3 บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนกำลังจะกลืนกินโลก

4 min read  

ฉบับย่อ

  • ไป่ตู้ (Baidu) อาลีบาบา (Alibaba) และ เท็นเซ็น (Tencent) เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะบริษัทยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีจากประเทศจีนภายใต้ฉายา “ค้างคาวยักษ์” (BAT มาจากตัวย่อของชื่อบริษัททั้ง 3 แห่ง) โดยค้างคาวทั้งสามมีมูลค่ารวมกันกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (1 Trillion USD) หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 30 ล้านล้านบาท
  • ในปี 2017 ตัวเลข GDP ของประเทศไทยอยู่ที่ 55 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ นั่นหมายความว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทย ยังเล็กกว่า “BAT” รวมกันเสียอีก
  • เมื่อค้างคาวทั้งสามสยามปีกออก ด้วยการหว่านเมล็ดเงินลงทุนไปสู่ธุรกิจอื่นๆ การเติบโตจึงเป็นไปอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจในประเทศจีน
  • อะไรคือเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนให้ค้างคาวทั้งสามเติบโต และพวกมันจะบินไปทางไหนในอนาคต บทความนี้พี่ทุยจะพาไปดูด้วยกัน

ไป่ตู้ (Baidu) อาลีบาบา (Alibaba) และ เท็นเซ็น (Tencent) เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะบริษัทยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีจากประเทศจีนภายใต้ฉายา “ค้างคาวยักษ์” (“BAT” มาจากตัวย่อของชื่อบริษัททั้ง 3 แห่ง)

ค้างคาวยักษ์ทั้งสามตัวกำลังสยายปีกออกไปทั่วโลกไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตทุกรูปแบบ ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึง เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech)

ปัจจุบัน ค้างคาวทั้งสามมีมูลค่ารวมกันกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (1 Trillion USD) หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 30 ล้านล้านบาท (ล้านล้านเป็นจำนวนที่ แค่เขียนในกระดาษพี่ทุยก็เวียนหัวแล้ว เพราะนับเลขศูนย์ผิดๆถูกๆอยู่หลายรอบ)

ในปี 2017 ตัวเลข GDP ของประเทศไทยอยู่ที่ 4 แสน 5 หมื่น 5 พันกว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้น ถึงแม้ประเทศไทยจะโตขึ้นเป็น 2 เท่า ก็ยังมีมูลค่าน้อยกว่าค้างคาวทั้งสาม พี่ทุยว่า น่าจะพอเห็นภาพความมหึมาของเจ้าค้างคาวนี้กันแล้ว

เมื่อค้างคาวทั้งสามสยามปีกออก ด้วยการหว่านเมล็ดเงินลงทุนไปสู่ธุรกิจอื่นๆ การเติบโตจึงเป็นไปอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจในประเทศจีน

ไตรมาสที่ 1 ของปี 2018 นี้ ประเทศจีนมี “ยูนิคอร์น” (Unicorn เป็นฉายาที่มอบให้บริษัทที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป) มากถึง 163 ตัว (163 บริษัท) มีมูลค่ารวมกันกว่า 6.28 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ และประมาณ 50% ของบริษัทดังกล่าว ได้รับเงินลงทุนจากค้างคาวจีนทั้งสาม

ไม่เพียงแค่ในประเทศ แต่ค้างคาวทั้งสามยังไปลงทุนในธุรกิจทั่วโลก ทั้งในรูปแบบบริษัทร่วมทุน (Venture Capital) และรูปแบบพันธมิตร (Partnership)

อะไรคือเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนให้ “BAT” ค้างคาวทั้งสามเติบโต ?

มาเริ่มทำความรู้จักกับธุรกิจของค้างคาวทั้งสามกันก่อน บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสามมีธุรกิจหลักที่คล้ายกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง กูเกิ้ล เฟสบุค และอเมซอน

ไป่ตู้ให้บริการค้นหาข้อมูล (Search Engine) เช่นเดียวกับกูเกิ้ล ไป่ตู้มีรายได้หลักจากการที่มีผู้ใช้เข้ามาค้นหาข้อมูลเป็นจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจอื่นๆที่ต้องการโฆษณากิจการของตัวเอง ยอมจ่ายเงินให้กับไป่ตู้เพื่อให้ลูกค้าค้นเจอเว็บไซต์ของตนเป็นอันดับต้นๆ

ประเทศไทย และอีกหลายแห่งบนโลกใช้กูเกิ้ลในการค้นข้อมูล แต่คนจีนทั้งหมดใช้ไป่ตู้

อาลีบาบา มี อี-คอมเมิร์ซ (E-Commerce) เป็นธุรกิจหลักเหมือนอย่างอเมซอน ชาวจีนสามารถซื้อ และขายทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือสำราญได้ที่เว็บไซต์เถาเป่า (www.taobao.com) ซื้อสินค้าแบรนด์ระดับสูงได้ที่เว็บไซต์ทีมอลล์ (www.tmall.com) และขายสินค้าให้คนทั่วโลกได้ที่อาลีบาบา (www.alibaba.com) อีคอมเมิร์ซสำหรับผู้ผลิต ซึ่งขายสินค้าในปริมาณมาก และอาลีเอ็กซ์เพรส (www.aliexpress.com) ชาวต่างชาติสั่งสินค้าจากบริษัทในจีน ส่งตรงถึงบ้านประตูบ้าน

นอกจากนี้ อาลีบาบายังมีธุรกิจทางด้านการเงินเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักภายใต้ชื่อ “แอนท์ ไฟแนนเชียล” (Ant Financial) ที่ให้บริการทางการเงินหลากหลาย ไล่ตั้งแต่การปล่อยกู้ ไปจนถึงการชำระเงินผ่าน “อาลีเพย์” (Alipay)

เท็นเซ็นเป็นเจ้าของ “วีแช๊ต” (WeChat) ซึ่งเป็นทั้งโซเชียลมีเดียคล้ายเฟสบุค และเป็นโปรแกรมแช็ตคล้ายกับไลน์ของบ้านเรา ในขณะที่เราเล่นเฟซบุ๊ก และแช็ตผ่านไลน์ ชาวจีนทำทุกอย่างได้ง่ายๆบนวีแช็ต ตั้งแต่การแชร์รูปภาพ วิดีโอ ส่งข้อความตัวหนังสือ ข้อความเสียง สั่งอาหาร และชำระเงินผ่าน “วีแช็ตเพย์” (WeChat Pay) ซึ่งเป็นหนึ่งในสองการชำระเงินออนไลน์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดคู่กับอาลีเพย์

แม้กูเกิ้ล เฟซบุ๊ก และอเมซอนจะมีผู้ใช้งานทั่วโลก แต่ไป่ตู้ อาลีบาบา และวีแช็ต ไม่จำเป็นต้องง้อผู้ใช้จากประเทศอื่นๆ เพราะแค่คนจีนทั้งประเทศก็มีประชากรกว่า 1 ใน 7 ของโลกทั้งใบแล้ว และรัฐบาลจีนยังสนับสนุนบริษัทในประเทศ โดยการออกกฎหมายป้องกันไม่ให้ธุรกิจต่างชาติรุกรานเข้ามาได้อีกด้วย (เวลาไปจีนทีไร พี่ทุยเป็นต้องอัดอั้นทุกครั้ง เพราะโพสต์เฟซบุ๊ก หรือเม้าท์กับเพื่อนทางไลน์ไม่ได้)

และนี่คือที่มาของการเติบโตกลายเป็นค้างคาวขนาดมหึมาในปัจจุบัน

ไป่ตู้ (Baidu) ผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์

ไป่ตู้ให้ความสำคัญอย่างสูงกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปี 2015 ปัญญาประดิษฐ์ของไป่ตู้สามารถเรียนรู้ และเข้าใจภาษาจีนได้เหนือกว่าคนจีนทั่วไปแล้ว ซึ่งเป็นความสำเร็จที่มาก่อนหน้าไมโครซอฟต์ (Microsoft) ถึง 1 ปี สำหรับปัญญาประดิษฐ์ทางภาษาเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษที่ไมโครซอฟต์พัฒนาขึ้น

เมื่อสามารถเข้าใจภาษาแล้ว ปัญญาประดิษฐ์จึงถูกต่อยอดไปสู่การรับคำสั่งด้วยเสียง ไป่ตู้จดสิทธิบัตรให้กับระบบการรับคำสั่งด้วยเสียงทั้งในประเทศ และต่างประเทศหลายแห่ง และเปิดตัว “อาลาดิน” (Aladdin) ผู้ช่วยส่วนตัวที่เป็นได้ทั้งลำโพงอัจฉริยะ (Smart Speaker) โคมไฟอัจฉริยะ (Smart Lamp) และโปรเจคเตอร์ ไปเมื่อต้นปี 2018 ที่ประเทศญี่ปุ่น

ต่อจากการรับคำสั่ง ไป่ตู้กำลังใช้ขุมกำลังที่มีไปกับการพัฒนาหุ่นยนต์ ที่นอกจากจะทำตามคำสั่งเราได้แล้ว หุ่นยนต์จะจดจำใบหน้าของเจ้าของได้ด้วยระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ชีวิตจริงของเราใกล้จะเหมือนในหนังขึ้นทุกวันๆแล้ว

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของไป่ตู้ ยังถูกนำไปพัฒนาด้านอื่นๆอีกมากมาย เช่น รถยนต์ไร้คนขับ (Driverless Car)

ด้วยความร่วมมือจากรัฐบาลจีน ในเดือนมิถุนายนปี 2018 รถยนต์ไร้คนขับของไป่ตู้ก็ได้โลดแล่นบนทางด่วนภายในเขตอุตสาหกรรม ณ เมืองเทียนจิน ที่ยังไม่เปิดให้รถยนต์คันอื่นใช้บริการ

เมื่อรถยนต์ไร้คนขับสมบูรณ์แบบ ปัญญาประดิษฐ์ของไป่ตู้จะก้าวไปสู่การพัฒนาการจราจรทั้งระบบ รวมถึงพัฒนาเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นเมืองแห่งปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต

อาลีบาบา (Alibaba) มุ่งไปสู่การสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City)

อาลีบาบาทำงานร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่ง เช่น มาเก๊า และหางโจว เพื่อนำร่องสร้างเมืองอัจฉริยะ

คอนเซ็ปท์ของเมืองอัจฉริยะ คือ การใช้อัลกอริทึ่มมาบริหารจัดการ “เมือง” ตั้งแต่การจราจร ระบบสาธารณะสุข การขยายตัวของสิ่งปลูกสร้าง และอื่นๆอีกมากมาย โดยการนำข้อมูลที่รัฐบาลเก็บผ่านกล้อง เซ็นเซอร์ และโซเชี่ยลมีเดียของประชาชนมาเป็นตัวแปรสำคัญในการวางแผน

เพื่อให้การบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะด้วยอัลกอริทึ่มเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด อาลีบาบาจึงลงทุนกับปัญญาประดิษฐ์อย่างมหาศาล ทั้งการลงทุนกับ “เซนส์ไทม์” (Sense Time) ซึ่งปัจจุบันเป็นบริษัทปัญญาประดิษฐ์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ลงทุนกับ “เน็กซ่า” (Nexar) ผู้พัฒนาโครงข่ายยานพาหนะอัจฉริยะ และเป็นพันธมิตรกับ “เอ็นวิเดีย” (Nvidia) บริษัทยักษ์ใหญ่ในด้านการวิเคราะห์ภาพ และวิดีโอ

หลังจากการเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลของประเทศมาเลเซีย ปัญญาประดิษฐ์ของอาลีบาบาก็ได้ถูกทดลองให้บริหารระบบการจราจรเบื้องต้น เช่น การเปิดปิดไฟเขียวไฟแดงให้การจราจรคล่องตัวที่สุด และการช่วยให้รถพยาบาลไปถึงที่เกิดเหตุได้เร็วที่สุด

อาลีบาบาให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเติบโตของศูนย์กลางทางเทคโนโลยี ด้วยการกระจายเม็ดเงินไปทั่วโลกโดยหวังจะสร้างฮับ (Hub) เพิ่มอีก 6 แห่งเพื่อการวิจัยพัฒนาเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ (คอมพิวเตอร์ที่มีพลังการประมวลผลระดับสูงสุด) และตลาดการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

เท็นเซ็น (Tencent) ให้ความสำคัญกับสุขภาพชาวจีน

ยุคนี้เป็นยุคที่คนให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ และเท็นเซ็นเองก็มองเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุด แนวโน้มการรักษาพยาบาลในปัจจุบันเริ่มหมุนไปสู่ความเชื่อที่ว่าร่างกายของเราทุกคนแตกต่างกัน ดังนั้น การดูแลรักษาก็ควรจะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล

การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของเท็นเซ็น มุ่งไปสู่การศึกษาพันธุกรรม เพื่อรักษาคนไข้ให้ตรงจุดที่สุด เท็นเซ็นลงทุน และเป็นพันธมิตรกับบริษัทหลายแห่งทั่วโลก เพื่อนำบริการทางด้านสุขภาพที่ทันสมัยมามอบให้ชาวจีน

ยกตัวอย่าง ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เท็นเซ็นจรดปากการเป็นพันธมิตรกับ “เบบิลอน เฮล์ท” (Babylon Health) บริษัททางด้านสุขภาพสัญชาติอังกฤษ ซึ่งช่วยให้คนจีนเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทุกที่ทุกเวลาผ่านการแช็ตบนแอพพลิเคชั่น

ล่าสุดเท็นเซ็นตัดสินใจลงทุนใน “ไอคาร์บอนเอ็กซ์” (iCarbonX) บริษัทที่ตั้งเป้าจะสร้างภาพเสมือน ที่แสดงให้เห็นร่างกายของผู้ป่วยได้อย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม

นอกจากนี้ เท็นเซ็นยังเป็นเจ้าของ “หมี่หยิง” (Miying) กับปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยวินิจฉัยโรคมะเร็ง และค้นหายาที่เหมาะสมได้อีกด้วย

ค้างคาวยักษ์ทั้งสามได้ก้าวข้ามการเป็นบริษัทเอกชน ไปสู่การพัฒนาระดับชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยผลักดันให้ประเทศจีนกลายเป็นมหาอำนาจอย่างเต็มตัว ต้องยกความดีความชอบให้กับผู้นำผู้มีวิสัยทัศน์ และมองเห็นถึงแนวโน้มการเติบโตทางเทคโนโลยีตั้งแต่เนิ่นๆ (แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา เชื่อว่าอินเตอร์เน็ตจะเติบโตจนคนขาดไม่ได้มาตั้งแต่เนิ่นนานแค่ไหนนะหรอ นานขนาดที่เขาเป็นคนจดโดเมน www.china.com คนแรกได้เลยเชียวล่ะ)

แม้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศไทยเราจะยังต้องพัฒนาตามหลังอีกมาก แต่หากเราทุกคนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของมันตั้งแต่เนิ่นๆ ทำความเข้าใจ ศึกษาหาข้อมูล และแบ่งปันเรื่องราวทางธุรกิจและเทคโนโลยีเหล่านี้ไปให้คนไทยทุกคนรับรู้ ไม่แน่ว่าในรุ่นลูก รุ่นหลานของเรานี้ อาจจะมีค้างคาวที่ตัวใหญ่กว่าเกิดขึ้นที่ประเทศไทยก็เป็นได้

error: