Trade War ส่งผลกระทบต่อไทยอย่างไร ?

Trade War ส่งผลกระทบต่อไทยอย่างไร ?

5 min read  

ฉบับย่อ

  • Trade War สงครามการค้าอเมริกา-จีน ดูท่าจะไม่จบง่ายๆ และแน่นอนว่าส่งผลกระทบกับประเทศไทยทั้งในแง่บวกและแง่ลบ
  • ผลกระทบด้านลบโดยตรงอย่างชัดเจนเลยก็คือ ทำให้ประเทศไทยส่งออกได้น้อยลง สินค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนเลย คือ Solar Cell และเครื่องซักผ้า
  • ผลกระทบด้านลบทางอ้อมมีทั้งผ่าน Supply Chain ผ่านความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุนที่แย่ลง
  • ผลกระทบด้านบวกมีทั้งผ่าน Trade Diversion และโอกาสการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาไทย

หลังจากที่กระแส Trade War มีความรุนแรงมากขึ้น พี่ทุยก็ได้อัพเดทเหตุการณ์ปัจจุบันและจุดเริ่มต้นให้ฟังกันบ้างแล้ว แต่คำถามที่หลายๆคนถามเข้ามาแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและสำคัญจริงๆ ก็คือ “Trade War มีผลกระทบต่อไทยมั้ย ? แล้วถ้ามีอะไรยังไงบ้าง ? บทความนี้พี่ทุยจะมาเล่าให้ฟังเอง

ตามที่พี่ทุยได้เล่าไปว่าจริงๆ Trade War มีมานานแล้วไม่ได้เพิ่งเกิดในบทความก่อนหน้านี้ และทรัมป์ไม่ได้ทะเลาะกับจีนแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่บังเอิญว่าช่วงนี้ที่เป็นกระแสรุนแรงและกระจายเป็นวงกว้าง ก็เพราะว่า จีนเองใช่ว่าจะอยู่เฉยๆให้ทรัมป์ทำฝ่ายเดียว แต่พี่จีนแกเล่นตอบโต้คืน เรียกว่ามวยถูกคู่เลยทีเดียว

ถ้าเรามาย้อนดูการทำสงครามการค้าของทรัมป์จะพบมาตรการอีกหลายอย่างเลยที่ทรัมป์ทำ เช่น มาตรการ Safeguard หรือมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้า แปลง่ายๆว่า เป็นมาตรการที่เขาทำเพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศโดยการขึ้นภาษีนำเข้าให้สินค้าที่นำเข้ามามีราคาแพงๆ ของในประเทศจะได้ถูกกว่าและขายได้ เช่น อเมริกาผลิต Solar Cell แพงกว่าของนำเข้า ทรัมป์ก็เลยขึ้นภาษีซะเลย ดังนั้น ผลกระทบต่อไทยที่พี่ทุยจะเล่าต่อไปจะรวมผลจากหลายๆมาตรการที่อเมริกาออก และพี่ทุยแบ่งลักษณะผลกระทบออกมาดังนี้

ผลกระทบด้านลบโดยตรง

ตามที่พี่ทุยได้เล่าไป จะเห็นว่ามาตรการเกี่ยวกับการค้าต่างๆของอเมริกามีหลายหลาก แต่มักจะมีเป้าหมายและลักษณะคล้ายกัน นั่นก็คือ การปกป้องผู้ผลิตในประเทศและการขึ้นภาษีนำเข้า ซึ่งการกระทำนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกอย่างแน่นอน

ดังนั้น ผลกระทบแรกที่เห็นง่ายและชัดที่สุดก็คือ การส่งออกที่ลดลงของหลายๆประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน อย่างมาตรการ Safeguard ที่ประกาศปกป้อง Solar Cell และเครื่องซักผ้าในปีก่อน ไทยเราก็ได้รับผลกระทบเต็มๆทำให้การส่งออกทั้ง 2 ชนิดนั้นลดลง แต่ก็ยังนับว่าโชคดีเหมือนกันที่ 2 หมวดนี้ยังไม่ใช่สินค้าส่งออกหลักของไทยเรา

ผลกระทบด้านลบทางอ้อมผ่านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

ก่อนอื่นเลยพี่ทุยอยากจะขออธิบายเกี่ยวกับคำว่า Supply Chain นิดนึงละกัน เพื่อใครไม่คุ้นกับคำนี้จะได้ตามกันทัน

Supply Chain คือกระบวนการผลิตตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงมือลูกค้า

จริงแล้วๆการค้าโลกมันมีการเชื่อมโยงกันมากเลยนะไม่ใช่แค่เพียงผู้บริโภคอย่างเราๆที่หาของนำเข้าที่ราคาถูกกว่า แต่มันยังรวมถึงผู้ผลิตด้วยเช่นกันที่มักจะหาวัตถุดิบที่ราคาถูก หรือแม้กระทั่งหาแรงงานที่ถูกกว่า อย่างประเทศไทยเราเมื่อก่อนก็นับว่าเป็นจุดหมายสำคัญเลยนะที่มีคนย้ายฐานการผลิตมา จริงๆแล้วเราเป็นฐานการผลิตสินค้าสำคัญๆของโลกเลย แต่เป็นการผลิตให้กับแบรนด์ต่างประเทศ เช่น เช่น WD ที่เป็นบริษัท Hard Disk Drive รายใหญ่ของโลกก็มีฐานผลิตที่ไทย หรืออย่าง รถยนต์หลายๆ ยี่ห้อของญี่ปุ่นก็ประกอบที่ไทยเช่นกัน

ทีนี้ตามที่พี่ทุยได้บอกไป การผลิตสินค้าชิ้นหนึ่งอาจจะมีการนำเข้าวัตถุดิบจากหลายประเทศ ถ้าหากเราได้มีการส่งออกวัตถุดิบอะไรซักอย่าง หรือถ้าเราเป็นฐานประกอบ หรือแปลง่ายๆว่า ถ้าเรามีกระบวนการทำอะไรซักอย่างเกี่ยวกับการผลิตสินค้านั้น ก็นับว่าเราอยู่ใน Supply Chain แล้ว

อย่างที่พี่ทุยได้เล่าไปว่า มาตรการที่ทรัมป์ออกเนี่ยมันทำให้คู่ค้าของอเมริกาส่งออกได้น้อยลง ซึ่งก็มีหลายประเทศเลย ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งคนสำคัญอย่างจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ซึ่งประเทศเหล่านี้มีไทยเป็น 1 ใน Supply Chain อยู่ด้วย เรียกว่าเขาซวย เราก็ซวยไปด้วยจริงๆ โดยสินค้าหลักๆ ที่เริ่มเห็นผลชัดขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือ ยางพารา ที่ไทยเราส่งออกไปเพื่อเป็นวัตถุดิบแก่สินค้าหลายๆชนิด และรวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ส่งออกได้ลดลง โดยในรายงานของแบงก์ชาติที่ออกไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการโดยตรง เขาระบุเลยว่าจีนสั่งมาน้อยจริงๆ พี่ทุยไม่ได้มโนไปเองนะ

Trade War ส่งผลกระทบต่อไทยอย่างไร ?

ผลกระทบด้านลบทางความเชื่อมั่นและบรรยากาศการค้าโลก

ผลกระทบด้านลบอันสุดท้ายเป็นอันที่วัดได้ยากมาก แต่เป็นอันที่พี่ทุยคิดว่ารุนแรงที่สุด ต้องบอกว่าหลังจากที่มีเรื่อง Trade War เกิดขึ้น พี่ทุยคิดว่าความเสี่ยงต่างๆในโลกมันเหมือนจะสูงขึ้น มันมีความไม่แน่นอนเต็มไปหมด เราไม่รู้เลยว่าทรัมป์จะทำอะไร อย่างต้นเดือนที่เห็นว่ากำลังจะเจรจากันได้แล้ว จู่ๆก็ล่ม หรืออย่างไม่กี่วันก่อนที่ใช้ Huawei อยู่ดีๆ ก็มีอาการร้อนๆหนาวๆ ไม่รู้จะยังไงต่อ ซึ่งพี่ทุยเดาได้เลยว่าต้องมีหลายคนแน่ๆที่กำลังคิดจะซื้อ Huawei แต่เปลี่ยนใจขอรอดูก่อนยังไม่ซื้อดีกว่า ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับนักธุรกิจเขาก็คงคิดไม่ต่างจากเราเช่นกัน ธุรกิจมากมายเข้าสู่โหมดรอดู ไม่กล้าที่จะลงทุน ไม่อยากจะเสี่ยง ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นกับสินค้าหลายๆ ชนิดรวมๆกันแล้วมันเลยทำให้บรรยากาศในการค้าโลกมันชะลอนั่นเอง

ทีนี้ตามที่พี่ทุยได้เล่าไปว่าไทยเราเนี่ยมักจะเป็น Supply Chain อยู่ในหลายสินค้าเลย สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยก็คือ IC หรือก็คือพวกชิ้นส่วนชิปต่างๆที่เอาไปผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อีกทีหนึ่ง พอคนไม่ค่อยซื้อของ ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆเจ้าก็ไม่กล้าที่จะเร่งกำลังการผลิตมากนัก ไม่กล้าที่จะ Stock สินค้าอะไรไว้ ก็เลยสั่ง IC เราน้อยลงนั่นเอง นอกจากนี้ยังรวมถึงสินค้าอื่นๆอีกเช่น Hard Disk Drive และ ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น และอีกประเด็นที่พี่ทุยว่าค่อนข้างสำคัญก็คือเรื่องของการลงทุน หากบริษัทต่างๆไม่ลงทุนต่อไปเรื่อยๆมันย่อมทำให้ความต้องการสินค้าต่างๆในอนาคตลดลงอย่างแน่นอน ซึ่งตอนนั้นมันก็คงส่งผลต่อการส่งออกของไทยอย่างแน่นอน

แน่นอนว่าทุกเหตุการณ์มันก็เหมือนเหรียญ 2 ด้านมันมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ยังไงก็ตามพี่ทุยคิดว่าหลายๆคนก็คงเห็นถึงผลกระทบด้านลบกันแล้ว แต่พี่ทุยอยากจะชี้ผลกระทบด้านบวกด้วยเช่นกัน

ผลกระทบด้านบวกผ่าน Trade Diversion

จริงๆ คำว่า Trade Diversion คือ ถ้าแปลตามทฤษฎีมันแปลว่า การค้าผัน (งงละสิ) พี่ทุยขออธิบายง่ายๆว่า มันคือการที่พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว ผู้ซื้อผู้ขายเปลี่ยนเจ้านั่นแหละ อย่างเช่น ในเหตุการณ์ Trade War นี้จะเห็นว่า พออเมริกาเก็บภาษีนำเข้าจากจีน ผู้ส่งออกจีนก็อาจจะไม่ส่งไปอเมริกาแล้วส่งไปประเทศอื่นดีกว่า หรือผู้นำเข้าอเมริกาก็ไม่อยากจะซื้อของจากจีนแล้วเลยหันมาซื้อของจากไทยแทนดีกว่า พี่ทุยจึงคิดว่าอันนี้ก็นับเป็นโอกาสที่ดีเลยของผู้ประกอบการไทยที่จะเร่งเจาะหาตลาดใหม่ๆ สำหรับภาพรวมประเทศไทยก็ต้องมารอดูอีกทีว่าจะมีสินค้าชนิดใดสามารถพลิกจากวิกฤตเป็นโอกาสได้มั้ย

Trade War ส่งผลกระทบต่อไทยอย่างไร ?

ผลกระทบด้านบวกผ่านการย้ายฐานการผลิต

นอกจากการค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้วการลงทุนก็เช่นกัน ซึ่งมันก็มาจากแนวความเห็นง่ายๆเลย ถ้าเราผลิตที่จีนส่งไปอเมริกาแล้วเจอเก็บภาษีตั้ง 25% ดังนั้น หากเราย้ายฐานการผลิตไปที่อื่นแต่ไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มถึง 25% ก็ถือว่าโอเคแล้ว ซึ่งหลายสำนักก็มีการคาดการณ์กันว่าจะมีบริษัทย้ายฐานการผลิตมาที่ไทยเช่นกัน

เนื่องจากไทยก็ถือว่าเป็นแหล่งการผลิตที่ค่อนข้างครบวงจรเลยนะ จะเห็นว่าเรามีนิคมอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างใหญ่ ภายในนิคมมีหลายบริษัทที่ผลิตสินค้าใน Supply Chain เดียวกัน อย่างการผลิตรถยนต์เนี่ยจะเห็นว่ามีบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อยู่ในไทยอีกหลายที่เลย ซึ่งพอมีบริษัทเหล่านี้มันก็ทำให้ง่ายต่อการส่งสินค้ากันไปมาเรียกว่าสายพานการผลิตคล่องเลยแหละ นอกจากนี้ แรงงานของไทยก็นับว่าเป็นแรงงานที่มีฝีมือทำงานได้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน (แต่ค่าแรงเราก็สูงกว่านะ ฮ่า) ดังนั้นหากมีการย้ายฐานมาจริงๆ มันก็น่าจะช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่คนไทยได้เช่นกัน รวมถึงเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาไทยอีกด้วย

โดยสรุปแล้ว Trade War ในครั้งนี้นับว่าเป็นศึกยืดเยื้อซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้แก่การค้าและการลงทุนโลกเป็นอย่างมาก และไทยในฐานะที่เป็นประเทศหนึ่งที่พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมากจึงได้รับผลกระทบด้านลบในหลายๆช่องทาง ทั้งทางตรง ทางอ้อมและผ่านความเชื่อมั่น แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ โดยที่ Trade War มันก่อให้เกิดการค้าใหม่ๆได้เช่นกัน อยู่ที่เราจะสามารถคว้าโอกาสนั้นได้มั้ย ยังไงก็ตาม พี่ทุยบอกได้เลยว่า เรื่องราว Trade War ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้แน่นอน หากมีอะไรอัพเดทอีกพี่ทุยจะติดตามและรายงานให้ฟังกันอย่างแน่นอน


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: