เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะต้อง "เสียภาษี" ?

เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะต้อง “เสียภาษี” ?

 

ฉบับย่อ

  • มนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งจบใหม่นั้นอาจจะยังไม่มีโอกาสในการยื่นภาษี ทำให้หลายคนยังคงไม่เข้าใจว่าการยื่นภาษีต้องทำอย่างไรบ้าง ไม่รู้ว่าควรเสียภาษีหรือยัง หรือว่าวิธีการคิดควรเริ่มต้นยังไง
  • วิธีการคำนวณเงินได้ขั้นต้น ตัวช่วยสำหรับมือใหม่ที่จะทำให้เข้าใจการคิดมากขึ้น เพราะการคำนวณเงินได้ คือ จุดเริ่มต้นในการวางแผนทุกอย่าง
  • บางคนรู้ว่าเรามีสิทธิในการลดหย่อนภาษี ก็รีบร้อนและพยายามจะใช้สิทธิประโยชน์เหล่านั้นทันที โดยที่จริง ๆแล้วพวกเขายังไม่จำเป็นต้องใช้มันเลยด้วยซ้ำ เพราะเงินได้สุทธิยังไม่ถึงเกณฑ์

“การวางแผนภาษี” หรือการเตรียมการเพื่อ “เสียภาษี” ให้ถูกต้องและครบถ้วน รวมถึงใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับมือใหม่โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนจบใหม่ที่ต้องการวางแผนภาษีที่ดีนั้น พี่ทุยว่าเราควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจในรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีเงินได้ และรู้จักใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้คุ้มค่า

พี่ทุยเข้าใจดีว่า คนที่เพิ่งจะเริ่มต้นของการใช้ชีวิตการทำงานและแน่นอนว่ายังไม่เคยมีประสบการณ์การยื่นแบบเพื่อจ่ายภาษีมาก่อน อาจจะไม่เข้าใจถึงลักษณะและสิทธิประโยชน์จากการลดหย่อน แต่อาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่าทำอันนั้นสิลดหย่อนภาษีได้นะ ทำอันนู้นสิช่วยให้ประหยัดภาษีได้ ซึ่งพี่ทุยเข้าใจว่าด้วยความที่ไม่รู้และได้ยินถึงการบอกเล่ามาทำให้บางคนตัดสินใจจ่ายเงินเพื่อให้ได้สิทธิในการลดหย่อน ทั้งที่จริงๆ เมื่อคำนวณเงินได้สุทธิยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องใช้การลดหย่อนด้วยซ้ำไป

เงินเดือนเท่าไหร่ถึงต้อง “เสียภาษี” ? 

เงินเดือนเท่าไหร่ถึงต้องเสียภาษี เป็นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนหน้าใหม่ยังงุนงงสงสัย เพราะไม่เคยยื่นภาษีหรือทำความเข้าใจอย่างจริงจังมาก่อน เอาเป็นว่าไม่เป็นไร พี่ทุยอยู่ตรงนี้แล้วจะช่วยสร้างความกระจ่างให้กับทุกคนเอง

พี่ทุยขออธิบายก่อนว่า “เงินได้” กับ “เงินได้สุทธิ” ไม่เหมือนกันนะ เพราะเงินได้ คือ ส่วนของรายได้ทั้งหมดที่เราได้รับตลอดปีที่ผ่านมา เช่น เงินเดือน เงินโบนัส เงินปันผลต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเรานั้นจะต้องทำการยื่นภาษีในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป เช่น เราต้องยื่นแบบแสดงภาษีภายในเดือนมีนาคม 2562 นั่นหมายความว่าเราจะคิดจากรายได้ทั้งหมดในปี 2561 แล้วค่อยนำมาหักค่าใช้จ่ายรวมถึงค่าลดหย่อนทีหลังจึงกลายเป็น “เงินได้สุทธิ”

ซึ่งบางคนคงจะเคยได้ยินมาบ้างว่าถ้าเงินเดือนไม่ถึง 26,000 บาท ไม่เสียภาษีหรอก แล้วทำไมถึงต้อง 26,000 บาท จริงๆแล้วมันหมายถึงแค่ส่วนของเงินเดือนแค่นั้นใช่มั้ย ตามพี่ทุยมาพี่ทุยจะเล่าให้ฟังเอง

วิธีการคำนวณเงินได้ขั้นต้นสำหรับมือใหม่

พี่ทุยว่าถ้าหากว่าจะใช้คำว่าเงินเดือนอย่างเดียวคงจะไม่ถูกซะทีเดียวนะ เพราะจริงๆแล้วการคำนวณภาษีคิดจาก “เงินได้” และวิธีการคำนวณเงินได้ขั้นต้น สำหรับมือใหม่เพื่อเช็คว่าจริงๆแล้วต้องเสียหรือไม่ต้องเสียภาษีกันแน่ มาจาก “รายได้” เพราะการที่เราต้องเสียภาษีก็เพราะว่ามีรายได้นั่นเอง

ก่อนอื่นที่ต้องรู้เลย ก็คือ ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ใช้ในการคำนวณภาษีกำหนดว่า บุคคลที่มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ต้องยื่นภาษี แต่ไม่ต้องเสียภาษี ก็หมายความว่า บุคคลที่มีเงินได้สุทธิตั้งแต่ 150,001 บาทขึ้นไปนั้นต้องเสียภาษี พี่ทุยจะมาอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ

จากเงินได้สุทธิส่วนที่เกินมา 150,001 บาท ที่มาจากเงินได้ (เงินเดือน+เงินโบนัส+เงินได้อื่น ๆ)
นั้นถูกหักในส่วนของค่าใช้จ่ายส่วนตัวมา     100,000  บาท
หักค่าลดหย่อนส่วนตัวอีก                       60,000   บาท
และหักเงินสะสมกองทุนประกันสังคมอีก       9,000     บาท

นั่นคือรายได้จริงจำนวน 150,001+100,000+60,000+9,000 = 319,001 บาท ซึ่งหมายความว่า ถ้าหากเรามีรายได้จากส่วนต่างๆ ทั้งเดือนเงิน เงินโบนัส และเงินได้อื่นๆ รวม 319,001 บาทขึ้นไปถึงจะต้องเสียภาษีนะ พี่ทุยเสนอว่าดูเป็นก้อนรวมแบบนี้ดีกว่านะมันชัดเจนกว่า เพราะอย่างที่พี่ทุยบอกว่าเงินได้ไม่ได้มาจากแค่เงินเดือนเท่านั้น แต่ถ้าใครอยากดูแบบเฉลี่ยต่อเดือนก็สามารถเอา 319,001 หาร 12 เดือนได้ประมาณ 26,583 บาท

ซึ่งการเป็นมนุษย์เงินเดือน ฝ่ายบุคคลจะช่วยอำนวยความสะดวกในการกรอกข้อมูลรายได้ในเบื้องต้น การจัดการกับเงินได้จากบริษัทจึงไม่ยากนัก เพียงแต่เราต้องมีหน้าที่ในการเพิ่มเติมในรายละเอียดอื่นๆ เช่น เงินได้จากช่องทางอื่นที่บริษัทไม่ได้รับรู้ หรือการลดหย่อนอื่นๆ นอกจากเงินประกันสังคมที่ถูกหักไปในแต่ละเดือน

อย่ารีบร้อนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีทันที

อย่างที่พี่ทุยบอกไปแล้วว่าเงินได้ต่อปี 319,001 บาทขึ้นไปค่อยคิดถึงเรื่องการลดหย่อนอื่นๆ แต่บางคนมักจะสนใจสิทธิการลดหย่อนภาษีทั้งที่ไม่รู้ว่าต้องใช้หรือเปล่า แม้ว่าจะมีสิทธิในการลดหย่อนเพื่อช่วยลดภาระทางภาษีต่างๆ ซึ่งมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน แต่ที่พี่ทุยจะพูดถึงในที่นี้จะเป็นการลดหย่อนอื่นๆ ที่เพิ่มเติมตามนโยบายของรัฐ เช่น โครงการช็อปช่วยชาติ ค่าลดหย่อนการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF และลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพราะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้ลดหย่อนกัน

พี่ทุยว่าของบางอย่างถ้าทำแล้วช่วยให้เราได้ประโยชน์มากขึ้นก็ควรทำ เช่น การใช้จ่ายที่ช่วยลดหย่อน พี่ทุยแนะนำนะ แต่ถ้าเรายังไม่ได้สิทธิประโยชน์จากมันจริงๆ พี่ทุยว่าอาจจะทำให้เราเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์มากกว่า แถมยังพ่วงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เราไม่ได้วางแผนเอาไว้ด้วย เช่น ค่าลดหย่อนการท่องเที่ยวนั้น สิทธิประโยชน์นี้ไม่ได้รวมถึงค่าเดินทาง เช่น ค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าเครื่องบิน ที่เราต้องจ่ายเพิ่มแต่อย่างใด เห็นไหมล่ะ ถ้ายิ่งเราไม่ได้ใช้ลดหย่อนด้วยแล้วยิ่งมีแต่จ่ายกับจ่ายนะ

สำหรับการลงทุนในกองทุน LTF และ RMF พี่ทุยว่ามันดีนะ ถ้าไม่ใช่แค่การเพิ่มสิทธิในการลดหย่อนเพียงอย่างเดียวแต่เพื่อสร้างเงินออมสำหรับใช้ยามเกษียณอายุ แต่พี่ทุยว่าถ้าจริงๆแล้วเงินได้ยังไม่ถึง 319,001 บาท ก็ยังไม่ต้องใช้การลดหย่อนเพื่อลดภาระภาษี ดังนั้น พี่ทุยแนะนำว่าควรที่จะนำเงินในส่วนนั้นไปลงทุนอื่นๆเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่งอกเงยเพื่อใช้ประโยชน์จากเงินก้อนนั้นมากที่สุด โดยไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เราพึงพอใจและความสามารถในการรับความเสี่ยงได้ เช่น บางคนนำไปลงทุนเก็งกำไรจากการลงทุนในหุ้น หรือลงทุนกองทุนรวม เช่น กองทุนรวมผสม ที่มีสภาพคล่องในการขาย หรือสับเปลี่ยนได้ง่ายมากกว่าการลงทุนในกองทุน LTF ที่ต้องถือครองนานถึง 7 ปีปฏิทินโดยที่ไม่สามารถขายคืนได้ก่อน หรือการลงทุนในกองทุน RMF ที่มีค่าใช้จ่ายในการบริหาร ซึ่งเรานั้นจะไม่เสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ถ้าหากเราเลือกลงทุนด้วยตัวเองและได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นอีกด้วย

ภาษีเป็นเรื่องใกล้ตัว ดังนั้นพี่ทุยว่าเราควรทำความเข้าใจในเบื้องต้นเพื่อจะรู้ว่าเราถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีหรือยังตั้งแต่ต้นปีแล้วถึงค่อยคิดถึงการลดหย่อนภาษี พี่ทุยว่าเราควรจะพิจารณาให้ดีก่อนนะ ไม่ใช่ว่าเอะอะรีบใช้เงินเพื่อจะรับสิทธิในการลดหย่อนภาษี ทั้งที่จริงแล้วเราอาจจะยังไม่ต้องใช้และไม่ได้ช่วยให้เราประหยัดภาษีมากขึ้นเลย กลับกลายเป็นว่าเรานั้นสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้และผลตอบแทนที่มากขึ้นซะมากกว่า

error: