"การลงทุน" โดยไม่มีทุน ทำได้จริงหรือ ?

“การลงทุน” โดยไม่มีทุน ทำได้จริงหรือ ?

 

ฉบับย่อ

  • การลงทุนมีปัจจัยหลัก คือ อัตราผลตอบแทน เวลา และ เงินทุน เมื่อขาดปัจจัยใดไปก็จะไม่สามารถลงทุนได้ แต่เงินทุนเป็นปัจจัยที่สามารถใช้เงินตัวเองหรือเงินจากผู้อื่นได้
  • การจะกู้ยืมเงินจากธนาคาร ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ ผู้กู้ยืมจะต้องแสดงให้ทางผู้ปล่อยกู้เชื่อมั่นว่าจะสามารถนำเงินมาคืนครบทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยได้
  • แต่เมื่อใช้เงินผู้อื่นลงทุน ต้องยิ่งระมัดระวังและยิ่งรอบคอบ เพราะผลกระทบจากการหมดตัวไม่หนักเท่ากับการมีหนี้สินติดตัว

เมื่อทุนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อ “การลงทุน” การที่คิดจะลงทุนหรือทำธุรกิจต่างๆโดยไม่มีทุนเลยนั้น ก็เปรียบเหมือนการจับเสือมือเปล่า ก็แค่เป็นไปได้ยาก แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย

อยากจับเสือยังต้องมีปืน อยากลงทุนจะไม่ให้มีทุนได้อย่างไร

พี่ทุยว่าการลงทุนนั้นประกอบไปด้วยปัจจัยหลายอย่างนะ แบ่งแบบกว้างๆ ได้ประมาณ 3 ปัจจัย ดังนี้

ปัจจัยแรก คือ อัตราผลตอบแทน

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนก็คือผลตอบแทน อัตราผลตอบแทนเป็นแรงจูงที่มีผลมากต่อนักลงทุน ยิ่งอัตราผลตอบแทนสูงก็จะยิ่งมีผู้ที่จะแห่เข้ามาเสนอเงินลงทุนให้เป็นจำนวนมาก แต่ความเสี่ยงก็เป็นสิ่งที่ทำให้ตลาดการลงทุนนั้นสมดุล เพราะอัตราผลตอบแทนที่มาก ก็มักจะมีความเสี่ยงที่สูงควบคู่กันมาเสมอ

ปัจจัยต่อมา คือ เวลา

เวลาจะทำให้ผลของอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เมื่อเวลาผ่านไปผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน ก็จะออกมาในรูปแบบของเงิน ถ้าเรานำเงินที่ได้จากการลงทุนไปทำอย่างอื่น เงินต้นเราก็จะให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอทุกๆปี แต่ถ้าเรานำผลตอบแทนจากการลงทุนไปสมทบกับเงินต้น ก็จะทำให้เกิดอัตราผลตอบแทนทบต้น ผลตอบแทนที่เราจะได้รับในปีต่อๆไป ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

และปัจจัยสุดท้าย คือ เงินทุน

ปัจจัยสุดท้ายของการลงทุนก็คือเงินทุนนั่นเอง ผลตอบแทนจะมากหรือจะน้อย เงินทุนก็มีผลอยู่มากเลยทีเดียว ยิ่งถ้ามองเศรษฐกิจในมุมของทุนนิยมแล้ว การที่ใครมีเงินทุนมากกว่า ก็คือคนที่จะได้เปรียบในตลาดการลงทุนมาก แต่ต้องอย่าลืมว่าเงินที่จะใช้ในการลงทุนเราจะไม่สามารถนำออกมาใช้ได้เลย เพราะฉะนั้น เงินที่จะใช้ลงทุนจึงควรเป็นเงินเย็น หรือเงินที่เหลือจากการเผื่อในกรณีฉุกเฉินไว้แล้ว

ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น ตลาดหุ้น หรือ การทำธุรกิจต่างๆ ล้วนต้องใช้ 3 ปัจจัยนี้ทั้งนั้น แต่เมื่อมีปัจจัยไม่ครบ อย่างเช่น “เงินทุน” แล้ว เราจะสามารถลงทุนได้มั้ยนะ ?

แน่นอนว่าคำตอบก็คือ “ได้” การไม่มีทุนไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถลงทุนได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยังไงก็มีข้อเสียเปรียบเยอะกว่าที่มีเงินลงทุนเป็นของตัวเองแน่นอน

“การลงทุน” ด้วยเงินคนอื่น ไม่ง่ายแต่สามารถทำได้

การขอสินเชื่อมีหลายรูปแบบ ทั้งการกู้เพื่อซื้อบ้าน กู้เพื่อซื้อรถ กู้เพื่อซื้อเสื้อผ้า หรือกู้เพื่อทำธุรกิจ แต่ละเหตุผลของการกู้ก็จะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยตามแต่ละความเสี่ยงที่ธนาคารจะเห็นสมควร

โดยปกติแล้วการกู้เพื่อซื้อบ้านจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด เนื่องจากว่า เงินที่ธนาคารปล่อยให้ไปนั้นถูกนำไปซื้อบ้าน เมื่อผู้กู้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารที่เป็นผู้ให้กู้ยืม ก็จะสามารถยืดบ้านนั้นที่ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในตัวมาขายทอดตลาด ชดใช้หนี้ที่ถูกผิดนัดชำระไปได้ ทำให้ความเสี่ยงที่ธนาคารจะได้รับจากการกู้เพื่อการซื้อบ้านไม่สูงนัก

ถ้าเป็นการขอสินเชื่อรถยนต์จะมีดอกเบี้ยที่สูงกว่าบ้าน เนื่องจากรถยนต์มีค่าเสื่อมที่สูงกว่าบ้าน การผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารจะได้รถมาขายเพื่อชดใช้หนี้แทน แต่รถจะมีมูลค่าลดลงตามกาลเวลา ราคาที่ตกลง ทำให้ธนาคารได้รับความเสี่ยงสูงขึ้น ดอกเบี้ยก็เลยสูงตาม

ยิ่งเป็นการขอสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันที่ไม่มั่นคง ก็จะยิ่งทำให้ดอกเบี้ยแพงขึ้น การขอสินเชื่อเพื่อทำธุรกิจ ในมุมมองของธนาคารแล้วก็มีความเสี่ยงไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับผู้ขอสินเชื่อจะทำให้ธนาคารเห็นถึงความเป็นไปได้มากแค่ไหนด้วย

เราลองมาคิดในมุมมองของธนาคารกันดูดีกว่า

ว่าถ้ามีคนมาขอยืมเงินเรา 10,000 บาท ไปลงทุน เราจะให้เขาดีมั้ยนะ ?

เมื่อมีคนมาขอยืมเงินไปลงทุน พี่ทุยว่าหลายๆคนก็ต้องมีคำถามหลักๆ ด้วยกัน 5 ข้อ

ว่าจะเอาเงินเราไปทำอะไร ?
ถ้าขาดทุนจะชดใช้อย่างไร ?
ใครเป็นคนมายืม ?
คืนเมื่อไหร่ ?
และจะให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ ?

การถามว่าเอาเงินไปทำอะไร = ประเมินความเสี่ยง

การถามว่าเอาเงินเราไปทำอะไร ก็เปรียบเหมือนการถามถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการกู้ยืมเงินครั้งนี้ ซึ่งในส่วนนี้ผู้ขอสินเชื่อมีหน้าที่ในการนำเสนอแผนธุรกิจให้น่าเชื่อถือที่สุด แล้วทางธนาคารหรือผู้ให้กู้ยืม จะเป็นคนประเมินความเสี่ยงเองอีกทีหนึ่ง

การถามว่าจะชดใช้อย่างไร = มีอะไรมาค้ำประกันบ้าง

เมื่อการลงทุนมีความเสี่ยง ถ้าขาดทุนขึ้นมาจะชดใช้อย่างไร คนให้กู้ที่ไหนก็ไม่ชอบความเสี่ยงทั้งนั้นแหละ แต่ถ้าผู้ขอกู้มีอะไรมาค้ำประกัน ผู้ให้กู้ก็จะสบายใจกว่า ปล่อยกู้ได้ง่ายขึ้น

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่มักจะนำมาค้ำประกันก็จะเป็นสินทรัพย์ต่างๆ บ้าน ที่ดิน รถ หรือ การใช้คนค้ำประกัน ว่าถ้าคนนี้เบี้ยวหนี้ จะมีอีกคนหนึ่งมาชดใช้แทน หรือ การใช้เงินเดือนค้ำประกัน ว่าถ้าเกิดการขาดทุนไม่มีเงินจ่ายหนี้ ก็ยังมีเงินเดือนประจำที่สามารถชดใช้หนี้คืนได้ทุกเดือนๆ ตามแต่ตกลงกัน

การถามว่าใครเป็นคนมายืม = ถามถึงความน่าเชื่อถือ

ใครเป็นคนมายืม ? เมื่อคนมายืมเป็นคนที่เราไว้ใจได้ ยืมไปทีไรก็คืนเงินครบทุกครั้ง มันก็น่าจะให้ยืมมากกว่าคนที่คืนเงินช้าจ่ายดอกเบี้ยไม่ครบใช่มั้ยล่ะ เพราะเครดิตเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อได้กู้ยืมเงินใครมาแล้ว พยายามใช้หนี้ให้ครบถ้วน เพื่อการกู้ยืมครั้งต่อๆไปจะได้ง่ายขึ้น

คืนเมื่อไหร่ = ระยะเวลาในการกู้ยืม 

เงินที่ยืมไปจะคืนเมื่อไหร่ เดือนหน้าฉันจะต้องใช้เงินแล้วนะ!! ระยะเวลาในการกู้ยืมยิ่งมาก แสดงว่าผู้ให้กู้ยืมก็จะเสียโอกาสในการเอาเงินไปทำอย่างอื่นมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้การขอสินเชื่อควรผ่านการคำนวณมาแล้วว่าจะคืนได้เมื่อไหร่ เพื่อจะได้ไม่ต้องเจอกับดอกเบี้ยที่สูงเกินความจำเป็นจากระยะเวลาการยืมที่นานเกินไป

จะให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ = อัตราดอกเบี้ยที่จะจ่าย

เมื่อทางผู้ให้กู้รู้แล้วว่าความเสี่ยงคือเท่าไหน คืนเมื่อไหร่ มีอะไรมาค้ำประกัน และใครเป็นคนมายืม ก็ถึงเวลาที่จะพิจารณาผลตอบแทน โดยส่วนใหญ่แล้วทางธนาคารจะเป็นคนเสนอดอกเบี้ยมาให้ แต่ทั้งนี้การขอสินเชื่อเพื่อลงทุนหรือการทำธุรกิจนั้นสามารถเจรจาได้ ยิ่งเราทำให้ธนาคารเชื่อถือเราได้มาก เราก็จะสามารถกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง

เห็นมั้ยว่า การลงทุนโดยไม่มีทุนก็สามารถเป็นไปได้ แต่สิ่งสำคัญของการเป็นนักลงทุนที่เก่งนั้น ต้องรู้จักการประเมินความเสี่ยงและวางแผนระยะยาว เมื่อเห็นถึงช่องทางการลงทุนที่เหมาะสมต้องรีบคว้าไว้ อย่าปล่อยให้ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง เข้ามาทำให้เราสูญเสียโอกาสตรงนั้นไป

แต่การลงทุน ยิ่งเป็นเงินคนอื่นยิ่งต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้น ถ้าเป็นเงินตัวเอง ขาดทุนก็แค่หมดตัว แต่ถ้าเป็นเงินคนอื่น นั่นหมายถึงการเป็นหนี้สิน เครดิตที่เสียไปทำให้การขอสินเชื่อครั้งต่อๆไปยากขึ้น ต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะกู้ยืมเงินมาลงทุน ต้องเกิดจากความมั่นใจจริงๆ และลงมือจัดการด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ

error: