รายละเอียดมาตรการ "ชิม ช้อป ใช้ เฟส 2"

รายละเอียดมาตรการ “ชิม ช้อป ใช้ เฟส 2”

3 min read  

ฉบับย่อ

  • “ชิม ช้อป ใช้ เฟส 2” อนุมัติแล้ว จะเริ่มเปิดลงทะเบียนวันที่ 24 ตุลาคม 2562 
  • “ชิม ช้อป ใช้ เฟส 2” เปิดรับ 3 ล้านสิทธิ โดยจะแจก 1,000 บาทและ กระเป๋าที่ 2 เงินคืน 15% วงเงินสูงสุด 30,000 บาทเหมือนเดิม 
  • คนที่รับสิทธิเฟสแรกไปแล้ว หากใช้กระเป๋าที่ 2 เกิน 30,000 จนถึง 50,000 บาท จะได้รับเงินคืนเพิ่มอีกในอัตรา 20%
  • “ชิม ช้อป ใช้” เฟสแรก จากสิทธิ 10 ล้านคน มีผู้ใช้งาน 8.51 ล้านคน รวมเป็นเงิน 8,262 ล้านบาท
  • เป้าหมายของ “ชิม ช้อป ใช้ เฟส 2” นั้นเพื่อความต่อเนื่องของกระแสและโครงการ โดยจะโฟกัสไปที่การกระตุ้นกระเป๋าเงินที่ 2 ที่ยังมีคนใช้น้อย
  • กระเป๋าเงินช่องที่ 2 ในมุมมองของเศรษฐกิจมีต้นทุนที่ถูกกว่า เพราะใช้เงินของรัฐน้อยกว่าแต่ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้นเกือบ 7 เท่า

จากกระแสตอบรับที่ล้นหลาม โครงการ ชิม ช้อป ใช้ จึงถูกเสนอคณะรัฐมนตรีให้จัดเฟส 2 โดยจะเริ่มให้ลงทะเบียนในวันที่ 24 ต.ค. 2562 นี้หากได้รับการอนุมัติ ในส่วนของ “ชิม ช้อป ใช้ เฟส 2” นี้ให้สิทธิลงทะเบียน 3 ล้านคน และเพื่อแก้ปัญหาการลงทะเบียนในตอนแรกนั้น จึงมีการปรับเปลี่ยนเวลาในการลงทะเบียนเป็นช่วงกลางวัน เพื่อให้ผู้ลงทะเบียนไม่ต้องอดหลับอดนอนมาลงทะเบียนตอนกลางคืนกัน

การลงทะเบียน “ชิม ช้อป ใช้ เฟส 2”

ส่วนการลงทะเบียนนั้นก็มีขั้นตอนเหมือนเดิม โดยสามารถลงทะเบียนผ่านช่องทาง www.ชิมช้อปใช้.com โดยคนที่ได้รับสิทธิจากเฟสแรกนั้นไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนซ้ำ จะได้รับสิทธิอัตโนมัติ แต่ต้องระวังอาจถูกตัดสิทธิการใช้งาน หากไม่ได้ใช้งานภายใน 14 วัน จากวันที่ลงทะเบียนในเฟสแรก

สิทธิของ “ชิม ช้อป ใช้ เฟส 2”

ในส่วนของ “ชิม ช้อป ใช้ เฟส 2” จะมีการแจกเงิน 1,000 บาทเหมือนแบบตอนแรก แต่จะแจกเพียง 3 ล้านสิทธิเท่านั้น และยังได้รับสิทธิการคืนเงิน โดยได้สิทธิคืนเงินเท่าเฟสแรก ได้ 15% ในวงเงิน 30,000 บาท

ส่วนคนที่ลงทะเบียนในเฟสแรก หรือ 10 ล้านคนแรกจะไม่สามารถลงทะเบียนได้ แต่จะได้รับสิทธิเพิ่มคือ หากใช้กระเป๋าเงินกระเป๋าที่ 2 เกิน สิทธิ 30,000 บาทแรกขึ้นไป จะได้คืน 20% สูงสุดได้คืนเพิ่ม 4,000 บาท เท่ากับว่าคนที่ลงทะเบียนในเฟสแรก จะได้ 2 สิทธิ คือ 30,000 บาทแรก ได้คืน 15% และหลังจากใช้เกิน 30,000 บาทจนถึง 50,000 บาท จะได้คืน 20%

ซึ่งคนที่ลงทะเบียนในเฟส 2 จะได้สิทธินี้ด้วยเช่นกัน คือหลังจากใช้เงินเกิน 30,000 บาทจนถึง 50,000 บาท จะได้คืนเพิ่มอีก 20% รวมแล้วจะได้เงินคืนจากกระเป๋าที่ 2 30,000 บาทแรกได้เงินคืน 4,500 บาท (15%) และ 30,000-50,000 บาท จะได้คืนอีก 6,000 บาท (20%)

ผลลัพธ์จาก “ชิม ช้อป ใช้ เฟส 1”

จากการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่าน G-Wallet หรือ Application “เป๋าตัง” จากสิทธิ 10 ล้านคน มีผู้ใช้งาน 8.51 ล้านคน รวมเป็นเงินทั้งหมด 8,282 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 27 กันยายน 2562 – 15 ตุลาคม 2562) โดยแบ่งเป็นเงินจากกระเป๋า 1 (วงเงินแจกฟรี 1,000 บาท) 8,169 ล้านบาท และกระเป๋าที่ 2 (เงินที่ผู้ใช้เติมเข้ามาเอง) 113 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่ากระแสตอบรับจากกระเป๋าเงินที่ 1 ได้รับผลลัพธ์ที่ดีมาก ด้วยเหตุที่เป็นเงินแจกฟรีด้วยทำให้คนส่วนใหญ่จะเริ่มใช้เงินส่วนนี้ให้หมดก่อน ถึงจะเริ่มนำเงินไปเติมเพื่อได้รับ Cashback 15% ในกระเป๋าที่ 2

เป้าหมาย “ชิม ช้อป ใช้ เฟส 2”

จากผลลัพธ์ของ “ชิม ช้อป ใช้ เฟส 1” ที่ได้รับผลตอบรับที่ดีและเพื่อความต่อเนื่องของโครงการและกระแส จึงได้เริ่ม ชิม ช้อป ใช้ เฟส 2 ทันที โดยใน ”เฟส 2” นี้จะโฟกัสไปที่การใช้เงินกระเป๋าที่ 2 หรือการใช้เงินของประชาชนเอง เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการต่าง ๆ ทั้งรายเล็กรายใหญ่ โดยไม่จำกัดจังหวัดที่ใช้งาน

สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้งานกระเป๋าเงินที่ 2 เป็นการใช้เงินของรัฐที่น้อยกว่ากระเป๋าที่ 1 แต่ได้รับผลลัพธ์ที่มากกว่า โดยในมุมมองของเศรษฐกิจนั้น รัฐจะใช้เงินในการอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพียง 15% ของเงินที่หมุนเวียนในระบบมากขึ้น หรืออีก 20% สำหรับส่วนที่เกิน 30,000 บาท

การแจกเงิน 1,000 บาท (กระเป๋าช่องที่ 1) เพิ่มอีก 3 ล้านคน รัฐต้องใช้เงิน 3 พันล้านบาทในการให้เงินหมุนเวียนเพิ่มอีก 3 พันล้านบาทในระบบเศรษฐกิจ แต่หากผู้ใช้งานหันมาสนใจใช้สิทธิในกระเป๋าเงินช่องที่ 2 อีก 3 ล้านคน ในกรณีที่ผู้ใช้สิทธิครบ 30,000 บาท ทั้ง 3 ล้านคน รัฐจะใช้เงิน 13,500 ล้านบาท แต่สร้างเงินหมุนเวียนในระบบได้สูงถึง 9 หมื่นล้านบาทเลย หรือเกือบ 7 เท่าของเงินที่รัฐลงทุนเลยทีเดียว

ก็ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าหลังจากที่คนใช้สิทธิกระเป๋าเงินที่ 1 ครบสิทธิแล้ว กระเป๋าเงินช่องที่ 2 จะได้รับความสนใจและประชาชนจะหันมาใช้สิทธิกันมากขึ้นหรือไม่


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: