Libra ถูกเผากลางสภาสหรัฐฯ

“Libra” ถูกเผากลางสภาสหรัฐฯ

3 min read  

ฉบับย่อ

  • การเกิดขึ้นของ Libra ทำให้หลายคนตื่นตัวเรื่อง Cryptocurrency มากขึ้น เพราะตัวฐาน User Facebook รวมกับผู้ก่อตั้งอื่น ๆ มีจำนวนมากและอยู่ทั่วโลก ทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้างทันที
  • จากการไต่สวนอย่างหนัก ยังมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งต้องระมัดระวังในการเกิดขึ้นของ Libra เป็นอย่างมาก และยังไม่มีคำตอบที่เป็นรูปธรรมให้กับวุฒิสภาสหรัฐฯได้

เมื่อวันก่อนพี่ทุยนั่งดูคำแถลงจาก David Marcus หัวหน้าทีมของ Calibra เข้าให้การต่อ จากคณะกรรมาธิการธนาคารของวุฒิสภาสหรัฐ สมาชิกสภานิติบัญญัติ เป็นการแถลงที่พี่ทุยว่าได้มุมมองเพิ่มเติมเยอะมาก ว่าเหตุผลที่ทำไม Libra (ลิบรา) ถึงอันตรายมากกว่าที่คิดไว้

1. ความเสี่ยง

สินค้าการเงินอะไรก็ตามที่เข้าถึงคนในวงกว้างและเป็นจำนวนมากต้องมีการเปิดเผยความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แล้ว ลิบรา ก็ถือว่าเป็นสินค้าทางการเงินตัวนึงเช่นกัน ต้องมีการแถลงให้หมดว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

แค่คิดว่าจากเดิมเค้าใช้เงินสกุลท้องถิ่นเพื่อใช้จ่าย แต่วันนึงจะมาใช้สกุลเงินที่ผูกกับทั่วโลกขึ้นมา ยังไงก็ต้องมีความเสี่ยงในการถือเงินตราสกุลอื่น ๆ ด้วยอย่างแน่นอน ผู้บริโภคต้องรับรู้ความเสี่ยงอย่างจริงจังด้วย นั่นแปลว่าทาง Facebook ต้องแถลงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมดก่อนด้วย

ลิบรา ไม่สามารถเริ่มต้นทำไปแล้วพอเกิดปัญหาก็ค่อยแก้ไขเอาแบบนั้นทำไม่ได้ เพราะผลกระทบกับประชาชนในวงกว้างเป็นสิ่งที่ต้องไปทำการบ้านมาเพิ่มเติม ต้องมีเอกสารชี้แจ้งอย่างชัดเจน และทำเอกสารให้เป็นสาธารณะด้วย

2. ETF (Exchange Traded Fund)

อีกประเด็นนึงที่พี่ทุยคิดไม่ถึงเหมือนกันว่า ลิบรา ดู ๆ ไปแล้วก็เหมือนกัน ETF เพราะถือว่าเป็น Crypto Currency ตัวนึง ที่มีการผูกกับสกุลเงินทั่วโลก แปลว่าเป็นสินทรัพย์ตัวนึงที่ผูกค่ากับสินทรัพย์อื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งก็คือความหมายของ ETF และถ้าถูกประเมินแล้วว่า ลิบรา คือ ETF หมายความว่าจะต้องจดทะเบียนหลักทรัพย์และปฏิบัติตามเงื่อนไขของการเป็น ETF ด้วย บอกเลยว่าประเด็นนี้ถ้าโดนจริงคือหนักมาก (ฮ่า)

3. คู่แข่งธนาคาร

การรวมเงินคนทั้งโลกและสามารถให้คนทั้งโลกถอน จ่าย โอนไปยังที่อื่น ๆ ได้เท่ากับว่า ลิบรากำลังทำตัวเป็นธนาคาร แต่ในประเด็นนี้ที่สนใจก็คือ David Marcus ได้ตอบกลับว่า ลิบราเกี่ยวข้องกับกระบวนการจ่ายเงินเท่านั้น ไม่ได้เป็นธนาคาร

อันนี้พี่ทุยขึ้นอยู่กับการตีความแล้วล่ะ ถามว่าเหมือนมั้ยก็เหมือนนะ อาจจะมองว่าเป็น Digital Banking อีกตัวนึงได้เหมือนกัน

4. ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

ประเด็นนี้ร้อนแรงและตรงประเด็นมาก การเกิดขึ้นของ ลิบรา จะกลายตัวกลางใหม่ แน่นอนว่าจะต้องได้ข้อมูลต่าง ๆ ไปอีกมากมาย แล้วข้อมูลนั้นสามารถพัฒนาให้กับไปยิง Ads ของ Facebook ได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งหมายถึง ความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานจะยิ่งน้อยลงไปอีก

ประเด็นนี้ David Marcus ตอบกลับทันทีว่าไม่มีการเอาข้อมูลไปใช้แน่นอน แต่สมาชิกวุฒิก็สวนทันทีว่าเค้าไม่มีทางเชื่อได้เลยว่าในเมื่อ Facebook ลงทุนทำไปไม่รู้กี่สิบล้าน กี่ร้อยล้านดอลลาร์แล้ว จะมาบอกว่า Facebook จะไม่เอาสิ่งเหล่านี้ไปหาผลประโยชน์ ในเมื่อคุณไม่ใช่องค์กรการกุศล คุณจะไม่ถอนทุนที่คุณลงทุนไปแบบนั้นนะเหรอ เป็นไปไม่ได้หรอก

5. ความสามารถในการควบคุมปริมาณเงิน

อันนี้เป็นที่รู้กันว่า โดยทั่วไปทุกประเทศมีหน่วยงานที่ชื่อว่า “ธนาคารกลาง” ที่เอาไว้ควบคุมระบบเศรษฐกิจในมีเสถียรภาพ ผ่านนโยบายการเงินต่าง ๆ ที่สามารถใช้ได้ ลิบราจะควบคุมเสถียรภาพตรงนั้นได้อย่างไร แล้วถ้า Ecosystem ของลิบราถูกผลักดันให้มาเป็นระบบหลักอีกตัวนึง การใช้นโยบายการเงินของธนาคารกลางจะไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไปจะทำอย่างไร ?

โดยสรุปแล้วส่วนตัวพี่ทุยคิดว่า Libra (ลิบรา) เกิดยากเหมือนกันนะ เพราะเอาตรง ๆ แล้ว ถ้าเกิดขึ้นมาจริงจะเกิดการทับซ้อนของผลประโยชน์หลาย ๆ ฝ่ายเลย โดยเฉพาะธนาคารกลาง โดนกันทุกประเทศที่เล่น Facebook เลย คิดง่าย ๆ แค่ว่า Shopee Lazada พวกนี้เข้ามาทุ่มตลาด ผู้เล่นเดิม ๆ ที่อยู่ในตลาดยังจะตายกันเลย ถ้า Facebook รวมกับผู้ก่อตั้งอื่น ๆ ที่เป็นบริษัทระดับโลกมาทุ่มตลาดมีสะเทือนทั้งโลกแน่นอนเพราะฐาน User เค้าใหญ่มากจริง ๆ


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: