ไทยมีโอกาสเกิดวิกฤตแบบเวเนซุเอลาหรือไม่ ?

ไทยมีโอกาสเกิดวิกฤตแบบเวเนซุเอลาหรือไม่ ?

5 min read  

ฉบับย่อ

  • ปี 2014 มี เวเนซุเอลามี GDP เท่ากับ 409.562 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่าประเทศไทยทั้งที่มีประชากรน้อยกว่า นั่นหมายความว่า คนในประเทศเวเนซุเอลาจะมีรายได้มากกว่าคนไทยเราโดยเฉลี่ยประมาณ 2-3 เท่า ซึ่งเบื้องหลังความร่ำรวยนั้น คือ “แหล่งน้ำมัน”
  • เศรษฐกิจของประเทศเวเนซุเอลาพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว หรืออาจเรียกได้ว่าไม่มีตัวรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
  • ภาวะเงินเฟ้อแบบ Hyperinflation เกิดจาก “ค่าเงินเสื่อมค่า” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการพิมพ์เงินแบบไม่สนใจอะไรเลย
  • อีกปัจจัยที่สำคัญที่เป็นตัวจุดชนวนของเวเนซุเอลา คือ วินัยทางการคลังที่ไม่ดีและเริ่มพิมพ์เงินเพิ่มอย่างไม่มีขอบเขต สำหรับไทยพบว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2018 รัฐบาลสามารถเก็บรายได้ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ขณะที่มีรายจ่ายกว่า 2 ล้านล้านบาท
  • การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดเคยมีการเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว ในช่วงปี 2012 มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 215 บาทต่อวันเป็น 300 บาทต่อวัน

พี่ทุยว่าช่วงนี้คงไม่มีข่าวเศรษฐกิจข่าวไหนน่าสนใจเท่ากับประเด็น “วิกฤตเวเนซุเอลา” แล้วล่ะ ปัญหาที่เวเนซุเอลาเจอเราเรียกกันว่า Hyperinflation หรือภาวะเงินเฟ้อสูงแบบผิดปกติ ที่ว่าเกินกว่าปกตินั้นไม่ใช่แค่ข้าวจานนึงราคาขึ้น 10-20 บาท แต่เพิ่มอย่างมหาศาลจากปกติราคาข้าวจานละ 100 บาท เวลาผ่านไป 1 ปี ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 2,700,000 บาท (ข้อมูลเงินเฟ้อเดือนมกราคาม 2019) เลยเป็นภาพที่เราเห็นว่าเงินเกลื่อนพื้นบ้านเมือง แบกกระสอบเงินไปซื้อไข่ไก่ที่แชร์กันจนชินตา ซึ่งเหตุผลหลักหรือจุดเริ่มต้นของความพังพินาศอันนี้เริ่มต้นมาจากสิ่งที่เรียกว่าการทำนโยบายแบบ “ประชานิยม” ง่ายๆก็คือรัฐบาลแจกเงินให้ใช้เพื่อแลกกับฐานเสียงนั่นแหละ

ไทยมีโอกาสเกิดวิกฤตแบบเวเนซุเอลาหรือไม่ ?

ก่อนอื่นเรามาดูทำความเข้าใจสถานการณ์ของเวเนซุเอลากันก่อน

พอได้ยินคำว่าประชานิยมหลายๆคนก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา เพราะประเทศไทยเราก็อยู่คู่กับนโยบายแนวนี้มาโดยตลอด

ถ้าเราจะตอบคำถามนี้ ก่อนอื่นเลยพี่ทุยว่าเราต้องย้อนกลับไปที่ต้นตอของปัญหาจริงๆก่อน ถ้าเราย้อนกลับไปในปี 2014 มี เวเนซุเอลามี GDP เท่ากับ 409.562 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่าประเทศไทยทั้งที่มีประชากรน้อยกว่า นั่นหมายความว่าหากคิดเป็นรายได้ต่อหัวแล้ว คนในประเทศเวเนซุเอลาจะมีรายได้มากกว่าคนไทยเราโดยเฉลี่ยประมาณ 2-3 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งเบื้องหลังความร่ำรวยนั้นคือ “แหล่งน้ำมัน”

เมื่อก่อนเวเนซุเอลาทำการเกษตรเป็นหลักเหมือนบ้านเราเนี้ยแหละ แต่อยู่ดีๆก็ไปพบบ่อน้ำมันใหญ่ชนิดที่เรียกว่าใช้ได้หลายร้อยปี โชคดียิ่งกว่าถูกล็อตเตอร์รี่ 8 ครั้งซ้อนอีก (ฮ่า) บ่อใหญ่ไม่ใหญ่ก็คิดดูว่า กว่า 90% ของ GDP ประเทศเวเนซุเอลามาจากน้ำมัน แล้วในปี 2016 พบว่าเกินกว่า 95% ของการส่งออกสินค้าของประเทศเวเนซุเอลา คือ น้ำมัน จึงอาจกล่าวได้ว่าประเทศเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันเป็นอย่างมาก

พอน้ำมันเป็นที่ต้องการในตลาดโลกและสร้างรายได้อย่างมหาศาล รัฐบาลเห็นแบบนั้นก็เลยควบคุมการผลิตน้ำมันของประเทศ ยึดมาผลิตและบริหารเองซะเลย โดยแนวความคิดนี้ถูกดำเนินการในสมัยของประธานาธิบดี คาร์ลอส เปเรซในช่วงปี 1976

ไทยมีโอกาสเกิดวิกฤตแบบเวเนซุเอลาหรือไม่ ?

แต่รัฐบาลที่มีรายรับมากมายได้เริ่มปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งการล่มสลายไว้ โดยการออกนโยบายต่างๆที่เน้นด้านการแจกจ่ายเงินมาสนับสนุนด้านการใช้จ่าย หรือจะเรียกอย่างง่ายๆว่าโปรยเงินให้ก็คงไม่ผิดอะไร แน่นอนว่านโยบายประชานิยมเหล่านี้ย่อมได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการจำนวนมากมองว่านโยบายเหล่านี้ไม่ได้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือไม่ได้ทำให้ประชาชนในประเทศพัฒนา นับเป็นนโยบายสายตาสั้นที่มองแค่ผลประโยชน์ในช่วงสั้นๆเพื่อการกอบโกยคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว ซึ่งประชาชนก็โอเคแน่นอน เพราะอยู่เฉยๆก็มีเงินใช้ เหมือนเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันไป

จากนั้นประชาชนที่ถูกมอมเมาด้วยนโยบายประชานิยมมาอย่างต่อเนื่องเริ่มที่จะเสพติดเสียเอง การพัฒนาต่างๆของประเทศเวเนซุเอลาเริ่มหยุดนิ่ง แต่ประชาชนกลับไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนแต่อย่างใดเนื่องจากมีรัฐบาลคอยเลี้ยง นับวันปัญหาดูเหมือนจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก โดยเฉพาะยุคของประธานาธิบดี ฮูโก ชาเบซ ที่ออกนโยบายเพิ่มเติม อย่างการอุดหนุนราคาสินค้าโดยให้ขายสินค้าในราคาที่ถูกยิ่งกว่าต้นทุนเสียอีก ทำให้บริษัทเอกชนหลายแห่งทยอยปิดตัวลงเพราะไม่สามารถที่จะแข่งขันได้ นับวันก็จำเป็นที่จะต้องนำเข้าสินค้าต่างๆจากต่างประเทศ

ไทยมีโอกาสเกิดวิกฤตแบบเวเนซุเอลาหรือไม่ ?

ฮูโก ชาเบซ – อดีตประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา

อีกปัญหาที่เริ่มเด่นชัดขึ้นจากการนำเข้าสินค้าจำนวนมาก คือ การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแบบ 2 อัตราเพื่อรักษาราคาสินค้า แม้แนวความคิดจะดูดีมีหลักการ แต่การปฏิบัติจริงนั้นกลับพบปัญหาคอรัปชั่นที่รุนแรงมาก เนื่องจากบุคคลที่มีเส้นสายสามารถแลกเงินได้ในราคาที่ถูกกว่าจึงมีการทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน

มาถึงตรงนี้หลายๆคนคงเริ่มที่จะทราบแล้วว่ากุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศเวเนซุเอลาพบกับหายนะ ก็คือ “ราคาน้ำมัน” นั่นเอง จากวิกฤติราคาน้ำมันที่ผ่านทำให้รัฐบาลที่เคยมีเงินมากมายก็เริ่มไม่พอกินพอใช้ จนหลังรัฐบาลแทบไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานตัวเองด้วยซ้ำไป หลักการแบบพื้นฐานเมื่อเราไม่มีเงิน เราก็พิมพ์เงินออกมาใช้เองซะเลย !!

สิ่งที่รัฐบาลทำคือการพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อมาใช้หนี้และจ้างลูกจ้างต่อ ซึ่งจริงๆต้องบอกว่าภาวะเงินเฟ้อแบบ Hyperinflation นั้นเกิดจาก “ค่าเงินเสื่อมค่า” จากการพิมพ์เงินแบบไม่สนใจอะไรเลย อันนี้เป็นจุดเริ่มต้น แล้วถ้าเรายังจำกันได้จะเห็นว่าบริษัทเอกชนหลายแห่งได้ทยอยปิดไป นั่นหมายความว่า สินค้าที่ผลิตได้ก็มีน้อยตามลงไปด้วย เมื่อสินค้ามีน้อย แต่เงินถูกพิมพ์ออกมาเรื่อยๆเลยทำให้ราคาสินค้าก็ยิ่งสูง หนำซ้ำยังเกิดตลาดมืดขึ้นอีกด้วย

ปัญหาของประเทศเวเนซุเอลายังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เนื่องจากนานาประเทศต่างคว่ำบาตรทางการค้า และตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับเวเนซุเอลา เพื่อที่จะกดดันให้ผู้นำประเทศอย่างประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร คืนอำนาจประชาธิปไตยแก่รัฐสภา โดยระบุว่า การเลือกตั้งในสมัยที่ 2 ของนายมาดูโร นั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เพราะยึดอำนาจเบ็ดเสร็จจากรัฐสภาโดยไม่ให้อำนาจคัดค้านผู้นำประเทศ เรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดหนักเข้าไปอีก

ไทยเรามีนโยบายประชานิยมแบบเดียว ปลายทางเราจะเป็นแบบเวเนซุเอลาหรือไม่ ?

เห็นประเทศไทยเราใช้นโยบายประชานิยมกันรัวๆแบบนี้ แล้วแถมหาเสียงเลือกตั้งคราวนี้แต่ละพรรคส่วนใหญ่เน้นนโยบายใช้เงินกันเยอะซะด้วย แน่นอนว่าหลายคนก็กลัวว่าประเทศเราจะเป็นแบบเวเนซุเอลา

พี่ทุยตอบได้เลยว่าประเทศไทยยังห่างไกลจากประเด็นนี้ และยากที่จะไปถึงจุดนั้นอย่างมาก

ประเด็นแรกเลย ถ้าเราย้อนกลับไปในประเทศที่มีปัญหาหนักเรื่อง Hyperinflaion นั้นเกือบทั้งหมดเป็นประเทศที่ส่งออก “น้ำมัน” ทั้งนั้น พอราคาน้ำมันตกก็ทำให้รายรับของรัฐหาย แต่อย่าลืมว่าประเทศเหล่านี้ต้องนำเข้าสินค้าเป็นจำนวนมาก แค่การอุปโภคบริโภคอย่างเดียวก็ไม่พอแล้ว จะปล่อยให้ประชาชนอดตายมันก็ไม่ได้ ดังนั้นก็เลยต้องพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อแก้ปัญหา แต่ประเทศไทยเราไม่ได้เป็นแบบนั้น

กลับมองประเทศไทยที่เป็นประเทศที่เรียกว่าเน้นใช้แรงงานเป็นหลัก (Labor Intensive) ไทยเรานับเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถรองรับการโยกย้ายแรงงานได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลกเลยทีเดียว ในปี 2018 พบว่า GDP ของประเทศไทยมีสัดส่วนจากภาคอุตสาหกรรมมากกว่า 30% และสัดส่วนจากภาคบริการอีกมากกว่า 50% แม้ภาคเกษตรที่มีสัดส่วนต่อ GDP น้อย แต่ภาคเกษตรเป็นภาคที่รองรับแรงงานได้มากที่สุด

ไทยมีโอกาสเกิดวิกฤตแบบเวเนซุเอลาหรือไม่ ?

ถ้าเรามองย้อนกลับไปช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจมีแรงงานจำนวนมากตกงานจากพิษเศรษฐกิจแต่ก็สามารถโยกย้ายกลับไปยังภาคเกษตรกรรมได้ จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่าประเทศไทยมีการกระจายตัวของภาคการผลิตที่หลากหลายกว่าเวเนซุเอลามากนัก เรามีเบาะรองรับทางเศรษฐกิจที่ดีพอสมควรในภาคแรงงาน ถ้าให้เปรียบเทียบกับการลงทุนก็คือ เวเนซุเอลาลงทุนในหุ้นตัวเดียว แต่ประเทศไทยลงทุนหุ้นหลายตัวมีการกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี

เราต้องยอมรับว่าประเทศไหนก็ตามที่ใช้ระบอบประชาธิปไตย “นโยบายประชานิยม” ก็เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ชนะการเลือกตั้งนั่นแหละ ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยก็มีนโยบายประชานิยมมาอย่างต่อเนื่องดังเช่นหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม เรายังคงมีความโชคดีอยู่บ้างที่รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญไว้ เช่น โครงการสนามบิน โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง โครงการทางหลวงต่างๆ รวมถึงประเทศไทยยังคงเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาโดยจะพบว่างบของกระทรวงศึกษาธิการจะค่อนข้างสูงมาโดยตลอด (แต่ใช้ยังไงพี่ทุยคงไม่พูดถึงในบทความนี้ละกัน)

ไทยมีโอกาสเกิดวิกฤตแบบเวเนซุเอลาหรือไม่ ?

ไทยมีโอกาสเกิดวิกฤตแบบเวเนซุเอลาหรือไม่ ?

แต่เมื่อเทียบกับเวเนซุเอลาที่รัฐบาลเค้าไม่ได้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือการพัฒนาบุคลากรภายในประเทศเลย เมื่อใดก็ตามที่นโยบายต่างๆเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ เน้นที่ผลประโยชน์ระยะสั้นแต่ขาดการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต และเมื่อนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้หายไป เมื่อนั้นก็นับได้ว่าระเบิดเวลาได้ถูกจุดขึ้นมาเสียแล้ว ซึ่งเวเนซุลาทำแบบนี้เลยทำให้มีปัญหา ณ ตอนนี้

อีกปัจจัยที่สำคัญที่เป็นตัวจุดชนวนของเวเนซุเอลา คือ วินัยทางการคลังที่ไม่ดีและเริ่มพิมพ์เงินเพิ่มอย่างไม่มีขอบเขต สำหรับไทยพบว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2018 รัฐบาลสามารถเก็บรายได้ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ขณะที่มีรายจ่ายกว่า 2 ล้านล้านบาท หลังจากการหักลบกลบหนี้กู้ยืมโดยที่ไม่ได้เกินขอบเขตจะพบว่ายังคงมีเงินคงคลังมากกว่า สามแสนล้านบาท ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ออกมาแถลงว่าเป็นระดับฐานะการคลังที่ค่อนข้างเข้มแข็ง ประเด็นเรื่องเงินคลังตรงนี้ก็เลยยังไม่น่าเป็นห่วง

ในปัจจุบันผู้คนเริ่มพูดถึงนโยบายประชานิยมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่อาจเป็นตัวกระตุ้นเงินเฟ้อแบบเวเนซุเอลา จริงๆแล้วการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดเคยมีการเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว ในช่วงปี 2012 มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 215 บาทต่อวันเป็น 300 บาทต่อวัน จากข้อมูลพบว่าในช่วงปีดังกล่าว อัตราเงินเฟ้อทั้งทั่วไปและพื้นฐานก็มิได้สูงขึ้นเกินกว่าขอบเขตที่ควรจะเป็น แต่ยังคงพบการส่งผ่านต้นทุนมายังผู้บริโภคบ้าง จึงคาดว่าหากมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกครั้งน่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นบ้างแต่คงไม่ไปถึงระดับเกินกว่าปกติ

ในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่จะถึงเราจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหลังจากที่ไม่ได้มีการเลือกตั้งมานานทำให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงมีเส้นทางของประชาธิปไตยอยู่จึงไม่น่าที่จะถูกคว่ำบาตรทางการค้าจากนานาประเทศแบบเวเนซุเอลาได้ แต่ถ้าเรามองในแง่ร้าย ต่างชาติมองว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใส แล้วเกิดซวยโดนคว่ำบาตรขึ้นมาไม่ติดต่อการค้าด้วย แน่นอนว่าเศรษฐกิจบ้านเราก็จะตกต่ำ แต่ด้วยประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรมก็ยังไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าปัจจัยสี่ที่สำคัญๆแบบเวเนซุเอลา ปัญหาก็จะไม่หนักหน่วงเท่ากับเวเนซุเอลาหรือประเทศอื่นๆที่ไม่สามารถผลิตสินค้าสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภคเองได้

“วิกฤตเวเนซุเอลา” เกิดจากต้นตอหลายๆปัญหาที่มาผูกกันและใช้เวลาค่อนข้างยาวนานในการฟูมฟักปัญหา แต่เมื่อปัญหาปะทุขึ้นมาแล้วย่อมยากที่จะหยุดยั้งและแก้ไข หากเทียบกับไทยจะเห็นว่าเริ่มมีสัญญาณบางอย่างที่คล้ายกับเวเนซุเอลาในช่วงแรก เช่น นโยบายประชานิยมที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรายจ่ายที่มากกว่ารายรับของภาครัฐ ดังนั้นจากบทเรียนของเวเนซุเอลา พี่ทุยว่าประเทศเราไทยเองคงต้องเริ่มหันมาพิจารณานโยบายต่างๆให้ละเอียดรอบคอบและมองในระยะยาวให้มากขึ้น รวมถึงต้องสร้างเบาะรองรับทางเศรษฐกิจให้มากขึ้นกว่าเดิม เช่น การพัฒนาภาคเกษตรให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้มากกว่าเดิม เป็นต้น

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: