การแทรกแซงค่าเงินจะทำให้ไทยโดนแบนหรือไม่ ?

การแทรกแซงค่าเงินจะทำให้ไทยโดนแบนหรือไม่ ?

5 min read  

ฉบับย่อ

  • ช่วงที่ผ่านมาแบงก์ชาติมีการแทรกแซงค่าเงิน อย่างต่อเนื่องเพื่อลดความผันผวนจากเงินไหลเข้าอย่างมหาศาล จะเห็นได้จากเงินดอลลาร์ที่เป็นทุนสำรองที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • จากการแทรกแซงอย่างต่อเนื่องที่ถือว่าเป็นการบิดเบือนตลาดรูปแบบหนึ่ง ทำให้ประเทศไทย ณ ตอนนี้ ต้องระวังการถูกขึ้นจับตามองอย่างใกล้ชิดในฐานะผู้แทรกแซงค่าเงิน (Currency Manipulator)

ในช่วงก่อนหน้านี้เป็นที่รู้กันดีว่าค่าเงินบาทเราแข็งขึ้นมาก ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน เลยทำให้หลายคนก็ออกมาเรียกร้องให้แบงก์ชาติดูแลค่าเงินบาท ซึ่งหลายคนก็อาจจะมีสงสัยกันบ้างว่าแบงก์ชาติทำอะไรอยู่ ทำไมถึงปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งขนาดนี้ แบงก์ชาติดูแลค่าเงินบ้างมั้ย

จากการแถลงข่าวของแบงก์ชาติเรื่องของการดูแลค่าเงินบาท เป็นในลักษณะที่พี่ทุยคาดการณ์ไว้ คือสถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้ง่ายในเรื่องที่จะทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนได้ในทันที เพราะต้องบอกว่ายังมีอีกประเด็นที่เป็นปัจจัยเชิงลึก เช่น เรื่องของการถูกแบนจากการเป็น Currency Manipulator (การเป็นผู้แทรกแซงค่าเงิน) ที่เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังกัน

แล้วตอนนี้แบงก์ชาติเค้ากำลังทำอะไรอยู่ โอกาสที่ประเทศไทยจะถูกแบนจากสหรัฐฯมีมากน้อยแค่ไหน บทความนี้พี่ทุยจะมาเล่าให้เข้าใจอย่างละเอียด ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันคืออะไรกันแน่..

แบงก์ชาติได้เข้าไปดูแลค่าเงินบาทหรือยัง ?

เริ่มที่ประเด็นแรกสุดกับคำถามที่ว่าที่ผ่านมาแบงก์ชาติได้เข้าไปดูแลค่าเงินบาทหรือยัง พี่ทุยขออธิบายเบื้องต้นแบบง่าย ๆ  อย่างนี้ว่า ค่าเงินก็เปรียบเสมือนราคาของเงินนั่นเอง เวลาที่คนต้องการถือมันเยอะ ๆ ก็เหมือนมี Demand เพิ่มขึ้น ราคาก็จะแพงขึ้น แพงขึ้นก็เท่ากับค่าเงินแข็งขึ้น ดังนั้น หากเทียบกันระหว่างค่าเงินบาท (THB) กับ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) จะมีทิศทางที่ตรงข้ามกัน ในตอนที่ THB แข็งค่าขึ้นก็เท่ากับว่า USD อ่อนค่าลง และในทางกลับกัน USD แข็ง THB ก็อ่อนค่า

สหรัฐฯจับตามองไทย เพราะแบงก์ชาติแทรกแซงค่าเงิน

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

ดังนั้นในช่วงที่ผ่านเมื่อเงินบาท (THB) แข็งค่ามาก ๆ การจะทำให้อ่อนค่าลงก็ทำได้ง่าย ๆ โดยการทำให้ USD แข็งค่า ซึ่งก็ตามที่พี่ทุยบอกไปเลยอยากทำให้แข็งขึ้นก็ไปเพิ่ม Demand เพิ่มการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) แล้วลดการถือเงินบาท (THB) นั่นเอง แบงก์ชาติก็จะทำการสร้าง Demand เทียมขึ้นมา โดยการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เพิ่มขึ้น ซึ่งเงินที่ซื้อไปนี้จะเข้าไปอยู่ในกองทุนสำรองระหว่างประเทศ ดังนั้น เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ที่ซื้อมามันก็จะไปเพิ่มกองทุนสำรองฯ นั่นเอง

ซึ่งจากกราฟ จะสังเกตเห็นว่าตั้งแต่หลังสงกรานต์เป็นต้นมา กองทุนสำรองของเราเพิ่มขึ้นมากจริง ๆ แต่ค่าเงินบาทก็ยังแข็งไม่หยุด จึงอาจบอกได้ว่า แบงก์ชาติได้เข้าไปดูแลในบางช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว แต่ก็ไม่อาจต้านการเข้ามาของเงินทุนระยะสั้นตามที่พี่ทุยได้เคยอธิบายไปอยู่ดี ก็เลยทำให้ค่าเงินบาทยังคงแข็งขึ้นอยู่ บอกได้เลยว่าถ้าแบงก์ชาติไม่เข้าไปแทรกแซงช่วงที่ผ่านมา เราจะค่าเงินบาทแข็งและเร็วกว่านี้แน่นอน (อ่านบทความ ทำไมค่าเงินบาทแข็งขึ้นเป็นประวัติการณ์ คลิกที่นี่)

ทีนี้ความยากของการดูแลค่าเงิน ไม่ใช่ว่าแบงก์ชาติมีเงินไม่พอที่จะซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) แต่จริง ๆ แล้ว หากว่ากันตามหลักการ ธนาคารกลางของประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าเงิน มีหน้าที่เพียงดูแลไม่ให้ผันผวนเกินไป หรือเรียกว่าเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ไปบิดเบือนราคามากจนเกินไป ซึ่งการแข็งค่าในครั้งนี้ ทางแบงก์ชาติไทยเราได้บอกว่า เกิดจากการเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งแบงก์ชาติไม่ชอบเพราะเป็นการเก็งกำไรค่าเงิน ดังนั้น แบงก์ชาติเลยเข้าแทรกแซงในครั้งนี้ แต่ก็ยังต้องระวังประเด็นที่สำคัญอย่างหนึ่งนั่นก็คือการเป็นผู้แทรกแซงค่าเงิน (Currency Manipulator) นั่นเอง

แบงก์ชาติกล่าวว่า

“เพิ่มความเข้มงวดในการติดตามธุรกรรมที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้นเพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่แบงก์ชาติไม่พึงประสงค์”

ต้องบอกว่าการเข้าไป “แทรกแซงค่าเงิน” ทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง เป็นการบิดเบือนตลาดอย่างหนึ่งและเป็นการเอื้อให้ประเทศนั้น ๆ ได้ประโยชน์ในการส่งออกหรือได้เงินมากขึ้นเวลาที่แปลงเงินกลับมา ซึ่งสหรัฐ ฯ เขามองว่าการทำแบบนี้มันเป็นการเอาเปรียบสหรัฐ ฯ แล้วยิ่งในยุคสมัยของโดนัล ทรัมป์ ที่มีนโยบายว่า Make America Great Again ทำให้ใครจะมาเอาเปรียบสหรัฐฯ ไม่ได้

ดังนั้น เรื่องการกำหนดค่าเงินจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งหากใครที่เข้าข่ายการเป็นผู้แทรกแซงค่าเงิน (Currency Manipulator) แล้ว แน่นอนว่า โดนัล ทรัมป์ ก็จะทำมาตรการภาษี มาตรการกีดกันทางการค้าหลายรูปแบบ เปรียบเหมือนการแก้แค้น เอาคืน อย่างเช่น จีนที่โดนขึ้นภาษี แน่นอนว่าในโลกที่การค้าไร้พรมแดนเช่นนี้คงไม่มีใครอยากถูกกีดกั้นการค้าระดับนานาชาติ ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ระวังการดูแลค่าเงินกับการที่จะถูกกีดกั้นทางการค้าจากสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ตัดสินใจอย่างไรว่าใครเป็นผู้แทรกแซงค่าเงิน (Currency Manipulator)

คำถามสำคัญจึงมาตกที่ว่า แล้วสหรัฐฯ ตัดสินใจอย่างไรว่าใครเป็นหรือไม่เป็นผู้แทรกแซงค่าเงิน ซึ่งทางกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ (United States Department of the Treasury) ก็ได้มีกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างชัดเจน ว่าเขาก็จะดูประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญโดยดูจากมูลค่าการส่งออกและนำเข้ากับสหรัฐฯ ต้องมากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (USD) ต่อปี แน่นอนว่ามีไทยด้วย แล้วหลังจากนั้นจะว่ากันด้วย 3 ข้อใหญ่ ดังนี้

1. เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (USD)

ในรอบปี 1 ที่ผ่านมา ไทยเราก็นับว่าเข้าเกณฑ์แล้ว พี่ทุยมองว่าช่างเป็นเกณฑ์ที่เอาแต่ใจมากทีเดียว หลายคนคงสงสัยว่าทำไมแค่เกินดุลถึงเข้าเกณฑ์ได้ ซึ่งทางสหรัฐฯ เขามองว่าการจะเกินดุลได้เยอะ ๆ แสดงว่าสหรัฐฯ ต้องนำเข้ามาก ๆ การที่สหรัฐ ฯ นำเข้ามากต้องเกิดจากค่าเงินของประเทศนั้นอ่อนมากแน่ ๆ เลย ซึ่งพี่ทุยมองว่าเขาจะคิดแบบนี้ก็ไม่ผิดนะ แต่ไม่ใช่ว่าจะใช้เกณฑ์ข้อนี้ข้อเดียวมาตัดสินได้ ดังนั้น จึงต้องดูข้ออื่นประกอบกันด้วย ซึ่งประเทศไทยยังไม่เข้าเกณฑ์ในข้อนี้

2. เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 2 % ของ GDP

พี่ทุยขออธิบายแบบง่าย ๆ ว่าดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ประกอบด้วยตัวหลัก ๆ ได้แก่ ดุลการค้าและดุลบริการ ดุลการค้า คือ ยอดส่งออกสินค้าหักด้วยนำเข้าสินค้านั่นแหละ ส่วนดุลบริการ ก็ตามชื่อเลย คือ ดูการส่งออกและนำเข้าอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สินค้า

ตัวอย่างเช่น การท่องเที่ยว เวลาที่ฝรั่งมาเที่ยวบ้านเราและมาใช้บริการในบ้านเรา ก็เปรียบเสมือนการที่เราส่งออกบริการเราออกไป โดยสรุปแล้วดุลบัญชีเดินสะพัดก็จะเป็นการดูว่าการส่งออกในทุกรูปแบบหักกับการนำเข้าเป็นอย่างไร หากเกินดุลก็แปลว่าเราส่งออกได้มากกว่า ซึ่งมันหมายถึงเงินที่ไหลเข้ามาในประเทศมากกว่าไหลเงินออก ดังนั้นในกฎเกณฑ์ข้อนี้ก็จะคล้ายกับข้อแรกที่ว่า สุดท้ายแล้วเงินไหลออกจากประเทศมากกว่าไหลเข้าหรือไม่ ซึ่งไม่ได้เทียบกับสหรัฐฯ ประเทศเดียวเหมือนข้อแรก แต่เทียบกับทุกประเทศที่เราไปทำธุรกรรมด้วยและไม่ได้ดูแค่สินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริการด้วย ซึ่งแน่นอนว่าข้อนี้ ประเทศไทยไม่รอด เนื่องจากไทยมีต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศเราเยอะมาก ๆ

3. สะสมทุนสำรองระหว่างประเทศมากกว่า 2 % ต่อ GDP หรือสะสมเพิ่มขึ้นติดต่อกันตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปในรอบ 1 ปี

ข้อนี้ก็ตามที่พี่ทุยได้อธิบายไปด้านบนเลย ถ้ากองทุนสำรองฯ เพิ่มแบบต่อเนื่อง เราก็พอจะคาดเดาได้คร่าว ๆ แหละว่า มีการแทรกแซงค่าเงินแน่นอน จากกราฟที่พี่ทุยเอามาให้ดูจะเห็นได้ว่า ไทยเรามีการเพิ่มขึ้นของทุนสำรองระหว่างประเทศติดต่อกัน 6 เดือนขึ้นไป ทำให้ข้อนี้ไทยเราก็ไม่รอดอีกเช่นกัน

จากเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ทางสหรัฐฯก็จะพิจารณาประกอบกัน ไม่ใช่ดูเพียงข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้น ซึ่งประเทศที่เข้าข่ายก็จะถูกขึ้นเป็นประเทศที่ถูกจับตามอง (Watch Lists) ซึ่งตอนนี้เกณฑ์จะเข้มขึ้นในบางข้อ เลยทำให้มีประเทศที่เข้าข่ายทั้งหมด 21 ประเทศ (จากเดิมที่มีเพียง 12 ประเทศ)

อย่างไรก็ตาม ไทยเราเกินเพียงบางข้อเท่านั้น เลยยังไม่ได้โดนขึ้นเป็นประเทศที่ถูกจับตามอง (Watch Lists) แต่พี่ทุยก็คิดว่ายังวางใจมากไม่ได้หรอก ทางแบงก์ชาติเองคงมีงานให้ทำอีกเยอะเลยเพื่อที่จะแทรกแซงเฉพาะเมื่อถึงคราวที่จำเป็น แต่ไม่ให้เข้าเกณฑ์ใกล้เคียงกับการถูกแบนจากสหรัฐฯ

โดยสรุปแล้ว แบงก์ชาติได้มีการดูแลค่าเงินเรียบร้อยแล้ว โดยดูจากกองทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นสูง แต่ค่าเงินบาทก็ยังแข็งขึ้นอยู่จากเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินของต่างชาติ

แต่ยังไงก็ตาม การ “แทรกแซงค่าเงิน” ไม่ได้ทำได้โดยไร้ขอบเขต เพราะหากทำมาก ๆ ก็จะเจอสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเป็นผู้แทรกแซงค่าเงิน (Currency Manipulator) ได้ ซึ่งในตอนนี้ไทยเราก็มีการแทรกแซงในแบบที่ไม่ได้เกรงกลัวสหรัฐฯ ขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้ทำมากจนเกินขอบเขต ทำให้ยังไม่ได้เข้าข่ายที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ แต่ก็ต้องบอกว่าเกือบ ๆ แล้วเหมือนกัน

พี่ทุยมองว่ามันเป็นความท้าทายของแบงก์ชาติมาก ๆ เลยที่ต้องชั่งน้ำหนักมาตรการต่าง ๆ ให้ดี เพราะพี่ทุยกล้ายืนยันได้อย่างหนึ่งว่า หากเจอสหรัฐฯแบนหรือตั้งกำแพงภาษีแล้ว ไม่ใช่เรื่องสนุกอย่างแน่นอน..

ถ้าใครสนใจเรื่องเศรษฐกิจเพิ่มเติม พี่ทุยแนะนำให้ฟัง Podcast EP 7 ทำไมสหรัฐฯถึงพิมพ์เงินออกมาเท่าไหร่ก็ได้ ? คลิก


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: