King Power ชนะประมูล AOT การันตีรายได้อีก 10 ปี

King Power ชนะประมูล AOT การันตีรายได้อีก 10 ปี

4 min read  

ฉบับย่อ

  • Kingpower ชนะการประมูล Duty Free รวมเป็นเงินกว่า 23,548 ล้านบาท
  • รายได้ของส่วนแบ่งผลประโยชน์ มีสัดส่วนสูง 26.89% คาดว่าเมื่อเริ่มสัญญาในปี 2563 สัดส่วนรายได้ของส่วนแบ่งผลประโยชน์อาจโตขึ้นไปเป็น 30-40% ของรายได้ทั้งหมด
  • ปริมาณผู้ใช้งานและเที่ยวบินสุวรรณภูมิโตขึ้นปีละ 5-6% สิ่งที่ต้องระวังคือคุณภาพและความแออัดในการรองรับ
  • หากลงทุนในช่วงวิกฤตของ AOT ต้นปี 2552 จะกำไร 50 เด้งในปัจจุบัน

19 มิถุนายน 2562 AOT พุงขึ้นไปปิดที่ราคา 74.25 เพิ่มขึ้น 6.25 บาท ขึ้นมา 9.19% จากวันก่อนหน้า รับข่าวการประมูลให้สิทธิเอกชนกระกอบกิจการใน 3 โครงการ โดย “King Power” ชนะการประมูลทั้ง 3 โครงการ และผลการประมูลสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

“King Power” ชนะการประมูลสิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร หรือ Duty Free ทั้งสามโครงการ

โครงการที่ 1 สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจะแบ่งค่าผลประโยชน์ตอบแทนจากรายได้ 20% และมีขั้นต่ำปีแรก (Minimum Guarantee) 15,419 ล้านบาทต่อปี (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

โครงการที่ 2 สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต เชียงใหม่ และ หาดใหญ่ โดยจะแบ่งค่าผลประโยชน์ตอบแทนจากรายได้ 20% และมีขั้นต่ำปีแรก (Minimum Guarantee) 2,331 ล้านบาทต่อปี (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

โครงการที่ 3 สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจะแบ่งค่าผลประโยชน์ตอบแทนจากรายได้ 15% และมีขั้นต่ำปีแรก (Minimum Guarantee) 5,798 ล้านบาทต่อปี (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

รวมทั้งสิ้น 23,548 ล้านบาทในปีแรก โดย Minimum Guarantee จะถูกปรับขึ้นในปีต่อๆไปพิจารณาตามการเจริญเติบโตของผู้โดยสารและอัตราเงินเฟ้อ โครงการทั้ง 3 มีช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 28 ก.ย. 2563 ไปจนถึง 31 มี.ค. 2574

ผู้ร่วมประมูลสิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรในครั้งนี้

สำหรับในการประมูลสิทธิประกอบกิจการในครั้งนี้ มีผู้สนใจซื้อเอกสารการประมูลถึง 5 ราย ได้แก่

  1. บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด
  2. บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
  3. บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
  4. บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  5. บริษัท โรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

โดยผลการประมูลมีดังนี้

Duty Free สุวรรณภูมิ

1. บจก. คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี – 15,419,000,000 บาท (94.3 คะแนน)
2. กิจการร่วมการค้าการบินกรุงเทพ ล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี – 8,516,653,333 บาท (83.1 คะแนน)
3. บมจ. โรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย), บจก. เอ็มไพร์ เอเชีย กรุ๊ป และ WDFG UK LIMITED – 7,255,000,000 บาท (78.85 คะแนน)

Duty Free ภูเก็ต เชียงใหม่ และ หาดใหญ่

1. บจก. คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี – 2,331,000,000 บาท (96.1 คะแนน)
2. บมจ. โรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย), บจก. เอ็มไพร์ เอเชีย กรุ๊ป และ WDFG UK LIMITED – 2,012,000,000 บาท (86.72 คะแนน)
3. กิจการร่วมการค้าการบินกรุงเทพ ล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี – 2,108,635,888 บาท (84.74 คะแนน)

กิจกรรมเชิงพาณิชย์ สุวรรณภูมิ

1. บจก. คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี – 5,798,000,000 บาท (95.2 คะแนน)
2. บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา – 3,003,000 บาท (80.81 คะแนน)

การประมูลครั้งนี้กระทบรายได้ AOT เท่าไหร่ ?

สัญญาปัจจุบันที่ AOT ได้รับส่วนแบ่งรายได้ของธุรกิจ Duty Free สุวรรณภูมิ ที่ได้จาก “King Power” นั้นมีส่วนแบ่งรายได้ 20% เท่ากัน แต่มีขั้นต่ำอยู่เพียง 4,910 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งผลการประมูลครั้งใหม่ได้สูงถึง 15,419 ล้านบาท หรือสูงกว่าเดิมถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับตัวเลขสัญญาของปี 2561 เท่ากับว่า AOT จะมีรายได้ขั้นต่ำเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10,509 ล้านบาทเลยทีเดียว

เจาะสัดส่วนรายได้ของ AOT

AOT เป็นธรุกิจท่าอากาศยานของประเทศไทย โดยรายได้หลักนั้นจะมาจาก 3 ส่วน

King Power ชนะประมูล AOT การันตีรายได้อีก 10 ปี

โดยส่วนแบ่งผลประโยชน์จากธุรกิจ Duty Free จะอยู่ในส่วนรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน โดยในปี 2561 มียอดอยู่ที่ 16,710.43 ล้านบาท คิดเป็น 26.89% จากรายได้ทั้งหมด หลังจากประมูลรายได้ในส่วนนี้คาดว่าจะเพิ่มไม่น้อยกว่า 10,509 ล้านบาททำให้สัดส่วนรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากธุรกิจอาจเพิ่มสูงถึง 30-40% จากรายได้ทั้งหมด

สถิติการขนส่งทางอากาศ เฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

King Power ชนะประมูล AOT การันตีรายได้อีก 10 ปี

จะเห็นได้ว่าปริมาณการเติบโตของผู้โดยสารที่เดินทางที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้นมีตัวเลขเติบโตค่อนข้างชัดเจน ทั้งในด้านปริมาณคนและจำนวนเที่ยวบิน แต่อีกสิ่งนึงที่น่ากังวลเลยคือประมาณผู้ใช้บริการสนามบินที่มีจำนวนมากอาจส่งผลให้ได้รับผลตอบรับที่ไม่ดีนัก ทั้งในด้านบริการและความแออัดของสนามบิน

ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจทุเลาลงหลังจากสุวรรณภูมิ เฟส 2 เสร็จ และไม่เกิดความล่าช้า ก็จะทำให้การบริหารทั้งในด้านปริมาณคนและจำนวนเที่ยวบินลงจอดไม่เป็นคอขวดและไม่แออัดจนเกินไป

รู้หรือไม่หากเราลงทุนในหุ้น AOT เมื่อ 10 ปีที่แล้วจะกำไร 50 เด้ง

ในช่วงต้นปี 2552 ราคา AOT เคยลดลงไปถึง 14.8 บาทต่อหุ้น หรือหากเทียบกับราคาหลังแตกพาร์ในปัจจุบันจะเท่ากับ 1.48 บาท จากปัญหาเศรษฐกิจโลก วิกฤตซับไพร์ม และ ปัญหาการเมืองในไทยเองที่ทำให้สุวรรณภูมิถูกปิดสนามบิน

เมื่อเทียบจากราคาตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน AOT ได้ปรับตัวขึ้นกว่า 50 เท่า โดยที่ยังไม่ได้รวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ได้ย้อนหลังเกือบทุกปี ปีละ 1-3% อีกด้วย ซึ่งหากคิดง่ายถ้าเราลงทุนไป 1 ล้านบาทในตอนนั้น ตอนนี้จะมีเงินไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทเลยทีเดียว

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: