2 “เกาหลี” จับมือกัน แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ?

0
13144
2

หลังจากที่มีข่าวสอง “เกาหลี” อย่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จับมือคืนดีกัน พี่ทุยขอมาเล่าเรื่องที่มาที่ไปของปมปัญหาให้อ่านกันหน่อยว่าสาเหตุมันเกิดจากอะไรกันแน่ ?

มาเริ่มกันที่จุดเริ่มต้นของปัญหาความขัดแย้งของสอง “เกาหลี”

2 "เกาหลี" จับมือกัน แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ?

ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ เริ่มต้นขึ้นหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนแรกเริ่มเดิมทีคาบสมุทรเกาหลีถูกปกครองโดยจักรวรรดิญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1945 พอจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นก็ประกาศยอมจำนนต่อสหรัฐอเมริกา ทำให้กองทัพสหรัฐฯเข้าปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในเขตตั้งแต่เส้นขนานที่ 38 องศาเหนือลงมา ซึ่งก็คือ เกาหลีใต้ ส่วนบริเวณที่อยู่เหนือเส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ อยู่ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียต ซึ่งก็คือ เกาหลีเหนือ
ทำให้เส้นขนานที่ 38 องศาเหนือนี่แหละกลายเป็นเส้นแบ่งเขตแดนของทั้ง 2 ประเทศไปโดยปริยาย

ต่อมาในปี ค.ศ. 1948 เกาหลีเหนือจัดตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้นมา ซึ่งมาพร้อมกับความล้มเหลวในการจัดการเลือกตั้งอย่างเสรีในคาบสมุทรเกาหลีทำให้ความแตกแยกของทั้ง 2 ประเทศยิ่งร้าวลึกเข้าไปอีก ! แต่จะว่าไปแล้วทั้ง 2 ประเทศก็เคยพยายามจะรวมประเทศกันอยู่นะ เพราะมีการคุยกันว่าจะรวมประเทศในช่วงหลายเดือนก่อนที่สงครามเกาหลีจะเกิดขึ้น แต่สุดท้ายก็คุยกันไม่ลงตัว รวมกันไม่ได้ สถานการณ์ตึงเครียดมาตลอด แถมแนวชายแดนก็ยังมีการรบกันอยู่อีก

สงครามเกาหลีเกิดขึ้นตอนไหน ?

ในปี ค.ศ. 1950 เกิดสงครามเกาหลีขึ้น โดยเกาหลีเหนือส่งกองทัพบุกเข้าเกาหลีใต้ก่อน เกาหลีใต้จึงขอความช่วยเหลือไปยังองค์การสหประชาชาติ โดยมีสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือเป็นประเทศหลัก ขณะเดียวกันเกาหลีเหนือได้รับการช่วยเหลือจากจีนและสหภาพโซเวียต ซึ่งสงครามเกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางทหาร จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1953 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในสัญญาหยุดยิง และแบ่งแยกประเทศกันมาอย่างยาวนาน ก่อนที่จะได้รับข่าวดีจากผู้นำของทั้งสองประเทศ คิม จอง อึน จากเกาหลีเหนือ และ มุน แจ อิน จากเกาหลีใต้ ในการจับมือยุติความขัดแย้งที่มีมายาวนานกว่า 68 ปี

เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา 2 ประเทศบนคาบสมุทรเกาหลี เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ได้ประกาศยุติความขัดแย้งระหว่างกันที่มีมานานกว่า 68 ปี โดย คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้เดินมาจับมือกับ มุม แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ที่เขตชายแดนของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการยุติความขัดแย้ง และคิม จอง อึนได้เดินข้ามพรมแดนเข้าไปที่ประเทศเกาหลีใต้ หลังจากนั้น คิม จอง อึน ได้พา มุม แจ อิน ข้ามมายังฝั่งเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้เดินทางเข้าไปยังประเทศเกาหลีเหนือ นี่คือประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ และพี่ทุยว่าหลังจากนี้เราจะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งสันติภาพจองทั้ง 2 ประเทศกันแล้วล่ะ

การเจอกันรอบนี้ คิม จอง อึน ได้ประกาศว่า  “A New History and An Era of Peace” (ประวัติศาสตร์ใหม่ และ ยุคแห่งสันติภาพ) ขณะที่ มุม แจ อิน ได้ประกาศว่า “Weight on Our Shoulders is Heavy” (ภาระที่เราแบกรับไว้บนบ่ามันช่างหนักนัก) คนของทั้ง 2 ประเทศก็แสดงความยินดีกับการยุติความขัดแย้ง และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แถม คิม จอง อึน ยังได้ลงนามในสมุดเยี่ยมหลังจากที่ข้ามพรมแดนเข้ามาในเกาหลีใต้ เพื่อที่จะมาประชุมสุดยอดผู้นำ 2 เกาหลีครั้งแรกในรอบ 11 ปี

ประชุมสุดยอดผู้นำ 2 “เกาหลี” แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ?

เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้ลงนามในปฏิญญาปันมุนจอม มันคือข้อตกลงร่วมกันที่จะปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ออกจากคาบสมุทรเกาหลี และผู้นำทั้งสองประเทศรับปากว่าจะไม่มีสงครามเกิดระหว่าง 2 ชาติอีกแล้ว

N-S Korea - Website 2_compress

พันธสัญญาสำคัญที่ร่วมกันในการจัดตั้งสำนักงานร่วมเพื่อประสานงานระหว่างกันในเขตแกซอง ของเกาหลีเหนือ สำนักงานนี้ไว้อำนวยความสะดวกในการคุยกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ของเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ประเทศ แล้วก็มีการเปลี่ยนเขตปลอดทหารให้เป็นเขตแห่งสันติภาพ หยุดออกอากาศโฆษณาชวนเชื่อตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2561 เป็นต้นไป แถมยังจะให้โอกาสครอบครัวที่พลัดพลาดจากกันได้เจอหน้ากันอีกครั้ง ส่วนพวกโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง ทางรถไฟข้ามพรมแดน ก็จะสร้างขึ้นมาเพิ่มเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศเกาหลีด้วย

ข้อตกลงที่เกาหลีคุยกันรอบนี้ พี่ทุยว่ามันเป็นแค่ขั้นแรกเท่านั้นแหละ ยังต้องตามต่อกันอีกว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์กันไปถึงไหน (แหม่ เหมือนแฟนกันเลยใช่มั้ยล่ะ ฮา) เหมือนกับสำนวนที่ว่า “หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” เพราะเดี๋ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง มุม แจ อิน ประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ก็จะเดินทางไปที่กรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ เพื่อไปพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์กันอีกรอบ

จีน และ สหรัฐฯ ประเทศผู้เป็นสปอนเซอร์หลักของทั้ง 2 เกาหลี ก็ยังยินดีกับเรื่องนี้ด้วยนะ

2 "เกาหลี" จับมือกัน แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ?

สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การนำของนาย สี จิ้น ผิง ผู้ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเกาหลีเหนือเพียงชาติเดียวมาตลอดก็ออกมาแสดงความยินดีกับการยุติความขัดแย้ง และการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีของทั้ง 2 ประเทศ ส่วนโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ซึ่งเป็นพันธมิตรกับเกาหลีใต้ก็ไม่พลาดที่จะออกมาแสดงความยินดีกับข้อตกลงนี้ด้วยเหมือนกัน ที่ผ่านมาทรัมป์บอกตลอดว่าอยากให้เกาหลีเหนือหยุดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพราะเกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์กว่า 60 ลูกพร้อมที่จะโจมตีสหรัฐฯ แต่ว่าในการประชุมรอบนี้ คิม จอง อึน ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องการหยุดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตามที่ทรัมป์อยากได้ แต่พี่ทุยว่ายังไงก็ตามแต่ หลังจากนี้ทรัมป์น่าจะเข้ามาคุยกับ คิม จอง อึน ถึงเรื่องของการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เร็วๆนี้ อันนี้พี่ทุยว่าน่าติดตามต่อมากเลยล่ะ

เรื่อง “เกาหลี” กระทบเรื่องการเงิน การลงทุน ยังไงบ้าง ?

การจับมือของ 2 ประเทศในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าดีใจ เป็นข่าวดีของคนทั้งโลกที่คาบสมุทรเกาหลีจะปลอดอาวุธนิวเคลียร์ เพราะถ้ามีการใช้อาวุธนิวเคลียร์จริงน่าจะทำให้เกิดผลลบในวงกว้างเลย แต่ถ้าเรามาดูตลาดหุ้นเกาหลี รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลกก็ไม่ได้ตอบรับกับข่าวดีนี้เท่าไหร่ แถมยังมีมุมมองว่า คิม จอง อึน ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่จะล้มเลิกพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือ ทำให้ยังมีความเสี่ยงกับประเทศอื่นๆในโลกอยู่ ยิ่งการพูดคุยโต้ตอบกันระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ ที่ชอบคุยกันเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ทำให้สร้างความกังวลกับคนทั้งโลกว่าจะเกิดสงครามหรือไม่ ถ้าเกาหลีเหนือเลิกผลิตอาวุธนิวเคลียร์จริงน่าจะช่วยลดความกดดันทางการทหารลง และช่วยเพิ่มความสงบ ที่สำคัญคือน่าจะเพิ่มความมั่นใจของนักลงทุนในการที่จะลงทุนในตลาดหุ้นหรือการทำธุรกิจได้เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นแรงผลักดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นได้

ส่วนเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างถนน และการสร้างทางรถไฟเพื่อข้ามพรมแดนระหว่าง 2 ประเทศเกาหลี ตามข้อตกลงรอบนี้ การลงทุนของสองรัฐบาลย่อมเป็นการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือที่เรียกกันว่า GDP ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทั้ง 2 ประเทศ แน่นอนว่าทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น สร้างรายได้ให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจก็ขยายตัว แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นแผนการพัฒนาประเทศภายใต้เศรษฐกิจแบบเก่า (Old Economy) คือ การลงทุนในอุตสาหกรรมหนัก เพราะตอนนี้การพัฒนาประเทศด้วยเศรษฐกิจแบบเก่ามันไม่ตอบโจทย์ความก้าวหน้าของโลกปัจจุบันแล้ว ทุกประเทศก็ต้องปรับตัวให้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจแบบใหม่ (New Economy) คือ การพัฒนาลงทุนทางด้านเทคโนโลยี และการสร้างแบรนด์

ทำให้ข้อตกลงร่วมกันรอบนี้ อาจจะไม่ถึงขนาดที่ว่าจะสร้างแรงผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากนัก พี่ทุยมองว่าเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาทางด้านการเมือง ซึ่งอนาคตอาจจะพัฒนาไปถึงการสร้างเศรษฐกิจร่วมกันก็เป็นไปได้เหมือนกันนะ

ข้อมูลอ้างอิง:

อัพเดทบทความใหม่ล่าสุดทาง LINE ทุกวัน
Add Friend ที่ LINE ID @moneybuffalo

Spread the love
Sign up for your information
Newsletter*
Text:*