ฮะจิบัง ราเมน กำไรดีมั้ย ?

ฮะจิบัง ราเมน กำไรดีมั้ย ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ฮะจิบัง ราเมน สาขาแรกเริ่มที่ประเทศญี่ปุ่น​ โดยในตอนแรกเป็นเพียงร้านราเมนเล็ก ๆ​ ที่ตั้งอยู่บนถนนหมายเลข​ 8​ และมีชามเพียง​ 25​ ชามในร้านเท่านั้น​ แต่ปัจจุบันนี้มีส่วนเเบ่งการตลาดสูงเป็นอันดับ​ 1 ที่​ 50% และมี​ 127 สาขาทั่วประเทศ​ไทย
  • กำไรของฮะจิบัง ราเมน ค่อนข้างคงที่​ แม้รายได้รวมจะเพิ่มขึ้นทุกปี​ และอัตราส่วนกำไรขั้นต้นสูงถึง​ 70% ดังนั้นการที่ตัวเลขกำไรไม่สวยงามนักเป็นผลมาจากค่าใช้จ่าย​ในการบริการและการบริหาร​งาน
  • การขึ้นราคาสินค้าในร้านอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการเพิ่มกำไร​ ในเมื่อมีบริการอาหารเดลิเวอรีให้ผู้บริโภค​เลือกมาก​ หนทางการเพิ่มกำไรน่าจะอยู่ที่การสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์​และการมีเมนูพิเศษที่ไม่สามารถทดแทนได้จากการสั่งอาหารไปทานที่บ้านมากกว่า

“ปัจจัยสี่” ที่ประกอบไปด้วย​ เครื่องนุ่งห่ม​ น้ำ​ อากาศ​และอาหาร​ คงเป็นบทเรียนแรก ๆ​ เลยที่เราได้เรียนกันตอนประถม​ ธุรกิจ​ที่พี่ทุยจะมาเล่าถึงในบทความนี้​ ก็เป็นธุรกิจ​ที่มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่​ ซึ่งก็คือ​ ธุรกิจ​ร้านอาหาร​ ในที่นี้คือร้านอาหาร​ญี่ปุ่น​ “ฮะจิบัง” ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี​ และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา​ งบการเงินของบริษัทก็ถูกประกาศ​ออกมา​ ทำให้เกิดคำถามที่ว่า​ เกิดอะไรขึ้นนะ​ ร้านบะหมี่แห่งถนนหมายเลข​ 8​ สัญชาติ​ญี่ปุ่นร้านนี้ถึงกำไรไม่ค่อยปังเลย​ ก่อนจะไปล้วงเเคะเเกะเกา​ พี่ทุยขอเล่าถึงประวัติ​ของฮะจิบังคร่าว ๆ​ กันก่อน

จุดกำเนิดของ “ฮะจิบัง”

ฮะจิบัง ราเมน สาขาแรกได้ถือกำเกิดบนถนนหลวงสาย 8 เมืองคางะ จังหวัดอิชิกะวะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งชื่อ ฮะจิบัง​ มีความหมาย​ว่า​ “หมายเลข 8” ตามชื่อถนนที่ร้านถือกำเนิดขึ้นมานั่นเอง​ ในตอนแรก ฮะจิบังเป็นเพียงร้านราเมนเล็ก ๆ ที่มีชามในร้านเพียง 25 ชามเท่านั้น และเคยสร้างยอดขายสูงสุดถึง 1,300 ชามภายในวันเดียว โดยใช้ชามเพียงแค่​ 25​ ชามในร้าน​นั่นแหละ​ เค้าก็เลยดังเป็นพลุแตก​ และไม่นานนักก็จะทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ​JASDAQ ของญี่ปุ่น​

ต่อมาก็ขยายสาขาในไทย​ สาขาแรกเริ่มต้นที่ สีลม​คอมเพล็กซ์​ ในปี​ 2535​ ปัจจุบันฮะจิบังมีสาขา​กระจายตัวอยู่​ 127 สาขาทั่วประเทศ​

รายได้และกำไรของฮะจิบัง

ปัจจุบัน​ ตลาดราเมนมีมูลค่า​ 3,142 ล้านบาท​ ฮะจิบัง ถือว่ามีส่วนเเบ่งการตลาดสูงเป็นอันดับ​ 1 อยู่ที่​ 50%

  • ปี 2556
    รายได้ 1,573 ล้านบาท
    กำไรสุทธิ 259 ล้านบาท
  • ปี 2557
    รายได้ 1,658 ล้านบาท
    กำไรสุทธิ 267 ล้านบาท
  • ปี 2558​
    รายได้ 1,662 ล้านบาท
    กำไรสุทธิ 267 ล้านบาท
  • ปี 2559
    รายได้ 1,689 ล้านบาท
    กำไรสุทธิ  263 ล้านบาท
  • ปี 2560
    รายได้ 1,710 ล้านบาท
    กำไรสุทธิ  259 ล้านบาท
  • ปี 2561
    รายได้ 1,854 ล้านบาท
    กำไรสุทธิ  259 ล้านบาท

จะสังเกตเห็นได้ว่า​ ฮะจิบังมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ​ แต่กำไรสุทธิกลับค่อนข้างคงที่​ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก​ เพราะเท่ากับว่า​ ลงทุนด้วยกำลังแรงและกำลังเงินที่มากขึ้น​ แต่กลับมีผลลัพธ์​เท่าเดิม​ ถ้าเป็นตามหลักฟิสิกส์​แล้ว​ การที่เราใส่​ action ลงไปมากขึ้น​ ก็ควรจะได้​ reaction มากขึ้นเท่านั้น​

แต่รายได้และกำไรของฮะจิบังไม่เป็นเช่นนี้น่ะสิ​ พี่ทุยลองส่องอัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) หรือต้นทุนของสินค้าเค้าดู​ และพบว่า​มีสัดส่วนที่ค่อนข้างดูดีที่​ 70% ทีเดียว

พูดง่าย ๆ​ ว่า​ ถ้าเราซื้อราเมนของเค้า​ 1 ชาม​ ที่ราคา​ 100 บาท​ ฮะจิบังจะได้กำไรไป​ 70​ บาท

ดังนั้น​ กำไรที่คงที่คงไม่ได้เป็นผลมาจาก​ต้นทุนของสินค้า​ แต่น่าจะมาจากต้นทุนการบริหารและบริการต่างหาก​ เช่น​ ค่าเช่า​หรือ​ค่าจ้างพนักงานมากกว่าการโฆษณา​ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าฮะจิบังมีการโฆษณา​ที่น้อยมาก​ แล้วก็มีการทำโปรโมชั่นไม่บ่อยนัก

สมมุติว่าเราเป็นผู้บริหาร​ แล้วอยากจะเพิ่มกำไร​ ควรทำยังไงดี ?

เราลองมาสวมหัวโขน​ สมมุติ​ว่าตัวเองเป็นผู้บริหารฮะจิบังแล้วต้องการเพิ่มกำไรให้กิจการกันเล่น ๆ​ ดีกว่า​ วิธีแก้คลาสสิคที่ทุกคนคงนึกถึงคือ​

การเพิ่มราคาสินค้า

ปัจจุบันราคาอาหารของฮะจิบังเริ่มต้นที่​ประมาณ​ 60​ กว่าบาทไปจนถึงอาหารเซ็ตราคาเกือบ​ 200​ บาท​ ถ้าถามว่าแพงมั้ย​ พี่ทุยว่าขึ้นอยู่กับท้องที่​ เช่น​ ในบางจังหวัดราคาอาหารต่อมื้ออาจจะตกอยู่ที่​ 40​ บาท​ ราเมนของฮะจิบังก็คงจัดว่ามีราคาสูงกว่าพอสมควร​ แต่สำหรับกรุงเทพ​ ตามการสำรวจของนัมเบโอ​ เว็บไซต์ฐานข้อมูล​ด้านค่าครองชีพที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้รายงานว่า ค่าใช้จ่ายอาหารเฉลี่ยในกรุงเทพอยู่ที่ประมาณ​ 80​ บาทต่อมื้อ​ ถ้าเป็นในจังหวัดที่มีค่าครองชีพสูงอย่างนี้เเล้ว​ ราเมนของฮะจิบังจัดว่าไม่แพงเลย

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า​ การที่อาหารราคาไม่แพง​ ทางร้านจะสามารถ​ขึ้นราคาได้​นะ​ เพราะอาหารราคาไม่แพง​ ก็มีคู่เเข่งน้องใหม่ไฟแรงของเค้าอยู่เช่นกัน

จากการวิจัยของ​ Nielsen พบว่า​ ในปี 2561 ผู้บริโภคชาวไทยทานอาหารนอกบ้านเฉลี่ยเดือนละ 56 ครั้ง โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีอัตราเฉลี่ย 50 ครั้งต่อเดือน ถึงแม้ว่าปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่จะยังเลือกออกไปทานอาหารที่ร้านเป็นหลัก แต่เทรนด์การสั่งอาหารเดลิเวอรี​ ส่งถึงบ้านก็เป็นอะไรที่น่าสนใจและน่าจะเข้ามาเป็นคู่เเข่งคนสำคัญ​ โดยเฉพาะ​สำห​รับ​ร้านอาหารที่เน้นกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป​ ราคาจับต้องได้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย​ และไม่ได้มีจุดเด่นในการตกแต่งร้านมาก​อย่าง​ฮะจิบัง

เรามาเจาะที่เรื่องค่าใช้จ่ายในการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรีกัน

Food Panda

ค่าใช้จ่าย: 40​ บาททุกออเดอร์​ ราคาดีแต่มีข้อเสียคือไม่ได้มีทุกพื้นที่​ ถ้าบ้านเราอยู่ห่างไกลนอกเขตบริการก็อดนะ

Grab​ food

ค่าใช้จ่าย: กิโลเมตรละ​ 10 บาท​ ถ้าเราสั่งอาหารร้านใกล้ๆ​ จะคุ้มค่ามาก​ แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ให้บริการเหมือนกัน

LINE​ MAN

ค่าใช้จ่าย: มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเพื่อนโดยเริ่มต้นที่​ 55​ บาท​ ซึ่งผู้ซื้อคงจะลำบากใจในการเลือกใช้มาก​ หากอยากกินแค่ร้านอาหารหน้าปากซอย​ แต่ราคาอลังการ​นี้ก็มากับข้อดีที่ว่า​ เค้าไม่จำกัดพื้นที่ในการให้บริการ​ จะไกลแค่ไหนก็ส่ง​ และมีฐานข้อมูลร้านค้าที่กว้างมาก​ ทำให้เรามีตัวเลือก​ที่หลากหลาย

ผู้บริโภค​กลุ่มนี้จึงมีตัวเลือกในการสั่งอาหารเดลิเวอรีมาทานที่บ้าน​ เพราะทั้งสะดวกสบาย​ อีกทั้งเมื่อรวมกับค่าส่งเเล้ว​ ราคาก็ยังไม่ได้แพงไปกว่ากัน​ ดังนั้น​ ร้านอาหารกลุ่ม​ Mass จึงไม่ค่อยนิยมจะขึ้นราคาสินค้า​ ในเมื่อมีคู่เเข่งอย่าง​ บริการส่งอาหารเดลิเวอรี​จ่อคอหอยอยู่แล้ว

ตัวเลือกที่เหลือของผู้บริหารอย่างเรา (อย่าลืมนะ​ เราสวมหัวโขนผู้บริหารอยู่​ (อิอิ)​ ก็น่าจะเป็นการพยายามเพิ่มกำไรจากส่วนอื่น ๆ​ เช่น​ การจัดการกับค่าจ้างพนักงาน​ การจัดงานค่าใช้จ่ายอื่น ๆ​ ของร้าน​ เป็นต้น​

รวมถึงการพยายามกำจัดภาวะการเป็น​ “สินค้าทดแทน” กับอาหารเดลิเวอรี​ เช่น​ ร้านอาหารมีจุดเด่น​หรือมีเมนูพิเศษ​ ที่ผู้บริโภค​ไม่สามารถได้รับจากการสั่งอาหารเดลิเวอรี

ดูข้อมูล​การให้บริการของ​ LINE MAN แล้วน่าสนใจ พี่ทุยฝากให้​เค้าไปส่งความรักให้ได้มั้ยเนี่ย​ ได้ข่าวว่าไม่จำกัดพื้นที่ให้บริการ​ ถึงเธอจะอยู่ไกลแค่ไหน​ พี่ทุยก็ยอมเสียค่าส่งนะ​ ป๋ามั้ยล่ะ! (ฮ่า)


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: