Xiaomi แบรนด์จีนที่มีดีมากกว่าแค่สมาร์ทโฟน

Xiaomi แบรนด์จีนที่มีดีมากกว่าแค่สมาร์ทโฟน

4 min read  

ฉบับย่อ

  • Xiaomi เป็นบริษัท​ที่มีส่วนเเบ่งการตลาดในตลาดมือถืออันดับที่​ 4 ของโลก​ รองจาก Samsung, Huawei, iPhone และในไตรมาสที่​ 2 นี้มีส่วนเเบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น​เป็น​ 9% จาก​ 8% เมื่อไตรมาสที่ 1
  • Xiaomi​ มียอดขายเติบโต​ขนาดนี้ได้ด้วยการแข่งขันด้านราคา​ โดยสินค้าของเค้ามีราคาจับต้องได้แต่คุณภาพเทียบเท่ากับแบรนด์​ตะวันตกอื่น ๆ​ อันเนื่องมาจากการที่มีต้นทุนค่าเเรงที่ถูก​ ไม่เน้นทำโฆษณาผ่านสื่อ แต่เน้นกาโฆษณา​แบบปากต่อปากมากกว่า​ และไม่เน้นเอากำไรต่อชิ้นมาก
  • ยอดขายสมาร์ทโฟน​ในจีนเริ่มชะลอตัวลง​ Xiaomi​ จึงขยายไปยังสินค้าอื่น ๆ​ ด้วย​ ซึ่งก็คือ​ IoT​ หรือ​ Internet​ Of Things โดยที่อุปกรณ์​ต่าง ๆ​ ของเเบรนด์เค้าสามารถ​เชื่อมต่อ​และใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน​ได้​ ซึ่งอุปกรณ์​เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่​ Gadget ทั่วไปเท่านั้น​ แต่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ครอบคลุม​ทุกอย่าง​ในชีวิต​ เช่น​ หม้อหุงข้าว​ หลอดไฟ​ เครื่องชงกาแฟ​ ปรอทวัดไข้​ สกู๊ตเตอร์​ไฟฟ้าหรือแม้กระทั่งรถยนต์​

พี่ทุยสังเกตเห็นเพื่อนในโซเชี่ยลหลายคนเริ่มตื่นตัวเรื่องฝุ่นพิษ​ PM​2.5 ที่เริ่มกลับมา​ในบางเขตของกรุงเทพฯ อีกแล้ว​ ก็เลยอดนึกถึงสิ่งหนึ่งที่มาคู่กับฝุ่นพิษ​ไม่ได้​ ซึ่งก็คือเครื่องฟอกอากาศนั่นเอง​ และเครื่องฟอกอากาศที่บูมที่สุดในตอนนั้นก็คงหนีไม่พ้นเครื่องฟอกอากาศ​ยี่ห้อ​ Xiaomi​ ที่ฮิตกันจนขาดตลาด​ ต้องสั่งจองกัน​ ตาม Platform ช้อปปิ้งออนไลน์​ทั้งหลายก็หมดเกลี้ยง

“แม้แต่หมู​ก็สามารถบินได้​ถ้าหากมันยืนอยู่ที่จุดศูนย์กลาง​พายุหมุน (Even a pig can fly if it stands at the center of a whirlwind)”

พี่ทุยเชื่อว่าประโยคเด็ดที่ เหลย จุน​ ซีอีโอของ​ Xiaomi​ เคยพูดเอาไว้น่าจะเคยผ่านหู​ ผ่านตาหลายคน​​ อธิบายได้ว่า​ ถึงแม้จะเป็นหมูที่ตัวหนักเหลือเกิน​ แต่ถ้าเลือกยืนถูกที่และถูกเวลา​ ชีวิตก็ติดปีกบินได้นะ เหมือนในอดีต Startup อย่าง​ Xiaomi  ที่ถึงแม้ว่าจะมีผลสำรวจเกี่ยวกับการล้มเหลวของ Start​up มากมาย​ เช่น​ จากการสำรวจของ​ Statistic Brain พบว่า​ บริษัท​ Startup 46% ไปต่อไม่ไหวจนสุดท้ายต้องปิดตัวลง​ ความไม่ไหวที่ว่าคือการไม่ไหวทั้งทางด้านแรงกาย​ แรงใจและแรงเงิน​ แต่​ถ้าไหวบริษัทเหล่านั้นก็จะถูกเรียกว่าเป็น​ยูนิคอร์น​และได้ไปต่อ​ อย่าง​กาว 3MM ก็เคยเป็น​ Start up มาก่อนนะ​ โดยประเทศที่มีสตาร์ทอัพประสบความสําเร็จ​มากที่สุดคือจีน​ ส่วนรองลงมาคืออเมริกา

Xiaomi แบรนด์จีนที่มีดีมากกว่าแค่สมาร์ทโฟน

ยูนิคอร์น​อย่าง Xiaomi ถือกำเนิดขึ้นในเดือนเมษายน​ ปี 2010 นับถึงวันนี้เค้ามีอายุได้เพียง​ 9​ ขวบเท่านั้น​ ลองคิดดูสิว่าตอนอายุ​ 9​ ขวบเราทำอะไรได้บ้าง แต่เด็ก​น้อยคนนี้กลับทำเรื่องน่าทึ่งได้มากมายเลยล่ะ​ ด้วยกลยุทธ์​ด้านราคาและคุณภาพของเค้า​ ก่อนหน้าที่ Xiaomi ​จะเข้ามา​ ตลาดสมาร์ทโฟน​ในจีนแบ่งออกเป็น​ 2 ระดับคือ​ ระดับพรีเมี่ยม​ เช่น​ Apple​ และ​ Samsung ไปเลย​ กับระดับแบรนด์​โนเนม​ ราคาประหยัดที่คุณภาพก็สมกับราคานั่นแหละ​ Xiaomi​ ก็เลยขอเข้ามาอยู่ตรงกลาง​ โดยเสนอสมาร์ทโฟน​ราคาน่ารักที่คุณภาพดีไม่แพ้แบรนด์ตะวันตกทั้งหลาย​ และที่เค้าสามารถผลิตของที่มีคุณภาพ​ ในราคาน่าคบกว่าได้​ หลัก ๆ​ เลยคงเป็นเพราะค่าแรงขั้นต่ำของจีนที่ถูกจนสร้างความได้เปรียบให้กับเค้า​ ตอนนี้ลองมาดูค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมงของบางประเทศ​กันดีกว่า​ ว่าถ้าเทียบกันแล้ว​ ค่าแรงของจีนถูกแค่ไหน​ (เมื่อคิดตามอัตราแลกเปลี่ยน​เมื่อวันที่​ 31​ พฤษภาคม 2562)​

– ประเทศสหรัฐอเมริกา​ มีค่าแรงขั้นต่ำ​ 7.25 ดอลลาร์​สหรัฐ​ คิดเป็นเงินไทย​ 230 บาท/ชั่วโมง
– ประเทศออสเตรเลีย​ มีค่าแรงขั้นต่ำ​ 18.93 ดอลลาร์​ออสเตรเลีย​ คิดเป็นเงินไทย​ 417 บาท/ชั่วโมง
– ประเทศญี่ปุ่น​ มีค่าแรงขั้นต่ำ​ 848 เยน​ คิดเป็นเงินไทย​ 246 บาท/ชั่วโมง
– ประเทศ​เกาหลีใต้​ มีค่าแรงขั้นต่ำ​ 8,350 วอน​ คิดเป็นเงินไทย​ 246 บาท/ชั่วโมง
– 
ประเทศจีน​ มีค่าแรงขั้นต่ำ​ 12-24 หยวน​ (แล้วแต่เมือง)​ คิดเป็นเงินไทย​ 55-110​ บาท/ชั่วโมง

เมื่อเทียบกันเเล้ว​ จะเห็นได้ว่าจีนมีความได้เปรียบเรื่องของค่าเเรงมาก​ ในขณะที่​อันดับ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟน​อย่าง​ Samsung​ ของเกาหลีใต้​ต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละ​ 246​ บาท​ และอันดับ 3 อย่าง​ Apple ในอเมริกาต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละ​ 230 บาท​ Xiaomi​ จ่ายเพียงแค่​ 55-110​ บาทเท่านั้น​ แต่ประเด็นสำคัญ​ก็คืออันดับ​ 2 แห่งวงการสมาร์ทโฟน​อย่าง​ Huawei ก็มีฐานการผลิตอยู่ในจีนเหมือนกัน​ ดังนั้น Xiaomi ​ผู้เป็นอันดับ​ 4 จึงไม่ได้เปรียบ Huawei ในเรื่องของค่าแรงที่ถูกกว่า​ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนดีกว่าเลย

สรุปได้ง่าย ๆ​ ว่าการแข่งขัน​ด้านราคาเพียงอย่างเดียวเป็นเชื้อเพลิงที่ไม่แรงพอจะทำให้ Xiaomi พุ่งแซงหน้าบริษัท​ที่ก็มีจุดได้เปรียบเหมือน ​ๆ​ กันได้​ นอกจากนั้น​ บริษัท​ที่เป็นคู่เเข่งรายอื่นก็สามารถย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศจีนหรือประเทศ​อื่นที่มีค่าเเรงขั้นต่ำถูกได้เหมือน​กัน​ เช่น​ ประเทศไทย​ของเรา​ มีค่าแรงขั้นต่ำอยู่​ที่​ 38-41​ บาทต่อชั่วโมง​ ส่วนพม่ากับลาวก็ถูกยิ่งกว่า​ ค่าเเรงขั้นต่ำของเค้าอยู่ที่ประมาณ​ 12 บาทและ​ 16​ บาทต่อ​ชั่วโมง​ตามลำดับเท่านั้น

เพราะฉะนั้นนอกจากราคาที่ถูกแล้ว​ ด้านคุณภาพ​เค้าก็ต้องคับแก้วด้วยและ Xiaomi ก็ได้​ 10 คะแนนไปเต็ม ๆ​ เลยในเรื่องของคุณภาพ​ เพราะเค้ามีระบบปฏิบัติการ​ในรอม​ที่โด่งดังเป็นของตัวเอง​ ชื่อว่า​ MIUI​ อ่านว่า​ MI You I ​หรือที่คนไทยยุคแรก ๆ​ เรียกกันว่า​ หมีอุย​ ระบบนี้ปังมาก​ จริง ๆ​ แล้วพูดได้เลยว่า​ เพราะมีระบบ MIUI ​ในวันนั้น​ ถึงมี Xiaomi ในวันนี้​

ในยุคแรกที่ก่อตั้งบริษัท​นั้น​ Xiaomi​ ไม่ได้ผลิตสมาร์ทโฟน​แต่เป็นบริษัท​ผู้ออกแบบระบบปฏิบัติการ​ในรอมให้กับสมาร์ทโฟน​แบรนด์ต่าง ๆ​ ซึ่งคนชอบกันมาก​ แต่คนส่วนนึงก็ไม่มีโอกาสได้ใช้สมาร์ทโฟน​เหล่านั้น​ เพราะมันมีราคาแพงไป​ Xiaomi​ ก็เลยทำสมาร์ทโฟน​ของตัวเองซะเลยและคลอดมาถึง​ Xiaomi​ Mi9 แล้ว

Xiaomi แบรนด์จีนที่มีดีมากกว่าแค่สมาร์ทโฟน

จะเห็นได้ว่ารายได้ของ​ Xiaomi​ สูงขึ้นเรื่อย ๆ​ และส่วนเเบ่งการตลาดในตลาดมือถือก็ตระกายจนเป็นอันดับ​ 4 ที่​ 9% ของตลาดมือถือทั้งโลก

Internet​ of things หมัดเด็ดของ Xiaomi

อีกเรื่องหนึ่งที่จะลืมไปไม่ได้เลยเมื่อพูดถึง Xiaomi​ ก็คือ​ IoT Ecosystem ของเค้า ซึ่งเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2014 เพราะทาง Xiaomi มองว่าตลาดสมาร์ทโฟนมีการแข่งขันที่ดุเดือดมากและเริ่มชะลอตัวในจีน เค้าเลยเริ่มหาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ มาตีตลาด 

IoT ย่อมาจาก​ Internet​ of things หรืออุปกรณ์​หลากหลายประเภทที่สามารถ​ทำงานเชื่อมต่อกับอินเตอร์​เนตได้ อุปกรณ์หลากหลายที่ว่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับสมาร์ทโฟน อย่างพวก Gadget ต่าง ๆ เช่น ที่ชาร์จแบต หูฟังไร้สายหรือสมาร์ทวอทที่หลาย ๆ แบรนด์ก็มีกันเท่านั้น​ แต่คืออุปกรณ์และเครื่องมือ เครื่องใช้ทั่วไปเลย ตั้งแต่ปรอทวัดไข้ หม้อชาบู เครื่องชงกาแฟ หลอดไฟ เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวในบ้าน รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหรือแม้กระทั่งรถยนต์ เค้าก็กำลังจะปล่อยออกมานะ!

และเฉพาะแค่ในปี 2018  Xiaomi ก็มียอดขายอุปกรณ์  IOT เหยียบ 150.9 ล้านชิ้น หรือคิดเป็นการเติบโต 193.2%  เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นรายได้ทั้งสิ้น 43,800 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตเพิ่มขึ้น 86.9% เลยทีเดียว 

ที่สำคัญกว่านั้น คือ อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่น Mi Home ของเค้าธรรมดาๆ ให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่ามีลูกเล่น แต่เมื่อเชื่อมต่อกันแล้ว อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถทำงานได้ล้ำยุคเหมือนเราหลุดไปอยู่ในหนังวิทยาศาสตร์เลยยังไงอย่างงั้น ถึงเราไม่จะไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟน Xiaomi ก็โหลดสามารถโหลดแอปพลิเคชั่น Mi Home มาใช้ได้นะ  โดยแอปพลิเคชั่นนี้จะทำหน้าที่เหมือนสมุดสะสมแสตมป์ ที่เมื่อเปิดออกมา เราจะสามารถดูรายการอุปกรณ์เครื่องมือ-เครื่องใช้ต่าง ๆ ของ Xiaomi ทุกชิ้นได้ และถ้าซื้อของ Xiaomi มาเพิ่มก็สามารถเพิ่มรายการลงไปใหม่ได้

พี่ทุยขอข้ามพวก Gadget ต่าง ๆ ที่เราพอรู้จักกันอยู่แล้ว อย่างสมาร์ทวอทหรือหูฟังไร้สาย แต่จะขอเจาะไปที่การพยายามสร้าง Ecosystem ที่ผ่านมา​ การทำให้ลูกค้าเกิดความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) จนเค้าอยากใช้สินค้าของแบรนด์นั้น ๆ ซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวันอาจจะเป็นเรื่องพื้น ๆ ไปซะแล้ว เพราะสิ่งที่ Xiaomi พยายามทำคือ การเข้าไปเป็นชีวิตประจำวันของลูกค้าเลย

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตื่นนอนในตอนเช้า ก่อนจะไปเรียนหรือทำงาน ลูกค้าก็จะดื่มกาแฟจากเครื่องชงกาแฟของ Xiaomi ที่เราสามารถสั่งงานได้ผ่านแอปพลิเคชั่นทั้งหมดว่าต้องการกาแฟอะไร ปริมาณเท่าไหร่ ร้อนเย็นแค่ไหน และถ้าหากอยากกินอาหารเช้าก็หุงข้าวด้วยหม้อหุงข้าวของ Xiaomi ที่ให้ความร้อนสม่ำเสมอ ไม่มีปัญหาข้าวติดหม้อให้เราต้องแช่น้ำทิ้งไว้เป็นชั่วโมง

ต่อจากนั้นก็ขับรถยนต์ Redmi ไปทำงานหรือถ้าที่ทำงานอยู่ไม่ไกลบ้าน ก็สามารถปั่นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของ Xiaomi ไปทำงานได้ ไม่ต้องกลัวช้าเหมือนสกู๊ตเตอร์ทั่วไป เพราะเค้ามีความเร็วสูงถึง 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยแหละ และระหว่างที่อยู่นอกบ้านก็สามารถสำรวจดูความเรียบร้อยภายในบ้านได้ด้วยกล้องวงจรปิดของเค้า หลังจากนั้นเมื่อกลับบ้านในตอนเย็น พอเปิดประตูบ้านปั๊ป เครื่องฟอกอากาศก็จะทำงานทันที อยากให้บ้านสว่างก็ไม่ต้องเดินคลำหาสวิตช์เพราะเราสั่งงานผ่านมือถือได้ ตอนจะนอนก็ไม่ต้องกลัวขโมยเข้าบ้านเพราะมีระบบเซนเซอร์คอยตรวจจับความร้อน และถ้าลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึกก็จะเปิดไฟทางให้เราโดยอัตโนมัติ​ แค่คิดก็ฟินแล้วใช่มั้ยละ

เรียกได้ว่า Xiaomi มีอุปกรณ์รองรับความต้องการของเราตั้งแต่ตื่นนอนยันหลับเลย เทคโนโลยีล้ำยุคที่เหนือเมฆกว่าแบรนด์อื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัดถือเป็นการฉีกภาพลักษณ์เดิม ๆ ของจีนโดยสิ้นเชิง เพราะก่อนหน้านี้คนมักมองว่าจีนเป็นประเทศที่เน้นก็อปปี้ ส่วนเรื่องเทคโนโลยีต้องยกให้ญี่ปุ่น เรื่องนี้สะท้อนให้เราเห็นว่า อะไรที่ใช่เมื่อวาน อาจจะไม่ใช่อีกแล้วในวันนี้ก็ได้ 


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: