ข้อดีของการทำ "ประกัน"

ข้อดีของการทำ “ประกัน”

2 min read  

ฉบับย่อ

  • ความเสี่ยงที่เราจะป่วย ไม่สบาย รวมถึงพวกอุบัติเหตุที่เราไม่คาดฝันด้วย แน่นอนว่า “ค่ารักษาพยาบาล” ก็ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ถ้าใครไม่มีการเตรียมตัวมาเลย อาจจะเป็นหนี้เป็นสินได้ง่าย ๆ
  • ในกรณีที่เรามี “ประกันสุขภาพ” มาช่วยเป็นเบาะรองรับค่าใช้จ่าย “ค่ารักษาพยาบาล” ก็เป็นการวางแผนทางการเงินเหมือนกันนะ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็น่าจะหาแผนเตรียมการรับมือกันเพราะ “การกระจายความเสี่ยง” มันโคตรจะสำคัญเลยจริง ๆ ในยุคนี้

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

ถ้าพูดถึง “ประกัน” มันก็คือ การกระจายความเสี่ยงนี่เอง ความเสี่ยงที่พี่ทุยพูดถึงอันนี้หมายถึงความเสี่ยงที่ “ตัวเรา” ก่อน แต่อย่าเพิ่งงงกันนะว่า อะไรคือ “ความเสี่ยงของตัวเรา” เพราะหลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ต้องบริหารความเสี่ยง ต้อง “กระจายความเสี่ยง” ว่ากันไป

ไม่ว่าจะเป็น “ซื้อหุ้นระวังเสี่ยงติดดอย” บ้างละ ! หรือ “ซื้อคอนโดระวังปล่อยเช่าไม่ได้” จริง ๆ อันนี้ก็เรียกความเสี่ยงเหมือนกัน แต่เค้าจะเรียกว่า “ความเสี่ยงจากการลงทุน” ก็สามารถ “กระจายความเสี่ยง” ได้เหมือนกัน โดยการซื้อหุ้นหลาย ๆ ตัว หลากหลายอุตสาหกรรม หรือการใช้ตราสารหนี้เข้ามาช่วยในการ “กระจายความเสี่ยง”

แต่ว่าความเสี่ยงที่เรากำลังจะพูดถึงคือ ความเสี่ยงที่เราจะป่วย ไม่สบายต่าง ๆ นานา รวมถึงพวกอุบัติเหตุที่เราไม่คาดฝันด้วย ลองคิดตามพี่ทุยดูนะ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีการแพทย์พัฒนาไปไกล สบายใจได้ระดับนึงว่ารักษาหายแน่ ๆ แต่ก็อย่าลืมว่า “ค่ารักษาพยาบาล” ก็ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ถ้าใครไม่มีการเตรียมตัวมาเลย อาจจะเป็นหนี้เป็นสินได้ง่าย ๆ จริง ๆ เดี๋ยวนี้ก่อนเริ่มการรักษาทางโรงพยาบาลก็แทบจะแจ้งค่ารักษาพยาบาลล่วงหน้าเลยก็ว่าได้

เลยมีคำแซวกันเล่นๆว่าพอเข้าโรงพยาบาลไป “หมอรักษาเราด้วยยา แต่พอออกมา ฆ่าเราด้วยใบเสร็จ !!”

นั่นเลยเป็นเหตุว่า ทำไมเราจึงควร “กระจายความเสี่ยง” ออกจากตัวเรา แล้วสินค้าทางการเงินเพียงตัวเดียวที่จะช่วย “กระจายความเสี่ยง” ดังกล่าวได้ในตอนนี้ มีเพียงตัวเดียวคือ “ประกัน”

พี่ทุยหมายถึงรวมทั้งหมดเลย “ประกันชีวิต” “ประกันสุขภาพ” และ “ประกันอุบัติเหตุ”
หรือจะเป็นประกันสังคม หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคก็ตามได้ทั้งนั้น เอาแบบว่าเวลาที่เราต้องเราโรงพยาบาลแล้วมีคนมาช่วยเราจ่าย !!

ลองคิดเหตุการณ์ตามพี่ทุยดู สมมติว่าตอนนี้เราเริ่มออมเงินอย่างจริง ๆ จัง ๆ ตอนอายุ 25 ปี ผ่านไป 5 ปี เราอายุ 30 ปี มีสินทรัพย์รวม ๆ แล้วประมาณ 300,000 บาท

สมมติว่าเกิดไปตรวจสุขภาพแล้ว พบเจอก้อนเนื้อร้ายหรือมะเร็งเนี้ยแหละ ทำให้ต้องผ่าตัด เอาก้อนเนื้อร้ายออก ถ้าเราไม่มีการเตรียมตัวอะไรเลย แน่นอนว่าสินทรัพย์ต่าง ๆ ของเราต้องถูกแปลงมาเป็นเงินสดเพื่อจ่ายค่ารักษา

และก็อาจจะเกิดต้นทุนต่างๆมากมายเลย เพราะต้องเอาเงินออกมาจากสินทรัพย์ลงทุนต่าง ๆ ก็เป็นไปได้

เช่น ถ้าปกติฝากประจำอยู่ ก็ต้องนำออกมา ทำให้ไม่ได้ดอกเบี้ยตามกำหนดหรือถ้าเราลงทุนใน SSF RMF แล้วต้องถอนก่อนถูกค่าปรับจากการถอนเงินลงทุนออกมาอีก ซวย 2 เด้งเลยนะ

แต่จะดีกว่ามั้ย ในกรณีนี้ถ้าเรามี “ประกันสุขภาพ” ที่ช่วยมาเป็นเบาะรองรับค่าใช้จ่าย ให้รู้สึกสบายเหมือนตกจากตึกแปดชั้นแล้วไม่รู้สึกอะไร อาจจะมีลุ้น ๆ เสียว ๆ บ้างเล็กน้อย เจ็บตัวแล้ว อย่าให้เจ็บไปถึงกระเป่าตังค์เราเลย

ทำประกัน ดียังไง

ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งหมดก็เป็นได้แค่เพียงคำแนะนำ พี่ทุยว่าลองกลับไปนั่งคิด นอนคิดดู ถ้าคิดว่าตรรกะนี้ถูกและใช่ ก็น่าจะหาแผนเตรียมการรับมือกันเพราะ “การกระจายความเสี่ยง” มันโคตรจะสำคัญเลยจริง ๆ ในยุคนี้

หลาย ๆ คนอาจจะได้ยินคำว่าประกันแล้วร้องยี้ !! เพราะมุมมองกับ “ตัวคนขายประกัน” ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นตัวแทน หรือโดนขายทางโทรศัพท์ตื้อจนน่ารำคาญ ! บางครั้งก็จำใจซื้อ แล้วประเด็นที่แย่สุดคือ ไม่เคยตอบโจทย์ความต้องการจริงๆได้ เพราะคนขายเอาแต่ขาย ขาย ขาย

พี่ทุยว่าจริง ๆ แล้วทุกอาชีพก็มีคนที่ดีและแย่ล่ะเนอะ จะเหมารวมหมดพี่ทุยว่าก็ไม่แฟร์กับคนที่เราตั้งใจทำงาน มีจรรยาบรรณ อันนี้พี่ทุยว่าก็แล้วแต่ดวงแล้วล่ะ ว่าเราไปเจอมาแบบไหนมา วิธีที่จะป้องกันได้ดีที่สุดก็คือ “ความรู้” ดังนั้นเราควรศึกษาก่อนซื้อสินค้าทุกครั้งเป็นเรื่องปกติเลยนะ


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน
error: