เมื่อ Netflix มา โรงหนัง Major จะอยู่อย่างไร ?

เมื่อ Netflix มา โรงหนัง Major จะอยู่อย่างไร ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • หุ้น Major ของบริษัทเมเจอร์​ ซีนีเพล็กซ์​ กรุ้ป​ จำกัด​ เป็นบริษัท​ทำธุรกิจ​โรงหนังที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี​ ซึ่งมีรายได้หลัก​ 56% มาจากการขายตั๋วหนัง​ แต่มีกำไรมากที่สุดจากการขายโฆษณา​ให้กับผลิตภัณฑ์​ต่างๆ​ และโฆษณา​ให้กับหนังเรื่องอื่นๆ​ 69% และ​ 84% ตามลำดับ
  • นอกจากทำธุรกิจ​ด้านโรงหนังแล้ว​ เมเจอร์​ยังมี​บริษัท​ย่อยและธุรกิจ​อื่นๆ​ เช่น​ ลานโบว์ลิ่ง​ คาราโอเกะ​ และให้เช่าพื้นที่​ เช่น​ ในบางสาขาที่พื้นที่มาก​ ก็เปิดให้ร้านอาหารแฟรนไชส์​เช่าพื้นที่
  • เมเจอร์มีคู่แข่งที่สำคัญ​ คือ​ ธุรกิจ​บริการสตรีมมิ่งต่างๆ​ เช่น​ Netflix ดังนั้น สิ่งที่น่าจะสร้างความแตกต่าง​ให้คนมาใช้บริการจึงน่าจะอยู่ที่เนื้อหาและความสดใหม่ของหนัง รวมถึงประสบการณ์​ที่แตกต่างจากการนั่งดูอยู่บ้าน​

ช่วงนี้กระแสหนัง​ “Avenger Endgame” มาแรงมากกกกกก (ก.ไก่ 80 ล้านตัว) ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับที่รอคอยภาคนี้อยู่หรือไม่ก็​คงต้องรีบพุ่งตัวไปดูด่วนๆ​เลย​ เพราะช้าไปนิดเดียวอาจจะโดนเพื่อนสปอยให้เสียอารมณ์​เอาได้​ ส่วนพี่ทุยเองนะเหรอ​ ไม่ต้องสืบ​ พุ่งตัวไปดูตั้งแต่​วันแรกเเล้วจ้า​าา

เวลาที่หนังดังๆเข้าและโรงหนังดูจะได้กำไรจนอิ่มแปร้​อย่างนี้​ พี่ทุยเชื่อว่าหลายคนคงแอบสนใจ​ลงทุนใน​หุ้น​ “Major” ของ​บริษัท​เมเจอร์​ ซีนีเพล็กซ์​ กรุ้ป จำกัด แล้วก็เกิดคำถามที่ว่า​ ในยุคที่บริการสตรีมมิ่งต่างๆ​ เช่น​ Netflix, iflix หรือ​ Disney+ มีอยู่เยอะแยะอย่างนี้​ โรงหนังจะอยู่ได้เหรอ​ เพราะหลายคนอาจเลือกที่จะดูหนังผ่านสตรีมมิ่งที่บ้าน​ ประหยัดทั้งเวลา​ในการเดินทางและเงินในกระเป๋า​ตังค์​มากกว่า​ ใครจะไม่ชอบล่ะ​ จริงมั้ย ?

ในยุคที่ธุรกิจบริการ​สตรีมมิ่งบูมอย่างนี้​ โรงหนังจะเป็นยังไงบ้างนะ ?

พี่ทุยขอไม่เอางบการเงินของ Netflix มาเปรียบเทียบแล้วกันนะ​ เพราะเป็นงบการเงิน​ของตลาด NASDAQ​ ที่อเมริกา​ ซึ่งอาจจะมีปัจจัยอะไรที่แตกต่างและไม่สะท้อนถึงเรื่องของสตรีมมิ่งและโรงหนังของไทยเรา​ ขอพูดคร่าวๆ​ คือ ในขณะที่​ธุรกิจบริการสตรีมมิ่งมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่ม​มากขึ้นทุกปี​ ธุรกิจ​โรงหนังเมเจอร์​มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น​พอสมควร​ในช่วง​ 3 ปีที่ผ่านมา

เมื่อ Netflix มา โรงหนัง Major จะอยู่อย่างไร ?

เมื่อ Netflix มา โรงหนัง Major จะอยู่อย่างไร ?

จากงบการเงินย้อนหลัง​ 3 ปี​ จะเห็น​ได้ว่า​ เมเจอร์​ทำกำไรได้มากในช่วงไตรมาสที่​ 2 ของทุกปี​เลย​

ในประเด็นที่ว่าบริการสตรีมมิ่งจะส่งผลกระทบทางลบต่อรายได้ของโรงหนังหรือเปล่า​ พี่ทุยคิดว่าขึ้นอยู่กับว่าเมเจอร์​สามารถสร้างประสบการณ์​ให้กับผู้ชมที่มาดูหนังได้มากกว่าดูเองอยู่ที่บ้านมากขนาดไหน​ ยกตัวอย่าง​ง่ายๆ​ เช่น​ กาแฟยี่ห้อดัง​ยี่ห้อหนึ่ง​ ซึ่งควรมีการกำหนดราคามาตรฐาน​ให้เท่ากันในทุกที่​ แต่ในสถานที่ท่องเที่ยว​ดังๆ​กลับมีราคาที่สูงกว่าร้านแถวบ้านเรา เช่น​ แถวย่านหอไอเฟล​​ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นกาแฟที่รสชาติ​เหมือนกัน​เป๊ะๆ แต่การได้จิบกาแฟไป​ ​มองหอไอเฟลไป​ ผู้บริโภค​ย่อมเกิด​ “ประสบการณ์​ที่แตกต่าง”​ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยังประเมินค่าออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้​ พี่ทุยสังเกต​ว่าธุรกิจ​ยุคใหม่หลายอย่างได้พยายามจับจุดตรงนี้ เพื่อต่อสู้กับการรุกรานของเทคโนโล​ยีและอินเตอร์เน็ต​(Technology and Internet Disruption)

แน่นอนว่าโรงหนังที่กินส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง​ 70% ในอุตสาหกรรม​ภาพยนตร์​อย่างเมเจอร์ก็คิดเรื่องนี้เหมือนกัน​ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้​ เราจะเห็นโรงหนังในรูปแบบใหม่ๆ​ออกมาเรื่อยๆ​ เช่น​ โรงหนัง​ kids cinema ที่เน้นฉายหนังที่มีเนื้อหาเหมาะกับเด็ก มีการใช้ระบบไฟให้สว่างขึ้น 30% เพื่อให้พ่อแม่ดูแลลูกได้ตลอดเวลา​ และตกแต่งโรงหนังให้เหมือนสนามเด็กเล่น​ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมก่อนและหลังจากที่หนังฉายให้เด็กๆ​อีกด้วย​ ซึ่งกว่าจะได้สัมผัสประสบการณ์​อย่างนี้​ เราคงต้องใช้ยุ่งยากเองไม่น้อย​ หากต้องการจะทำเองที่บ้าน​ พี่ทุยเลยให้เมเจอร์สอบผ่าน​ในเรื่อง​นี้และตอนนี้​ แต่อนาคตว่ากันอีกทีนะ ​(อิอิ)​

ก่อนที่จะตัดสินใจ​ลงทุนในเมเจอร์​ พี่ทุยอยากเล่าให้ฟังอีกนิด​ ว่าหุ้นตัวนี้ไม่ได้ทำธุรกิจ​โรงหนังอย่างเดียวเท่านั้นนะ​ โดยปัจจุบัน​นี้เมเจอร์​มีอยู่​ 159 สาขา​ 782 โรงหนัง​ รวมทั้งในและต่างประเทศ​ รายได้​ 100% ของเค้ามาจาก..

เมื่อ Netflix มา โรงหนัง Major จะอยู่อย่างไร ?

จะเห็นได้ว่า​ รายได้หลักมากกว่า​ 50% ของเมเจอร์คือรายได้จากการขายตั๋วหนัง​ แต่ตัวเลขกำไรที่ได้ออกมาจริงๆ​กลับสู้ธุรกิจที่ดูเป็นมวยรองอย่าง​ การขายป๊อปคอร์น​ เครื่องดื่ม​และขนมขบเคี้ยว​ต่างๆ​ที่สร้างกำไรได้ถึง​ 69% ไม่ได้​ และส่วนที่สร้างกำไรให้เมเจอร์​มากที่สุด​ คือการขายโฆษณาให้กับผลิตภัณฑ์​ต่างๆ​ รวมถึงตัวอย่างหนัง​ ซึ่งสร้างกำไรได้สูงถึง​ 84% ทีเดียว​

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมราคาป๊อปคอร์น​หน้าโรงหนังถึงได้ขึ้นราคาเรื่อยๆ ถ้าใครได้ไปดูหนังที่โรงหนังบ่อยๆ​จะรู้ว่า เมื่อไม่กี่ปีก่อน​ ป๊อปคอร์น​ไซส์​เล็กสุด​ ยังราคา 100 บาทอยู่เลย​ แต่เผลอแป๊บเดียว​ ราคาก็ขึ้นมาอยู่ที่​ 130 บาทสำหรับไซส์​เล็ก และ​​ 150 ​บาทสำห​รับ​ไซส์​ใหญ่​ ยิ่งถ้าเป็นโรงหนังเมเจอร์​สาขาใหญ่​ ราคาอาจพุ่งสูงถึง​ 150​ บาทสำหรับไซส์​เล็กและ​ 170​ บาทสำหรับไซส์​ใหญ่เลยทีเดียว​ เท่ากับเพิ่มขึ้นถึง 30% ในช่วงเวลาแค่ไม่กี่ปี!​ มีกองทุน​ไหนเน้นลงทุนในป๊อปคอร์น​มั้ยจ๊ะ​ พี่ทุยจะไปซื้อไว้​สักหน่อยยย !!

สำหรับธุรกิจ​สื่อแล้ว​ คงหนีไม่พ้นประโยคที่เค้าว่ากันว่า “Content is King” หมายความว่า เนื้อหา​ ซึ่งในที่นี้คือ หนัง จะเป็นตัวกำหนดรายได้และกำไรของบริษัท​ ลองคิดดูง่ายๆ​ว่าถ้าเนื้อหาของหนังน่าสนใจ​ ฮิตติดกระแส​ เราย่อมอยากเข้าไปดูในโรงหนัง​ แล้วก็มีแนวโน้มจะซื้อป๊อปคอร์น​ เครื่องดื่มหน้าโรงมากขึ้นด้วย​ อีกทั้งเวลาที่หนังดังเข้า​ หนังเรื่องอื่นหรือผลิตภัณฑ์​ต่างๆ​ย่อมอยากซื้อโฆษณา​

แน่นอนว่าธุรกิจ​กลุ่มสื่อบางบริษัท​คิดค่าโฆษณา​ไม่เท่ากันด้วยนะ​ เช่น​ โฆษณาในช่วงละครหลังข่าวจะแพงกว่าในช่วงอื่นๆ​ ของวัน​ หรือโฆษณา​คั่นละครฮิตจะแพงขึ้น​ อะไรประมาณ​นี้​ เพราะฉะนั้นหนังที่เมเจอร์​ดึงเข้ามาฉายจะมีผลอย่างมากต่อรายได้ของเค้า​ แล้วยังส่งผลกระทบต่อเรื่องโฆษณา​และการขายขนมหน้าโรงหนัง​ ซึ่งสร้างกำไรให้ธุรกิจ​อย่างมหาศาล​ด้วย

สำหรับคนที่สนใจลงทุน​ระยะยาว​ นอกจากพิจารณา​ถึงเรื่องพื้นฐาน​กิจการแล้ว​ อย่าลืมคิดเรื่อง​ “Time​ to Invest” หรือเวลาที่จะเข้าลงทุนด้วย​ หุ้นดีแค่ไหน​ ถ้าเลือกเวลาเข้าซื้อไม่ถูก​ ได้ราคาที่แพงไป​ ก็ไม่ดีทั้งนั้นนะจ๊ะ​ เคาะไม่ดูเวร่ำเวลา​ ถ้า​โดนตลาดตีมือมา​อย่างอแงนะ (ฮ่า)​

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: