกจากนี้การลดวงเงินคุ้มครองเป็นหนึ่งในมาตรการป้องเหตุการณ์ MORAL HAZARD เพราะว่าหากสถาบันคุ้มครองเงินฝากคุ้มครองเต็มจำนวน สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองก็อาจจะดำเนินธุรกิจแบบขาดความระมัดระวังอาจส่งผลให้เกิดปัญหาทางการเงินอีกครั้ง เพราะสถาบันการเงินจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบเงินของผู้ฝากเพราะสถาบันคุ้มครองเงินฝากคุ้มครองให้เต็มจำนวน

เมื่อวงเงินปรับลดลงเราจะปรับลดลง เราในฐานะผู้ที่มีเงินฝากต้องทำอย่างไร ?

พี่ทุยแนะนำมาตลอดว่าบัญชีเงินฝากมีไว้เผื่อ “สภาพคล่อง” เท่านั้น ถึงแม้จะมองเป็นการลงทุนที่ไร้ความเสี่ยง แต่สิ่งที่สำคัญคือ เป็นแหล่งเก็บเงินที่ดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างต่ำ อาจจะไม่ตอบโจทย์เป้าหมายการเงินในระยะยาวได้ ทำให้เราอาจจะลองไปใช้พวก กองทุนรวมตลาดเงิน ตราสารหนี้ หรือการลงทุนอย่างหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ที่จะช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนคาดหวังของเราได้

หรือถ้าใครมีความจำเป็นที่ต้องคงสภาพคล่องไว้เยอะ ๆ ที่มากกว่า 1 ล้านบาท ก็อาจจะใช้วิธีการเปิดกับหลากหลายสถาบันการเงินมากขึ้น ก็จะช่วยทำให้เราได้รับวงเงินคุ้มครองที่เพิ่มขึ้น เพราะสถาบันคุ้มครองเงินฝาก “คุ้มครอง 1 รายผู้ฝากต่อ 1 สถาบันการเงิน 1 แห่ง” นั่นแปลว่า ถ้าเรามีเงิน 5,000,000 บาท กระจายไปยังสถาบันการเงิน 5 แห่ง ๆ ละ 1 ล้านบาทก็จะได้รับความคุ้มเต็มทั้ง 5 ล้านบาทนั่นเอง !

สุดท้าย หากยังมีข้อสงสัย สามารถสอบถามพี่ทุยมาได้ทาง Inbox ได้เลย นอกจากนี้ สามารถติดต่อสถาบันคุ้มครองเงินฝากก็ได้ที่ Call Center 1158 หรือเข้าไปที่ Facebook ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งเค้ามีระบบพูดคุยกับ Chatbot ด้วยนะ อยากศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคุ้มครองเงินฝากก็ถามได้เลยตลอด 24 ชั่วโมง


บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: