"ประกันโรคร้ายแรง" ประกันที่ทุกคนต้องมี!

“ประกันโรคร้ายแรง” ประกันที่ทุกคนต้องมี!

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ถ้าเราอยากจะหลีกเลี่ยงหรือลดความเสี่ยง ทำได้ง่าย ๆ แค่ดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ วิธีการนี้ถือเป็นการป้องกัน แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ไม่ได้หมดไปเลยซะทีเดียว
  • การบริหารความคุ้มครองโดยการทำประกันภัย เป็นแผนการที่ทุกคนต้องให้ความสนใจเป็นลำดับแรก ๆ เพราะตอนนี้ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นมาก คนเรามีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป โอกาสป่วยก็มีเยอะขึ้น
  • สิ่งที่เราต้องทำ คือ ตรวจดูสวัสดิการของเราอยู่บ่อย ๆ ว่ามันสามารถรองรับค่ารักษาพยาบาลที่อาจจะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า
  • พี่ทุยแนะนำว่าให้ศึกษาเรื่อง “ประกันโรคร้ายแรง” เพิ่มเติมด้วยนะ เพราะโรคร้ายแรงมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่เบี้ยประกันโรคร้ายแรงค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับความคุ้มครองที่ได้รับ

หนึ่งในแผนบริหารความเสี่ยงที่เป็นแผนการเงินตัวแรกที่ทุกคนต้องจัดการและมีความสำคัญอย่างมากก็คือ “แผนโอนย้ายความเสี่ยง (Transfer Risk)” หรือแผนประกันชีวิต/ประกันภัยต่าง ๆ

ทำไมแผนโอนย้ายความเสี่ยง ถึงมีความสำคัญ ?

เหตุผลหลักที่เราต้องมี เพราะค่าใช้จ่ายเรื่องค่ารักษาพยาบาลนั้นปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ยปีละ 5% แถมมีบางปีกระโดดเพิ่มขึ้นถึง 17% ก็มีให้เห็นกันมาแล้ว และอีกเรื่องนึงเลยก็คือ พฤติกรรมการกินของคนเราที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะ นอนดึก ดื่มหนัก กินบุฟเฟ่ต์ กินอาหารฟาสฟู้ดบ่อยขึ้น รวมไปถึงการสูบบุหรี่ที่เยอะขึ้นด้วย ทำให้มีแนวโน้มที่จะป่วยกันมากขึ้น

ถึงแม้ว่าเราดูแลสุขภาพเราดีมากแค่ไหน แต่ยังไงเราก็ยังมีโอกาสตรวจเจอโรคร้ายแรงอยู่แน่นอน ต่อให้เราระวังเรื่องการกินหรือออกกำลังกายมันก็ป้องกันได้แค่ส่วนหนึ่ง ไม่มีทางที่เราจะป้องกันได้ 100%

พี่ทุยก็เลยอยากจะแนะนำว่า เราควรจะป้องกันและระมัดระวังไม่ให้เกิดผลกระทบกับสถานะทางการเงินของเรา เพื่อช่วยเป็นอีกเกราะป้องกันของเราที่ดี ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา

หลักการที่ง่ายที่สุดในการวางแผนโอนย้ายความเสี่ยง นั่นก็คือ เราต้องกลับไปตรวจดู “สวัสดิการ” ทั้งหมดของเราว่า ณ ปัจจุบันมีตรงไหนอย่างไรบ้าง เผื่อในกรณีที่ต้องเบิกต้องใช้ขึ้นมาจะได้รู้ว่าเราไปเบิกที่ไหนได้ ไม่ว่าจะเป็นประกันกลุ่ม ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ รวมไปถึงสิทธิประกันสังคมต่าง ๆ

ในความเป็นจริง ยิ่งมีประกันมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นเรื่องที่ดีเท่านั้น เพราะว่าในกรณีที่เราเกิดโชคร้ายดวงซวยขึ้นมา เราจะสามารถเบิกได้เต็ม 100% ไม่ต้องลำบากเงินในกระเป๋าของเราสักบาทเดียว แต่ถ้าเรามีความคุ้มครองเยอะ สิ่งที่ตามมาก็คือ เรื่องค่าใช้จ่ายที่จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว “เบี้ยประกัน”

โดยทั่วไปแล้ว เราจะวางแผนในความคุ้มครองประมาณสัก 80-90% ของค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น อย่างพวกค่าห้อง ค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ เป็นต้น แต่จะมีประกันสุขภาพแบบนึงที่พี่ทุยมักจะแนะนำว่าให้ไปศึกษาเพิ่มทุกครั้ง ก็คือ “ประกันโรคร้ายแรง”

ทำไมเราต้องมี “ประกันโรคร้ายแรง” ?

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่าโรคร้ายแรง คือ โรคที่สร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงและมีโอกาสถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งโรคร้ายแรงต้องอาศัยการรักษาที่มีความซับซ้อนมากกว่าโรคทั่ว ๆ ไป แปลว่า ค่าใช้จ่ายก็จะยิ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งเหตุผลที่พี่ทุยแนะนำให้ดูประกันเรื่อง เพิ่มเติมเสมอก็เพราะว่า “โรคร้ายแรง”

1. ค่ารักษาของประกันโรคร้ายแรงสูงมาก

ถ้าเราโชคดีหรือมีการรักษาสุขภาพที่ดี การป่วยที่เป็นโรคเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนั้นไม่ได้สูงมาก หรือถ้าเราต้องนอนโรงพยาบาล อาหารเป็นพิษ ไส้ติ่งหรือการผ่าตัดเล็กน้อย โดยปกติเราก็จะมีสวัสดิการอยู่ประมาณนึงอยู่แล้ว

แต่ถ้าเราเกิดแจ็คพอตแตกเป็น “โรคร้ายแรง” ขึ้นมาพี่ทุยบอกเลยว่าค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย ๆ อย่างต่ำก็หลักแสนบาทแน่นอน ดังนั้น เราควรมีประกันเฉพาะโรคพวกนี้ป้องกันเอาไว้ เพื่อที่จะช่วยทำให้รอดจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้

2. เบี้ยประกันโรคร้ายแรงราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับความคุ้มครอง

อย่างประกันโรคร้ายแรง ซีไอ 50 จาก FWD ที่คุ้มครองโรคร้ายแรงทั้งหมด 50 โรคร้ายแรงนั้น พี่ทุยขอยกตัวอย่างมาให้ดู สมมติว่าเราเป็นผู้ชาย อายุ 30 ปี จ่ายเบี้ยประกันเพียง 2,480 บาท ก็ได้ความคุ้มครองไปเลยทันที 1,000,000 บาท ถ้าตรวจเจอโรคร้ายแรงไม่ว่าจะเป็น “ระยะเริ่มต้น” หรือ “ระยะรุนแรง” ก็ตาม ประกันโรคร้ายแรงก็จะมอบเงินก้อนออกมาให้เรารักษาตัวทันที

สำหรับใครที่อยากดูว่าคุ้มครองโรคร้ายแรงอะไรบ้าง 50 โรค สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโบร์ชัวร์ได้ที่นี่เลย คลิก

การบริหารความคุ้มครองด้วยการทำประกัน หลาย ๆ คนมองข้ามไปก็เพราะว่าไม่อยากเสียเบี้ยประกันไปทุก ๆ ปี โดยไม่ได้ใช้ ทำให้เกิดรู้สึกเสียดาย แต่สำหรับพี่ทุยคิดว่าการที่เรารู้สึกเสียดายที่ทำแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าเสียดายที่เราจำเป็นต้องใช้แล้วไม่มีให้ใช้นะ อันนี้เรื่องเศร้าของจริงเลยล่ะ

แล้วเอาจริง ๆ พี่ทุยก็ “ไม่อยากใช้ประกัน” นะ เพราะไม่อยากเจ็บตัวเท่าไหร่ (ฮ่า) ดังนั้น ประกันเลยไม่ใช่เรื่องของความคุ้มหรือไม่คุ้มอย่างที่หลาย ๆ คนคิดเลยนั่นเอง


บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: