ภูมิภาคไหนที่บริโภค "น้ำมัน" สูงที่สุดในโลก ?

ภูมิภาคไหนที่บริโภค “น้ำมัน” สูงที่สุดในโลก ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ภายในระยะเวลา 15 ปีมานี้ การบริโภคน้ำมันของทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 24% และเอเชียนับเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุด ที่ผลักดันให้ตัวเลขพุ่งสูงขึ้น
  • ผู้บริโภคอย่างเรา มักจะเห็นประโยชน์หลักของ “น้ำมัน” แค่เฉพาะไว้ใช้เป็นพลังงานให้รถ แต่แท้จริงแล้ว น้ำมันถูกใช้สำหรับการผลิตพลาสติก การสังเคราะห์วัตถุดิบบางชนิด และการสังเคราะห์สารเคมีบางอย่าง ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ ของใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์
  • ต้นทุนของกิจการในอุตสาหกรรมนี้ตกอยู่ที่ราว 45 USD ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันจะวิ่งอยู่ที่ราวๆ 67 USD ต่อบาร์เรล บริษัทน้ำมันรายใหญ่ทั่วโลกจึงทำกำไรมหาศาล
  • ด้วย “ดีมานต์” (Demand) กับ “ซัพพลาย” (Supply) ที่พอดีกัน (ความต้องการซื้อที่สูง เพราะน้ำมันจำเป็นมาก และความต้องการขายที่สูง เพราะทำกำไรได้มาก) ในช่วงชีวิตของเรา ตลาดสินค้าที่เรียกว่า”น้ำมัน” อาจจะแทบไม่หดเล็กลงเลยก็เป็นได้

มีตำนานเล่าไว้ว่า ครั้งแรกที่โลกได้รู้จักกับ “น้ำมัน” (ในบทความนี้พี่ทุยจะพูดถึง “น้ำมัน” แทนน้ำมันที่เราใช้เป็นพลังงานให้รถยนต์) คือเมื่อ 600 ปีก่อนคริสตกาล และมนุษย์ที่เป็นผู้ค้นพบคือ ชาวจีน ซึ่งขนส่งน้ำมันจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งด้วยกระบอกไม้ไผ่

มนุษย์เสาะแสวงหาแหล่งพลังงานเรื่อยมา เริ่มจากการใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการเผาไหม้ เปลี่ยนมาสู่ถ่านหิน (Coal) และในที่สุด หลายพันปีต่อมา น้ำมันก็กลายมาเป็นพลังงานหลักของโลก

จอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์ (John D. Rockefeller) ก่อตั้ง “แสตนดาร์ดออยล์” (Standard Oil) บริษัทโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกของโลกในปี 1865 จากนั้นเพียง 14 ปี แสตนดาร์ดออยล์ก็ควบคุมกำลังการผลิตน้ำมันกว่า 90% ของน้ำมันที่ถูกใช้ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงท่อส่ง และโครงสร้างพื้นฐานอีกมากมาย

เราอาจจะไม่คุ้นชื่อแสตนดาร์ดออยล์นัก แต่หากพูดถึง “เอ็กซอนโมบิล” (ExxonMobil) หนึ่งในสิบบริษัทที่มีรายได้สูงสุดของโลกตลอดกาล ทุกคนน่าจะรู้จักกันดี ซึ่งเอ็กซอนโมบิลถือเป็นบริษัทลูกหลาน ที่มีต้นกำเนิดโดยตรงมาจากแสตนดาร์ดออยล์ (เอ็กซอนโมบิล เกิดจากการควบรวมบริษัทระหว่าง “เอ็กซอน” ชื่อเดิมคือแสตนดาร์ดออยล์แห่งนิวเจอร์ซี กับ “โมบิล” ชื่อเดิมคือแสตนดาร์ดออยล์แห่งนิวยอร์ค)

นับจากวันที่แสตนดาร์ออยล์กลายเป็นอาณาจักรน้ำมันของสหรัฐฯ มาจนถึงวันนี้ โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ปัจจุบันเราเห็นการรณรงค์ให้รักโลก รักธรรมชาติ และทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลม

ถึงกระนั้น พลังงานทดแทนดังกล่าวก็ยังไม่สามารถเฉียดเข้าใกล้ระดับการบริโภคน้ำมันได้แม้แต่น้อย

99% ของยานพาหนะทั่วโลก ยังคงขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน และหากปราศจากน้ำมัน อุปกรณ์ไฟฟ้า 1 ใน 3 ของโลกจะหยุดทำงาน

มนุษย์บริโภคน้ำมันรวมกันทั่วโลกเกือบ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปริมาณดังกล่าว สามารถบรรจุลงเรือขนน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลกได้ 50 ลำ ซึ่ง 1 ลำมีขนาดกว้างเท่ากับสนามฟุตบอล 3 สนาม

ชาวตะวันตกนำพาโลกเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และสร้างให้น้ำมันกลายเป็นสินค้า (Commodity) ที่ทั่วโลกขาดไม่ได้

แต่ทุกวันนี้ บทบาทของพวกเขาในการบริโภคน้ำมันกลายเป็นรองเสียแล้ว

“เอเชีย” กลับกลายมาเป็นภูมิภาคที่ใช้น้ำมันมากที่สุดในโลก พี่ทุยจะพาทุกคนไปดูว่า สาเหตุมาจากอะไร

เอเชีย ภูมิภาคที่บริโภค "น้ำมัน" สูงสุด

เศรษฐกิจขยายตัวมาก ยิ่งต้องใช้ “น้ำมัน” มาก

ภายในระยะเวลา 15 ปีมานี้ การบริโภคน้ำมันของทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 24% และเอเชียนับเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุด ที่ผลักดันให้ตัวเลขพุ่งสูงขึ้น

ภูมิภาคเอเชีย เป็นที่จับตามองจากทั่วโลกถึงพลังในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และแน่นอน ผู้เล่นหลักในเอเชีย ที่ขยายความมั่งคั่งอย่างไม่สนใจประเทศอื่นๆเลย คือ “จีน”

หากนับประเทศจีนเพียงแห่งเดียว 15 ปีที่ผ่านมา การบริโภคน้ำมันของพวกเขาเพิ่มขึ้นจาก 5.8 ล้าน เป็น 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือกว่า 200%

การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีน ดูจะบดบังรัศมีของประเทศอื่นๆไปเสียจนหมด แต่ความจริงแล้ว อีกหนึ่งประเทศของเอเชียที่พัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ดี คือ “อินเดีย”

ในส่วนของการบริโภคน้ำมัน เดิมอินเดียเคยใช้น้ำมันอยู่ที่ 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ในปี 2017 พวกเขาใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นมาเป็น 4.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน จู่ๆก็พุ่งพรวดขึ้นมาเป็น 2 เท่าอย่างรวดเร็ว

ทำไมเศรษฐกิจขยายตัว ต้องใช้น้ำมันเพิ่มด้วยล่ะ ?

เหตุผลแรก เพราะมีการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น

การนำเข้า ส่งออก หรือแม้แต่การขนส่งภายในประเทศเองเพิ่มสูงขึ้น สินค้าจากแหล่งผลิตถูกขนไปสู่แหล่งที่มีการบริโภค และการขนส่งทุกรูปแบบล้วนต้องใช้น้ำมันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทางรถ เรือ เครื่องบิน หรือรถไฟ

เราจะสังเกตได้ว่า ภาพการจราจรที่พลุกพล่าน มักเป็นภาพที่มาคู่กันกับเมืองที่มีความเจริญ และเป็นศูนย์กลางทางการค้า

เหตุผลที่สอง เพราะมีประชากรอาศัยเพิ่มมากขึ้น

เศรษฐกิจที่ดีขึ้น ก่อให้เกิดการจ้างงาน และก่อเกิดเป็นชุมชนของคนทำงานผู้มาสร้างที่อยู่อาศัย

แม้ผู้บริโภคอย่างเรา มักจะเห็นประโยชน์หลักของน้ำมัน แค่เฉพาะไว้ใช้เป็นพลังงานให้รถ แต่แท้จริงแล้ว น้ำมันถูกใช้สำหรับการผลิตพลาสติก การสังเคราะห์วัตถุดิบบางชนิด และการสังเคราะห์สารเคมีบางอย่าง ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ ของใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เช่น ยาง เสื้อผ้า รองเท้า กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ หมึก และอื่นๆอีกสารพัด

ดังนั้น เมื่อผู้คนมาอยู่อาศัยมากขึ้น เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น น้ำมันก็ถูกใช้มากขึ้นไปด้วย

เหตุผลที่สาม แน่นอนที่สุด มีการใช้รถโดยสารกันมากขึ้น

เกิดงาน มีคนมาทำงาน และคนต้องเดินทาง ไม่ว่าจะด้วยยานพาหนะส่วนตัว หรือระบบขนส่งสาธารณะ ล้วนยังต้องพึ่งพาน้ำมันทั้งสิ้น

มิหนำซ้ำ เมื่อมีการเดินทางกันมากขึ้น การจราจรที่แออัดยังส่งผลให้การบริโภคน้ำมันสูงขึ้นไปโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย

วัฒนธรรมการซื้อรถของชาวเอเชีย 

ในปี 2017 หากทั่วโลกมีคนซื้อรถ 100 คัน คนเอเชียจะเป็นผู้ซื้อถึง 47 คัน และคาดการณ์กันว่าภายใน 6 ปีข้างหน้า จาก 47 คัน จะเพิ่มเป็น 52 คัน หรือมากกว่าครึ่งของยอดขายรถทั้งโลก

ทำไมชาวเอเชียถึงซื้อรถกันมากขนาดนั้น ?

ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา หรือกลุ่มประเทศยุโรป การซื้อรถคันใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปแทนที่รถคันเก่า เมื่อรถอยู่ในสภาพที่ใช้การไม่ได้ หรือคำนวณแล้วว่าค่าบำรุงรักษาสูงกว่ารถใหม่เยอะ

แต่ไม่ใช่สำหรับชาวเอเชีย

หนึ่งในชาวเอเชียอย่างชาวไทยเอง ก็เป็นตัวอย่างของวัฒนธรรมนี้ได้ชัดเจน ลองมองไปรอบๆบ้าน เราจะเห็นว่า การที่แต่ละบ้านจะมีรถบ้านละหลายๆคันไม่ใช่เรื่องแปลก

ในขณะที่ชาวตะวันตกซื้อรถมา “แทน” ชาวเอเชียซื้อมา “เพิ่ม”

นอกจากนี้ บางประเทศในเอเชีย การซื้อรถยังเป็นเรื่องที่ง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ เช่น ที่ประเทศฟิลิปปินส์ หากมีเงินดาวน์เพียงประมาณ 15,000 บาท ก็สามารถออกรถมาขับได้แล้ว

พูดง่ายๆคือ ทำงานเดือนเดียวออกรถได้เลย แน่นอนวัฒนธรรมเหล่านี้ ส่งผลเสียต่อการจราจร ตามเมืองหลวง หรือตัวเมืองใหญ่ๆในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ไทยเอง ก็พาเหรดกันติดอันดับการจราจรอันเลวร้ายระดับโลก

ศูนย์กลางทางด้านการคมนาคมโยกย้ายมาอยู่ที่เอเชีย 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เจ้าพ่อนักลงทุนผู้โด่งดังเคยกล่าวไว้ว่า “โลกกำลังจะหันมาโฟกัสที่เอเชีย”

เศรษฐกิจที่เติบโต นำพาธุรกิจ และการเจรจาการค้าจากทั่วทุกสารทิศมาสู่เอเชีย

ภายในปี 2020 ตลาดเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ของจีน และอินเดีย ถูกประเมินว่าจะขึ้นไปอยู่ใน 3 อันดับแรกของโลก ซึ่งเป็นเรื่องไม่น่าแปลก เพราะผู้ที่จะทำธุรกิจระดับนานาชาติล้วนไม่มีใครกล้าละเลยประเทศจีน

จะทำธุรกิจด้วยทั้งที ยังไงก็ต้องแวะไปจีนซักครั้งจริงมั้ย

การเติบโตของจีน และเอเชียโดยรวมยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง เมื่อถึงปี 2036 ภูมิภาคเชียแปซิฟิกโดยรวม ถูกประเมินว่าจะมีผู้เดินสายเดินทางด้วยเครื่องบินประมาณ 3,500 ล้านคนต่อปี

ตัวเลขการประเมินดังกล่าว จะมากกว่า 2 เท่า ของผู้โดยสารในสหรัฐอเมริกา และยุโรปรวมกัน

โลกกำลังจะหันมาโฟกัสที่เอเชียจริงๆ

ใช้น้ำมันกันเยอะขนาดนี้ แล้วจะผลิตทันมั้ย ?

ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้ต่อวันเองก็เพิ่มขึ้นมากเช่นเดียวกัน แต่ยังเพิ่มได้ไม่มากเท่าความต้องการที่เกิดขึ้น

ช่วงปลายปี 2017 ผลผลิตน้ำมันขาดแคลนไปประมาณ 350,000 บาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น 16.8% ณ เวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ต่างยินดีที่จะสำรวจ ขุดเจาะ และเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันขึ้นให้ทันตามความต้องการในอนาคตที่ประเมินไว้

เนื่องจาก ต้นทุนของกิจการในอุตสาหกรรมนี้ตกอยู่ที่ราว 45 USD ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันจะวิ่งอยู่ที่ราวๆ 67 USD ต่อบาร์เรล บริษัทน้ำมันรายใหญ่ทั่วโลกจึงทำกำไรมหาศาล

หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา นอกเหนือจากจะทำให้เรารู้ว่า เศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น มาควบคู่กับการบริโภคน้ำมันที่สูงขึ้น เรื่องนี้บอกอะไรเราได้อีก ?

พี่ทุยว่า เรื่องบางเรื่องเราอาจจะต้องวิเคราะห์ให้ลึกลงไปกว่าแนวโน้ม หรือกระแสนิยม หากมองผิวเผิน ด้วยกระแสรถไฟฟ้าที่เป็นที่กล่าวถึงกันมาตลอด หลายคนอาจจะคิดไปว่า สินค้าอย่างน้ำมันกำลังจะหมดค่าในไม่ช้า

แต่ด้วย “ดีมานต์” (Demand) กับ “ซัพพลาย” (Supply) ที่พอดีกัน (ความต้องการซื้อที่สูง เพราะน้ำมันจำเป็นมาก และความต้องการขายที่สูง เพราะทำกำไรได้มาก) ในช่วงชีวิตของเรา ตลาดสินค้าที่เรียกว่า “น้ำมัน” อาจจะแทบไม่หดเล็กลงเลยก็เป็นได้

error: