“Bitcoin” อาจเป็นที่นิยมมากขึ้นในอนาคต

“Bitcoin” อาจเป็นที่นิยมมากขึ้นในอนาคต

2 min read  

ฉบับย่อ

  • “Bitcoin” เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุดที่ถูกนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน จนเกิดเป็นกระแสของการนำเงินไปลงทุน หรือเก็งกำไร ในสกุลเงินดิจิทัลทั้งหลาย
  • บริษัทอย่าง Facebook พยายามผลักดันโครงการ Libra เพื่อหวังจะให้บิทคอยน์กลายมาเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ขณะที่ นิวซีแลนด์ กลายมาเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายรองรับให้บริษัทสามารถจ่ายเงินเดือนพนักงานเป็นสกุลเงินดิจิทัลได้

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

3-4 ปีที่ผ่านมา ในแวดวงการเงิน การลงทุน หรืออาจจะในทุกวงการ คงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “Bitcoin” แต่วันนี้พี่ทุยจะพาไปทำความรู้จักกับสกุลเงินดิจิทัลตัวนี้ให้มากขึ้นกันในบทความนี้เลย

Bitcoin เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุดที่ถูกนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน จนเกิดเป็นกระแสของการนำเงินไปลงทุน หรือเก็งกำไร ในสกุลเงินดิจิทัลทั้งหลาย ไม่ใช่เพียงแค่บิทคอยน์เท่านั้น จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในปี 2008 หลังจากเว็บไซต์ชื่อ Bitcoin.org ถูกจดทะเบียนเป็น Domain name ท่ามกลางวิกฤตการณ์เงินของสหรัฐฯ หลังจากนั้น ในวันที่ 3 มกราคม 2009 Network ของบิทคอยน์ จึงถูกปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการ ว่ากันว่าผู้ที่พัฒนาขึ้นมามีนามว่า Satoshi Nakamoto

ช่วงเวลาที่พีคที่สุดคือปี 2017 ซึ่งราคาของมันวิ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดไว้ที่ 19,783.06 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 1 บิทคอยน์ คิดเป็นมูลค่าเกือบ 6 แสนบาท จนมีการคาดการณ์กันว่าราคาของสกุลเงินดิจิทัลนี้จะสามารถวิ่งขึ้นไปถึงระดับ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2019 สาเหตุที่สกุลเงินนี้บูมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะความคาดหวังว่ามันจะกลายมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หรือเงินตราที่โลกของเราจะใช้กันในอนาคต ด้วยจุดแข็งในเรื่องของความสามารถในการโอนย้ายระหว่างประเทศอย่างเสรี รวมทั้งการมาของเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์โดยไม่มีตัวกลาง ทำให้บิทคอยน์น่าจะเป็นสกุลเงินที่มีความปลอดภัยมากกว่าสกุลเงินต่าง ๆ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ประกอบกับปริมาณที่มีจำกัดยิ่งช่วยผลักดันให้ราคาของมันวิ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งในช่วงที่ทุกคนต่างต้องการจะได้มันมา

แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้บิทคอยน์ สอบตกสำหรับการคงสถานะสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน คือ “การขาดเสถียรภาพ” ราคาผันผวนอย่างหนัก ดิ่งลงแรง สลับฟื้นตัว ราวกับรถไฟเหาะ หลังจากที่ผู้คนจำนวนมากแห่กันเข้าไปลงทุนและเก็งกำไร จนสุดท้ายราคาก็ลดลงจากจุดสูงสุดมาซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะนี้

นอกจากเรื่องของเสถียรภาพแล้ว แม้ว่าจะมีจุดเด่นจากการตัดต้นทุนของการโอนย้ายเงินระหว่างประเทศออกไปได้ แต่ก็ยังมีต้นทุนแฝงอย่าง ต้นทุนพลังงาน สำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์คุณภาพสูงเพื่อทำเหมืองบิทคอยน์ ขณะเดียวกันยังได้สูญเสียจุดเด่นที่สำคัญอีกข้อหนึ่งไป เดิมทีถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยการเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ไม่มีผู้ควบคุมอย่างแท้จริง แต่ในปัจจุบันเหมืองบิทคอยน์ ในระบบกว่า 50% กลับถูกควบคุมด้วย Mining pools จำนวน 4 ราย แม้กระแสของสกุลเงินดิจิทัลตัวนี้จะดรอปลงไปมาก แต่สกุลเงินดิจิทัลยังคงอยู่บนเส้นทางของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราได้เห็นบริษัทอย่าง Facebook ที่พยายามผลักดันโครงการ Libra เพื่อหวังจะให้บิทคอยน์กลายมาสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ขณะที่ นิวซีแลนด์ กลายมาเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายรองรับให้บริษัทสามารถจ่ายเงินเดือนพนักงานเป็นสกุลเงินดิจิทัลได้ โดยเริ่มบังคับใช้เมื่อเดือน กันยายน 2019 หรือรัฐบาลจีนเองก็ซุ่มพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปิดเผยว่าเป้าหมายของการพัฒนานั้น เพื่อจะใช้เป็นสกุลเงินคู่ขนานกับเงินหยวน แต่ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกเรากำลังเดินหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงของระบบเงินตราครั้งสำคัญกันอีกครั้ง


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: