“Tony Hsieh เจ้าของเว็บไซต์ Zappos” ที่ขายรองเท้าเจ้าใหญ่ที่สุดในเอเชีย

“Tony Hsieh เจ้าของเว็บไซต์ Zappos” ที่ขายรองเท้าเจ้าใหญ่ที่สุดในเอเชีย

3 min read  

ฉบับย่อ

  • “Tony Hsieh เจ้าของเว็บไซต์ Zappos” ร้านขายรองเท้าออนไลน์ระดับเอเชีย ด้วยความมุ่งมั่นของเขาทำให้ ประสบความสำเร็จและกลายเป็น นักธุรกิจ E-Commerce ชาวเอเชียผู้โด่งดังถึงทุกวันนี้
  • Tony Hsieh สามารถทำให้ Zappos เป็นที่ยอมรับและติด 20 อันดับแรกของ “บริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดในโลก” จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์จูน
  • ในปี 2009 ด้วยยอดขายที่มหาศาล Zappos ได้ไปเตะตา Jeff Bezos เจ้าของ Amazon และได้มีการเจรจาขอเข้าซื้อขายแบบแลกหุ้น ด้วยมูลค่ากว่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยให้ Tony Hsieh ทำหน้าที่บริหารบริษัทแบบ 100%
  • อีกหนึ่งบทบาทของ Tony Hsieh เขายังเป็นผู้เขียนหนังสือ Delivering Happiness หรือภาษาไทยชื่อ “ใช้ความสุขทำกำไร” อีกด้วย

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

ความยิ่งใหญ่ของ Zappos รานขายรองเท้าออนไลน์ ระดับเอเชีย เป็นที่น่าสนใจสำหรับคนเอเชียอย่างมาก เนื่องจาก “Tony Hsieh เจ้าของเว็บไซต์ Zappos” นั้น เป็นชาวไต้หวันสายเลือดคนเอเชียแท้ ๆ ที่ประสบความสำเร็จโด่งดังที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างความภูมิใจให้กับคนเอเชียอย่างมาก จนไปเตะตากับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่าง Amazon และ eBay จนทาง Amazon ถึงกับมาทาบทามขอซื้อกิจการ วันนี้พี่ทุยจะพามาดูกันว่า กิจการของ Tony Hsieh นั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน ถึงทำให้ Amazon หวั่นกลัวมองเป็นคู่แข่งได้ ไปดูกันในบทความนี้เลย

ประวัติของ “Tony Hsieh เจ้าของเว็บไซต์ Zappos”

Tony Hsieh เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ปี 1973 (ปัจจุบันอายุ 46 ปี) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐอิลลินอยส์ ได้ไปเติบโตที่ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยทั้งพ่อและแม่ ของเขาเป็นชาวไต้หวันแท้ ๆ มีน้องชายอีกสองคนคือ Andy Hsieh และ David Hsieh

เขามีความใฝ่ฝันตั้งแต่ในวัยเด็กว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง และในวัยเพียง 9 ขวบเท่านั้นที่เขาเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเอง คือการทำฟาร์มเพาะไส้เดือน โดยขอทุนพ่อแม่จำนวน 33.45 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปซื้อไส้เดือนมา 100 ตัว แล้วนำไปเพาะเลี้ยงที่สวนหลังบ้าน เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี ด้วยการให้กินไข่แดง ยิ่งเลี้ยงด้วยของดีเท่าไหร่ ไส้เดือนจะยิ่งอ้วนเร็ว แต่พอ 1 เดือน ผ่านไป เขากลับมาดูอีกที ไส้เดือนได้หนีหายไปหมดแล้ว เท่ากับว่าธุรกิจในวัย 9 ขวบของเขานั้น เจ๊งไม่เป็นท่า (เด็ก 9 ขวบ มีความคิดขนาดนี้ได้ ถือว่าไม่ธรรมดาเลยนะ พี่ทุยยังนั่งดีดลูกแก้วอยู่เลย ฮ่า ๆ)

แต่เขาก็ยังไม่หยุดอยู่แค่นี้นะ ยังได้ลองทดลองทำนู้นทำนี่ไปเรื่อย นอกจากที่จะเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว พอชั้นมัธยม ก็ได้ขายน้ำมะนาว, ส่งหนังสือพิมพ์, ทำหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์, บัตรอวยพร, ทำเข็มกลัดขายทางไปรษณีย์, ปิดโรงรถเพื่อขายของเก่า ซึ่งทำกำไรได้อย่างมาก มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ

แค่นั้นยังไม่พอเขาเคยสร้างวีรกรรมแอบใช้ห้อง Computer Lab ของโรงเรียนสร้างระบบตัวหนึ่งขึ้นมา มีการทำงานคล้ายกระดานข้อความสำหรับโพสต์เนื้อหา สามารถแชร์ข้อความกันได้ภายในเน็ตเวิร์คคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน เขาทำขึ้นเพื่อแบ่งปันข้อมูล ความรู้และแนวข้อสอบ พี่ทุยว่าเป็นความคิดที่ดีเลยนะ (ฮ่า) แต่ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษเป็นธรรมดา เพราะเขาถูกครูจับได้และสั่งห้ามเข้าใช้ห้อง Computer Lab อีกต่อไป

ชีวิตในวัยเด็กของ Tony Hsieh ไม่แตกต่างไปจากเด็กชาวเอเชียทั่วไป ที่พ่อแม่เป็นผู้กำหนดอนาคตของลูก ๆ แต่ด้วยความมุ่งมั่นมีแนวความคิดที่แตกต่าง เขาชื่นชอบการทำธุรกิจและสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเขาได้เข้าศึกษาที่ Harvard University เริ่มมีรายได้จากการค้าขาย โดยร่วมลงทุนกับเพื่อนซื้อเตาอบพิซซ่าในราคา 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเปิดธุรกิจ ทำพิซซ่าขายให้ประชากรในหอพัก ซึ่งกำไรที่ได้นั้นมากมายทีเดียว และยังเปิดธุรกิจรับออกแบบเว็บไซต์ในหอพัก ด้วยความมุ่งมั่นของเขาทำให้ ประสบความสำเร็จกลายเป็น นักธุรกิจ E-Commerce ชาวเอเชียผู้โด่งดังถึงทุกวันนี้

หลังจากที่เขาจบมหาวิทยาลัยจาก Harvard University ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ได้เริ่มทำงานที่แรกใน เป็นบริษัทซอร์ฟแวร์ระดับโลก Oracle ที่มี Larry Ellison ที่ก่อตั้งโดย Larry Ellison เป็นผู้ก่อตั้ง เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงในตำแหน่ง Software Engineer ของที่นี่ โดยได้ค่าตอบแทนประมาณ 40,000 เหรียญฯ ต่อเดือน

จุดเริ่มต้นของ เว็บไซต์ Zappos

ในยุคนั้นธุรกิจเว็บไซต์ค่อนข้างมาแรง เขากับเพื่อนเลยร่วมกันสร้างธุรกิจมาตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นธุรกิจรับออกแบบเว็บไซต์ โดยช่วงแรกรับออกแบบฟรี ให้ตามองค์กรต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นแฟ้มสะสมผลงานให้บริษัทก่อน หลังจากนั้นจึงได้ไปเสนองานให้กับบริษัทเอกชนหนึ่ง ซึ่งบริษัทนั้นได้ตอบรับและให้เขาเป็นคนดูแลออกแบบด้านเว็บไซต์ ได้เงินก้อนแรกมาจำนวน 2,000 เหรียญสหรัฐฯ เขาจึงตัดสินใจลาออก และนั่นเป็นก้าวแรกในการเติบโตทางด้านธุรกิจของเขา

ในปี 1996 เขายังไม่หยุดพัฒนาอยู่แค่นี้เขาอยากที่จะเป็นนักลงทุนและนักบริหาร เขาจึงเลิกกิจการออกแบบเว็บไซต์และหันไปทำธุรกิจตัวใหม่ชื่อ Link Exchange เป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับ ธุรกิจโฆษณา โดยจะเปิดปิดให้เว็บไซต์ต่าง ๆ มาสมัครเข้าเป็นสมาชิกได้ฟรี โดยมีข้อแลกเปลี่ยนกันก็คือ ทางสมาชิกจะต้องนำป้ายแบนเนอร์โฆษณาของ Link Exchange ไปแปะบนเว็บไซต์ของตนเอง โดยจำนวนยอดวิวนั้น จะถูกสะสมเป็นแต้มเก็บเอาไว้คล้ายกับ CPA ซึ่งเป็นการสร้าง Reach และส่ง Traffic ไปมาซึ่งกันและกันของเว็บไซต์ต่าง ๆ เมื่อธุรกิจนี้กำลังสร้างผลตอบแทนให้มากมาย ก็มีนักลุงมาของซื้อธุรกิจของเขา ในจำนวนเงินถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่เขาและเพื่อนกลับปฏิเสธเงินก้อนนั้น เพราะเชื่อว่า Link Exchange สามารถทำเงินได้มากกว่านั้น และยังมุ่งมั่นในธุรกิจของตนเอง

ในปี 1998 Link Exchange ก็ถูกซื้อเว็บไซต์จากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Yahoo และ Microsoft และได้ตัดสินใจขายเว็บไซต์ Link Exchange ให้กับ Microsoft ที่ 265 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ในปี 1999 เขานำเงิน 265 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ได้จากการขาย Link Exchange มาต่อยอดโดยเข้าไปลงทุนและบริหารบริษัท Zappos โดยร่วมกันระหว่าง Tony Hsieh และ Nick Swinmurn จุดเริ่มต้นคือ Nick Swinmurn ต้องการซื้อรองเท้าที่อยากได้ แต่ร้านต่าง ๆ หรือว่าห้างนั้นไม่มีขาย ก็เลยคิดว่าลองสั่งทางโทรศัพท์ดีกว่า ไอเดียการขายรองเท้าออนไลน์จึงเกิดขึ้น เลยได้มีการพูดคุยโน้มน้าวให้ Tony Hsieh เชื่อมันกับไอเดียครั้งนี้ โดยบอกว่าสถิติการซื้อรองเท้าในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1997 ถึง 1998 นั้นอยู่ที่ 40,000 ล้านเหรียญฯ โดยมีการสั่งออเดอร์ผ่านทางแคตตาล็อกแล้วส่งสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ฯ หรือคิดเป็นสัดส่วน 5% จากตลาดทั้งหมด พอ Tony Hsieh เห็นว่า Nick Swinmurn ทำการบ้านสืบค้นข้อมูลมาอย่าง ดีและคิดว่าไอเดียนี้ก็ไม่เลว เลยร่วมมือกันลงทุนในบริษัท Zappos และดำเนินการมาเรื่อย ๆ จากตอนแรกที่ขายแทบไม่ได้ จนมียอดขายกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และกลายมาเป็นเว็บไซต์จำหน่ายรองเท้าและเสื้อผ้ายอดนิยม

ในปี 2000 ก็เกิดวิกฤตฟองสบู่ดอทคอมแตก Zappos ก็โดนผลกระทบเต็ม ๆ การจะหาเงินจากนายทุนก็ไม่มีใครสนใจ ทั้งยังถูกปฏิเสธจาก ในการขอระดมเงินทุน ทำให้ Zappos ขาดสภาพคล่องทางการเงิน จนเขาตัดสินใจขายทรัพย์สินของตัวเองทั้งหมดเพื่อนำเงินมาประคับประคองบริษัทไว้ในช่วงวิกฤตทางการเงิน อีกทั้งยังมีการปลดพนักงาน และ ลดเงินเดือนผู้บริหารอีกด้วย หลังจากนั้นธุรกิจของเขาก็กลับมาดีอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถทำกำไรได้

ในปี 2004 ปัญหาก็ถาโถมเข้ามาอีกครั้ง มีการส่งสินค้าผิดเป็นจำนวนมาก ทำให้ยอดขายลดลง เนื่องจากระบบขนย้ายมีการจัดการที่ไม่ดีพอ ทำให้ต้องเช่าโกดังทำระบบเอง ยกเลิกระบบ Dropshipping ทั้งหมด ซึ่งเขามองว่าระบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจของเขา แล้วย้ายศูนย์สินค้ามาที่ลาสเวกัส เพราะอยู่ใกล้สนามบิน และบริษัทขนส่งสินค้าและไปรษณีย์เอกชนที่ใหญ่ที่สุด ทำให้เวลาในการขนส่งรวดเร็วและถูกกว่าเดิม และทำรายได้ได้มากมายกว่า 160 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ปี 2005 มียอดขายกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จนผู้บริหารของ Amazon อย่าง Jeff Bezos ขอซื้อกิจการ Zappos แต่เขาก็ได้ปฎิเสธไป

ปี 2007 Zappos ทำยอดขายแตะ 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกที่ธุรกิจมีกำไรมากมายขนาดนี้ หลังจากเปิดกิจการมา 8 ปี

ในปี 2009 เขาตัดสินใจขาย Zappos ให้กับ Amazon อีกครั้ง ด้วยข้อตกลงการซื้อขายแบบแลกหุ้น ด้วยมูลค่ากว่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกทั้งเขายังคงทำหน้าที่บริหารบริษัทแบบ 100% เต็มอยู่จนถึงปัจจุบัน และ Tony Hsieh สามารถทำให้ Zappos เป็นที่ยอมรับและติด 20 อันดับแรกของ “บริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดในโลก” จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์จูน

“Tony Hsieh เจ้าของเว็บไซต์ Zappos” ที่ขายรองเท้าเจ้าใหญ่ที่สุดในเอเชีย

อีกบทบาทหนึ่งของ Tony Hsieh

“Tony Hsieh เจ้าของเว็บไซต์ Zappos” นอกจากจะเป็นผู้บริหารแล้ว อีกบทบาทหนึ่งเขายังเป็นผู้เขียนหนังสือ Delivering Happiness หรือภาษาไทยชื่อ “ใช้ความสุขทำกำไร” อีกด้วย ซึ่งเป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจมากมาย โดยเฉพาะกับคนที่เริ่มทำธุรกิจไม่ว่าจะเริ่มต้นขายสินค้าหรือนำเสนอบริการทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับการคิดและจัดการธุรกิจ

ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ ยังสะท้อนให้เห็นมุมมองเกี่ยวกับธุรกิจ E-commerce ของ Tony Hsieh ที่เลือกจะตัดส่วนของ Dropshipping ออกจาก Zappos เพราะเมื่อมองจากเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ขององค์กร Zappos ต้องการเป็นแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วย Customer Service เท่านั้น

อย่างที่รู้กันดีว่า “ผลกำไร” คือเป้าหมายหลักของการทำธุรกิจ คนส่วนใหญ่จึงเชื่อว่า “ทำงานให้ได้กำไรเยอะ ๆ แล้วจะมีความสุข” แต่ Tony Hsieh  คิดกลับกันว่า “ผู้คนควรมีความสุขก่อน แล้วผลกำไรจะตามมาเอง” นั่นทำให้ที่ Zappos นั้นมีแต่ “ความสุข” จึงเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนทางธุรกิจ


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: