ศึกษาเศรษฐกิจของ “นครวาติกัน” ประเทศที่เล็กที่สุดในโลก

3 min read  

ฉบับย่อ

  • “นครวาติกัน” เป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนว่าจะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจอิงกับศาสนาและความศรัทธาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเช่นกัน
  • ตัวเลขทางเศรษฐกิจของ “นครวาติกัน” ที่แน่ชัดนั้นไม่ค่อยมีใครรู้ เพราะจริง ๆ แล้วผู้ที่ควบคุมเศรษฐกิจของวาติกันอยู่เบื้องหลัง คือองค์กรนามว่า “Holy See
  • รายได้ของ “นครวาติกัน” อยู่ที่ราว 315 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2013 ขณะที่ GDP per capita นั้น คาดการณ์กันว่าอยู่ที่ประมาณ 21,198 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี สูงเป็นอันดับ 18 ของโลก

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

“นครวาติกัน” ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ของคริสตจักร และได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ด้วยขนาดพื้นที่ที่เล็กกว่ากรุงเทพมหานครฯ ถึง 3,500 เท่า พี่ทุยจะมาเล่าเรื่องราวที่มาและรายละเอียดเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่น่าสนใจของนครวาติกัน ให้ได้รู้กัน

เรื่องราวของ “นครวาติกัน” ต้องย้อนกลับไปถึงช่วงปี ค.ศ. ที่ 67 ซึ่งอัครสาวกพระเยซูคริสต์ นามว่า ปีเตอร์ ถูกจักรพรรดินีโร แห่งกรุงโรม จับขังคุกทรมานอยู่ 9 เดือน และถูกตรึงกางเขนในที่สุด ซึ่งเนินเขาวาติกันแห่งนี้คือสถานที่ประทับของนักบุญปีเตอร์ พระสันตะปาปาองค์แรก โดยศพของนักบุญปีเตอร์ถูกฝังอยู่ใกล้กับสถานที่ที่ถูกทรมาน และต่อมาได้มีการก่อสร้างวิหารขนาดใหญ่บนพื้นที่ดังกล่าว นั่นก็คือ มหาวิหาร “เซนต์ ปีเตอร์”

กาลเวลาผ่านล่วงเลยไปเกือบ 2,000 ปี จากเนินเขาอันแห้งแล้ง นครวาติกันยกระดับขึ้นมาเป็นเมืองสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ และมีเอกราชปกครองตนเองในที่สุดเมื่อ ปี 2472 ซึ่งนครวาติกันและอิตาลีได้ลงนามในสนธิสัญญา ยอมรับสถานะการมีอำนาจอธิปไตยของตนเอง โดยเป็นการปกครองเป็นแบบอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยขึ้นอยู่กับพระสันตะปาปาเพียงผู้เดียว ซึ่งจะหมดวาระก็ต่อเมื่อสิ้นพระชนม์ เมื่อต้องปกครองตนเอง เรื่องเกี่ยวกับปากท้องอย่างเศรษฐกิจ แหล่งรายได้หลักของนครวาติกันมาจากเงินบริจาค และการท่องเที่ยว รวมถึงการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ หุ้น พันธบัตร ทั้งนี้ Central Intelligence Agency’s (CIA) คาดการณ์ว่า รายได้ของนครวาติกันอยู่ที่ราว 315 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2013 ขณะที่ GDP per capita นั้น คาดการณ์กันว่าอยู่ที่ประมาณ 21,198 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี สูงเป็นอันดับ 18 ของโลก

แต่นี่ก็เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้วตัวเลขทางเศรษฐกิจของ “นครวาติกัน” ที่แน่ชัดนั้นไม่ค่อยมีใครรู้ เพราะจริง ๆ แล้วผู้ที่ควบคุมเศรษฐกิจของนครวาติกันอยู่เบื้องหลังคือองค์กรนามว่า “Holy See

รายได้หลักของ Holy See มาจากสิ่งที่เรียกว่า Peter’s Pence หรือเงินบริจาคที่มาจากสังฆมณฑลรอบโลกหามาเพื่อสนับสนุนงานของวาติกัน สำหรับรายได้ส่วนที่เหลือจะกลายมาเป็นเงินลงทุนของ Holy See ซึ่งในอดีตจะลงทุนอยู่ในเฉพาะประเทศอิตาลีเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน Holy See ได้ขยายการลงทุนออกไปทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรปตะวันตก ทั้งในส่วนของตลาดหุ้น และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ในรูปของที่ดินและโบสถ์ หากพูดในเชิงธุรกิจ ดูเหมือนว่า Holy See หรือนครรัฐวาติกัน น่าจะมีอัตรากำไรที่ค่อนข้างดี เพราะรายได้หลาย ๆ อย่าง เช่น เงินบริจาค รายได้จากการท่องเที่ยว ล้วนแล้วแต่เป็นรายได้ที่แทบจะไม่ต้องลงทุนใหม่ เพียงแค่บริหารจัดการในสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีที่สุด

แต่จากรายงานของ Los Angeles Times บอกว่า Holy See มีผลขาดดุลงบประมาณราว 18.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2012 เป็นผลจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจทั่วทั้งยุโรป และต้นทุนค่าแรงพนักงานกว่า 2,800 คน ในปี 2019 German Cardinal Reinhard Marx ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลสภาเศรษฐกิจของนครวาติกันยืนยันว่า ตัวเลขของ Holy See ยังคงเป็นการขาดดุลอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งพระสันตะปาปาฟรานซิสต้องการที่จะลดการขาดดุลลง ส่วนตัวเลขที่แท้จริงนั้นไม่ได้มีการเปิดเผยออกมาตั้งแต่ปี 2015 ขณะเดียวกัน งบการเงินของ Holy See ก็ไม่ได้มีการตรวจสอบกันภายใน (In-house auditor) มากว่า 2 ปีแล้ว

ทั้งนี้ พระสันตะปาปาฟรานซิสพยายามที่จะปฏิรูปนครวาติกันให้มีความโปร่งใสมากขึ้น จากเดิมที่ตัวเลขทางการเงินของประเทศเหมือนเป็นสิ่งลี้ลับมานานหลายทศวรรษ โดยหนึ่งในตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น คือ การเปิดเผยข้อมูลของ Vatican Bank ในปี 2019 ซึ่งได้มีการปรับเงินอดีตประธานธนาคารและทนายความของเขา เป็นเงินรวม 62 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการยักยอกและฟอกเงินในอดีตที่ผ่านมา

จากรายงานประจำปีของ Vatican Bank ที่เปิดเผยออกมาเมื่อเดือน พฤษภาคม 2019 บอกว่า พวกเขาพยายามอย่างหนักที่จะสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นได้มากที่สุด แม้ว่านครวาติกันจะเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนว่าจะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจอิงกับศาสนาและความศรัทธาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเช่นกัน หากโป๊ปฟรานซิสสามารถทำให้นครวาติกันเกิดความโปร่งใสได้จริง เชื่อว่านี่จะเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับเศรษฐกิจหรือธุรกิจที่อยู่คู่กับศาสนามาอย่างช้านาน


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

บทความ "ธุรกิจและเศรษฐกิจ" ยอดนิยม 

error: