เตรียมรับมือวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

0
1983

บทความนี้เป็นบทความที่เข้มข้นที่สุด และมีคุณค่าที่สุด จนพี่ทุยไม่อยากให้ทุกๆคนพลาดที่จะอ่านบทความนี้ แต่ถึงแม้ว่าจะเข้มข้นแค่ไหนก็ตาม พี่ทุยก็เขียนในเวอร์ชั่นที่ให้ทุกคนอ่านแล้วเข้าใจง่ายที่สุดในโลกในแบบฉบับของ Money Buffalo แน่นอน !

อย่างที่เกริ่นในหัวข้อไปแล้วว่า มันคือ “Supernova” วิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ เพราะประเมินแล้วว่าน่าจะรุนแรงกว่า วิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ตอนปี 2540 และ “แฮมเบอร์เกอร์” ปี 2552 อีก

แล้วเราควรจะรับมือวิกฤติครั้งนี้ ยังไงกันบ้าง !?

เรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า … จุดเริ่มต้นของวิกฤติครั้งนี้เกิดจาก “ปริมาณหนี้” มหาศาลที่ถูกสร้างขึ้น และสร้างด้วยวิธีการที่รัฐบาลสั่งให้ “พิมพ์เงิน” แล้วยัดเงินเข้าสู่ระบบให้เศรษฐกิจโตมาโดยตลอด เอาหนี้มาผลักดันเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เป็นหนี้ก็คือ “รัฐบาล” แล้วรัฐบาลจะจ่ายคืนหนี้ได้ ก็มาจากการเก็บเงินภาษีของเรานั่นแหละ

รัฐบาลกู้ยืมเงินเพื่อเอาเข้าไปใส่ในระบบเศรษฐกิจและทำให้เศรษฐกิจโตมากกว่าจำนวนเงินที่ใส่เข้าไป เช่น อัดเงินเข้าระบบไป 10 บาท มูลค่าที่ออกมาจะได้มากกว่า 10 บาท ทำให้การยืมเงินมา 10 บาทแล้วเราสร้างประโยชน์ได้มากกว่า 10 บาท ก็ถือว่ายังเป็นอะไรที่รับได้อยู่เหมือนกัน ไม่ต่างอะไรจากการที่เรากู้ธนาคารเพื่อเอาเงินมาซื้อคอนโดปล่อยเช่า แล้วเรากินส่วนต่างของ “ค่าเช่า” กับ “เงินที่ผ่อน” ให้กับธนาคารเลยล่ะ

ทีนี้พอเราอัดเงินเข้าระบบมาตลอดจนถึงจุดที่เรียกว่าชน “เพดานหนี้” ที่เรากำหนดไว้แทบทุกตัวแล้ว ถ้าหนี้สูงกว่านี้ก็จะจ่ายคืนกันไม่ไหว แล้วก็จะไปเป็นหนี้เสีย แล้วจะแย่กับระบบเศรษฐกิจหนักเข้าไปอีก

ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดกับ ภาคครัวเรือน นั่นก็คือประชาชนแบบเราๆเนี่ยแหละ

ส่วนภาครัฐบาลไม่ต้องพูดถึงเลย ขยายเพดานกันมาแล้วไม่รู้กี่รอบ แต่รอบนี้แนวโน้มน่าจะไม่ขยายต่อแล้วเพราะเกิดปัญหาที่ว่า กู้เงินมา 10 บาท ใส่เงินเข้าระบบไปมูลค่าดันออกมาน้อยกว่า 10 บาท  ซึ่งตามหลักแล้วไม่ควรกู้อีกต่อไป แต่จริงๆก็เป็นแบบนี้มาสักพักแล้ว พี่ทุยเลยมองว่าไม่ต่างอะไรกับผู้ป่วย ICU ที่พยุงอาการไปเรื่อยๆมีแต่แย่ลงเท่านั้น

“การสร้างหนี้ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด ตอนนี้ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกต่อไปแล้ว”

แล้วในอดีตที่ผ่านมาเราผ่านวิกฤติทุกอย่างด้วยการสร้างหนี้ใหม่มาปิดหนี้เก่าตลอด ลองนึกถึงคนทั่วไปที่เป็นหนี้บัตรเครดิต แล้วเอาบัตรใบใหม่มารูดปิดหนี้บัตรเก่าตลอด และด้วยเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้เศรษฐกิจตอนนี้เรียกได้ว่าชะลอตัวทั้งโลกแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน

ถ้าใครทำธุรกิจหรือค้าขาย น่าจะเข้าใจแล้วว่ายอดขายตกแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจริงๆ ส่วนมนุษย์เงินเดือนอาจจะยังไม่รู้สึกเท่าไหร่เพราะมันไม่ได้กระทบรายได้เรา เงินเดือนยังได้เท่าเดิมอยู่ แค่ปีที่แล้วโบนัสอาจจะน้อยลง

มาถึง “ตลาดหุ้น” ตอนนี้ราคาแพงทั้งโลกแล้ว !! ถ้าใครพอเล่นหุ้นอยู่บ้างจะเข้าใจคำว่า P/E ตอนนี้สูงเกินไปแบบมากๆๆๆๆๆๆ S&P500 ของอเมริกาน่าจะทะลุ 25 เท่าไปเรียบร้อยแล้ว (สภาวะปกติจะอยู่ประมาณ 12-14 เท่า) เพราะเกิดปัญหาเรื่อง “กำไร” ลดลง แต่ราคาหุ้นดันไปทำ All Time High ซะได้ แค่คิดก็แปลกๆแล้วจริงมั้ย ?

บริษัทที่รายได้กำลังลดลงเรื่อยๆ แต่กลับมีราคาหุ้นที่สูงขึ้น แค่นี้พี่ทุยว่าก็เพี๊ยนไปกันใหญ่แล้วนะ ไม่ต้องพูดถึงตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นบ้านเรามีขนาดเล็กมากแค่เงินจากต่างประเทศขนมาซื้อหุ้นนิดหน่อยตลาดเราก็ขึ้นมหาศาลแล้ว ขึ้นขนาดที่ว่าเม่าหลายๆคนขนเงินเข้าไปซื้อกันจนไม่สนว่าเศรษฐกิจจริงๆเป็นยังไงกัน

หรือจะไปดูที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่น คิดดูละกันว่ารัฐบาลเค้าพิมพ์เงินเอามาซื้อหุ้น (สร้างหนี้เพื่อไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยง พังไม่พังรอดูได้เลย) หรือจะเป็นตลาดหุ้นจีนที่ใหญ่ๆ หรือตลาดยุโรปก็หนีไม่พ้นสภาพเดียวกันตอนนี้ แม้กระทั่งประเทศไทยเรายังจะมีนโยบายจะเอา “ทุนสำรอง” ระหว่างประเทศไปเล่นหุ้น พี่ทุยได้ยินข่าวแล้วไม่รู้จะพูดอะไรเลย ถ้าหุ้นตกหนักๆทุนสำรองเราหายไปได้เจอสภาวะเงินบาทอ่อนค่าเหมือนปี 2540 แน่นอน !

เรามาต่อที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติโลกปี 2008 ตอนนี้สภาพไม่แพ้กับปี 2008 เท่าไหร่เลยล่ะ พวก MBS ก็ดี CDO ก็ดี ที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติ ตอนนี้ก็ขายกันเยอะไม่แพ้ช่วงปี 2004-2007 เลย และปัญหา NPL ที่ตอนนี้จะสังเกตได้ว่าทุกธนาคาร “กันเงินสำรอง” เพิ่มขึ้นมาโดยตลอดอย่างมีนัยยะสำคัญ

ทีนี้ทั้ง Real Sector สร้างกำไรไม่ได้ ตลาดหุ้นก็ซึมๆไม่ไปไหน หวยเลยมาลงที่ “ตลาดอนุพันธ์” มาเล่นเก็งกำไรบนกระดาษกันแทน ซึ่งจริงๆแล้วควรจะเป็นตลาดที่เอาไว้บริหารความเสี่ยง แต่ส่วนใหญ่ก็เล่นเป็นบ่อนไปแล้วล่ะมั้ง มูลค่าของตลาดอนุพันธ์เลยทะลุ GDP โลกไปประมาณ 10 เท่าตัวได้ (GDP โลก 75 ล้านล้านเหรียญ มูลค่าตลาดอนุพันธ์ 850 ล้านล้านเหรียญ)

เราได้กู้ยืมเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบันจนเต็มที่แล้ว กู้จนเงินไม่สามารถผลักดันเศรษฐกิจต่อไปได้ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนก็ตาม รัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “นโยบายการเงิน” ก็มาจนแทบจะสุดทางแล้ว (ถ้าดอกเบี้ยต่ำกว่านี้ระบบธนาคารพังแน่นอน)

ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจหลายๆตัว (เกือบทุกตัว) บอกแล้วว่า “วิกฤติ” ต้องเกิดและจะรุนแรงมากเพราะ “ราคา” ทุกอย่างแพงเกินความเป็นจริงไปเยอะมากแล้ว เค้าถึงเรียกว่า “ฟองสบู่” เมื่อถึงเวลาที่ฟองสบู่แตก ใครที่ไม่เตรียมตัวได้เจ็บตัวกันแน่นอน

ช่วงนี้ถ้าเลือกได้อย่าเพิ่งก่อหนี้โดยเฉพาะหนี้บ้าน โอกาสสูงมากที่ดอกเบี้ยจะถูกปรับให้สูงอย่างรวดเร็ว ถ้าเรากู้บ้านช่วงนี้แล้วดอกเบี้ยปรับขึ้นไป พี่ทุยว่าเราทำงานจ่ายดอกเบี้ยอย่างเดียวยังไม่พอเลยล่ะ แล้วถ้าเลวร้ายกว่านั้นบริษัทต้องลดต้นทุนด้วยการลดคนงาน แล้วถ้าหวยมาออกที่เรา จะรับมือยังไง ?

พี่ทุยไม่ได้บอกให้กลัวกันนะ แต่อยากให้วางแผนรับมือกันสักหน่อย อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ ดีกว่าไม่สนใจอะไรแล้วปัญหาเกิดขึ้นมา ก็ไปโทษคนอื่นว่าอย่างงั้นอย่างงี้ แต่คนที่น่าโทษที่สุดก็คือตัวเราเองที่นิ่งเฉยกับปัญหามากกว่า…

เนื้อหาและแรงบันดาลใจในการเขียนบทความนี้
ขอขอบคุณ อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ อาจารย์ของพี่ทุยเอง

อัพเดทบทความใหม่ล่าสุดทาง LINE ทุกวัน
Add Friend ที่ LINE ID @moneybuffalo

Spread the love
Sign up for your information
Newsletter*
Text:*