เปิดชีวิตการเป็น “ผู้จัดการศิลปิน” ใครว่าง่าย ?

0
959
เปิดชีวิตการเป็น

BRIEF

  • “ผู้จัดการศิลปิน” เป็นอาชีพคนเบื้องหลังที่คอยสนับสนุนศิลปินในทุกๆเรื่อง เวลาไปกองถ่ายต้องดูแลอย่างรอบด้าน แม้กระทั่งคอยดูแลว่าศิลปินเข้ากับนักแสดงคนอื่นๆในกองถ่ายได้ไหม
  • เคยมีศิลปินคนหนึ่งมาออกอีเวนท์แล้วแฟนคลับเยอะมาก ระดับที่ว่าดันเคาน์เตอร์ในห้างที่เป็นกระจกจนแตกละเอียด และทำแบคดร็อปล้ม
  • ผู้จัดการศิลปินต้องสนิทกับศิลปินให้เร็วที่สุด เพราะต้องทำงานคู่กัน และ“ศิลปินจะเป็นเหมือนเพื่อนที่เป็นบัดดี้กับเราตลอด”

การที่ศิลปิน ดารา นักแสดง จะขึ้นมาประสบความสำเร็จในแถวหน้าได้ แน่นอนว่านอกจากความสามารถอันโดดเด่นแล้ว ยังต้องอาศัยแรงสนับสนุนที่ดีจากคนเบื้องหลังด้วย ซึ่งหนึ่งอาชีพที่เหนื่อยสาหัสแต่ก็มีความสำคัญมาก นั่นคือ “ผู้จัดการส่วนตัว” เพราะต้องคอยดูแลและจัดการทุกสิ่งทุกอย่างเลย

บทความนี้อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินการลงทุนมากมายเท่าไหร่ แค่พี่ทุยได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้จัดการศิลปินคนหนึ่ง (แต่ขอไม่เปิดเผยตัวตน) ก็เลยอยากจะมาแชร์เป็นประสบการณ์ ที่เรียกได้ว่าเคยผ่านร้อน ผ่านหนาว กับสายอาชีพนี้มาแล้วพอสมควร เราลองมาเปิดเบื้องลึกเบื้องหลังกันว่าพวกเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้างนะ

เริ่มต้นในสายอาชีพนี้ได้อย่างไร ?

เริ่มต้นจากการที่เราเข้ามาฝึกงาน แต่แรกเริ่มก่อนหน้าจะฝึกงานคือตอนเรียนรู้จักคนเยอะ เลยลองส่งโปรไฟล์ของน้องๆ พี่ๆ ที่รู้จักกันให้ลองไปแคสโฆษณาดู เเล้วรู้สึกว่ามันสนุกดีเลยอยากทำด้านนี้ เลยสมัครเข้าไปฝึกงานเพื่อจะได้มีคอนเนคชั่นที่กว้างขวางขึ้น

งานหลักที่ต้องทำ คืออะไร ?

ดูแลศิลปินเมื่อออกงานอีเวนท์
ถ้าไปงานอีเวนท์จะต้องคอยดูว่าศิลปินนั้นต้องแต่งตัวไปก่อนหรือมาแต่งในงาน แล้วหากมาแต่งที่งานก็ต้องเช็คก่อนว่ามีช่างหน้าช่างผมให้ไหม ส่วนมากถ้าไม่มีก็มักจะแต่งที่ค่าย หรือแต่งที่บ้านศิลปินเอง หรือหากต้องออกงานเช้ามากๆ โดยถ้าเอาช่างมาเอง ตัวผู้จัดการก็ต้องเป็นคนดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆด้วย

ดูแลศิลปินเมื่อไปกองถ่าย
เวลาไปกองถ่ายจะแตกต่างจากการไปงานอีเวนท์ เพราะเราต่อบทร่วมด้วย โดยต้องดูว่าน้องทำการบ้านมาไหม วันนี้ถ่ายซีนไหนบ้าง เช็คตารางงานให้แม่นยำ คอยดูว่าบทที่ได้มาในวันนี้น้องเล่นได้ไหม หรือผู้กำกับมีฟีดแบ็คอย่างไรกับการแสดง

หรือถ้าวันนี้เล่นได้แย่มาก เราก็ต้องมาหาวิธีแก้ ต้องดูว่าปัญหาจากอะไร เช่น นักแสดงพูดไม่ชัดเพราะเป็นลูกครึ่ง หรือเรียนนานาชาติมาตลอด เราก็ต้องฝึกก่อนหน้าวันถ่าย อาจต้องนัดเจอกันเพื่อมาฝึกพูด ร เรือ ล ลิง โดยมาฝึกพูดกับเรา เรียกได้ว่าเหมือนเป็นคุณครูด้วย

อีกเรื่องคือคอยสำรวจว่าศิลปินเข้ากับนักแสดงคนอื่นได้ไหม และถ้าเข้าคนในกองไม่ได้เลย ตัวผู้จัดการจึงเหมือนตัวเชื่อมความสัมพันธ์ เช่น ทานข้าวร่วมกันกับนักแสดง และทีมงานคนอื่นๆ แล้วพอเขาชวนคุยน้องจะละลายพฤติกรรมมากขึ้น ซึ่งพอสนิทขึ้นคนจะไม่มองว่าศิลปินของเราหยิ่งแล้ว และคอยดูด้วยว่าเด็กของเรามีสัมมาคารวะ ไปลามาไหว้ไหม

เช็คคิว
เราต้องติดต่อประสานงาน และคอยดูว่าเมื่อถึงงานแล้วต้องติดต่อใคร งานจัดอยู่ที่ไหน เดินทางอย่างไร และต้องนัดศิลปินด้วยว่าเจอกันที่ไหน แล้วต้องดูว่าในงานต้องแต่งตัวอย่างไร

คอยเช็คความรอบคอบ
ถ้าไปกองถ่ายแล้วมีการถ่ายที่นอกเหนือบท เช่น ให้ใส่ชุดว่ายน้ำ เราก็ต้องพูดแทนน้องได้ว่ามันโป๊ไปนะ เพราะไม่มีเสื้อซ้อนให้เลย ซึ่งถ้าเขาไม่เตรียมเราก็จะบอกน้องให้ถือติดไปตลอด เช่น ถ่ายทะเล ก็ต้องเตรียม อุปกรณ์สำหรับอาบน้ำ รองเท้าเเตะ ชุดอีกหนึ่งชุด

หรือถ้ายืมเสื้อผ้าจากร้านดังๆมา ก็ต้องดูแลเสื้อผ้าให้ดี ให้เหมือนกับตอนที่ออกจากร้านมาตอนแรก

รับมือกับแฟนคลับ
เป็นอีกเรื่องที่จัดการได้ยากมาก เพราะเคยมีครั้งหนึ่งที่แฟนคลับมากันเยอะมากจนล้นห้าง ตอนนั้นมีศิลปินคนหนึ่งมาออกอีเวนท์แล้วแฟนคลับเยอะมาก ถึงขนาดดันเคาน์เตอร์ในห้างที่เป็นกระจกแตกละเอียด และทำแบ็คดร็อปล้มเลย  เรียกได้ว่าต้องวิ่งให้เร็วที่สุด ทำให้ผู้จัดการต้องรู้พิมพ์เขียว เพราะแฟนคลับจะวิ่งตามสุดชีวิต ทำให้ขึ้นลิฟต์ก็ไม่ได้ อีกส่วนหนึ่งมารอที่รถแล้วเราก็จะขับรถออกไปไม่ได้ เนื่องจากคนขวางเยอะ

ซึ่งบางคนรู้จักศิลปินยันทะเบียนบ้าน ก็จะค่อนข้างน่ากลัวหน่อย แต่แฟนคลับส่วนใหญ่ก็น่ารัก เคารพสิทธิศิลปินเป็นอย่างดี แต่บางส่วนที่เป็นช่วงเด็กๆ อาจจะมีบ้างที่เข้ามาพุ่งชน เพราะอยากจะเซลฟี่กับศิลปิน

และทุกคนจะผลักผู้จัดการออก ยิ่งเวลาไปงานที่คนเยอะๆ ทั้งศิลปินและเราก็จะมีบาดแผลกันหมด แต่ตัวผู้จัดการจะเจ็บตัวเยอะสุด เพราะโดนเหยียบเท้าเลือดออกบ้าง เล็บหลุดบ้าง และเราต้องคุยกับการ์ดให้ดีด้วย เนื่องจาการ์ดเองก็คิดว่าเราเป็นแฟนคลับคนหนึ่งเหมือนกัน (หัวเราะทั้งน้ำตา)

ประสานงานกับนักข่าว
เวลาออกอีเวนท์ที่มีสัมภาษณ์ออกแบ็คดรอป ก็ต้องบริหารจัดการคิวกับพี่ๆนักข่าวให้ดี เพราะบางเจ้าก็อยากสัมภาษณ์เดี่ยว เราต้องจัดการคิวว่าใครมาก่อนมาหลัง และตั้งใจฟังคำถามดีๆว่าศิลปินของเราถูกถามคำถามที่น่าหนักใจไหม

เรื่องที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คืออะไร ?

เรื่องสุขภาพของศิลปิน
ต้องคอยดูว่าศิลปินแพ้อาหารอะไรบ้าง  หรือเป็นโรคอะไรบ้างไหม  เพราะสำคัญต่อสุขภาพของศิลปิน

การติดแบรนด์
ติดแบรนด์ต่างๆให้น้อยที่สุด เช่น การดื่มน้ำ อาจจะต้องระวังเรื่องฉลากน้ำดื่ม ซึ่งอาจมีกรณีดราม่าเรื่องการนำภาพศิลปินไปโฆษณา ทั้งๆที่ไม่ได้มีการว่าจ้างหรือเป็นพรีเซ็นเตอร์ได้ เป็นต้น

เวลาเข้าห้องน้ำสารธารณะ
ต้องระวังเพราะกลัวโดนแอบถ่าย ซึ่งเราต้องระวังทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำชาย หรือห้องน้ำหญิงก็ตาม

ซิปกางเกงของศิลปินชาย
เวลาที่ต้องไปงานกับศิลปินผู้ชาย  เราก็ต้องดูว่าเขารูดซิปหรือยัง  เพราะไม่อยากให้เป็นข่าว (หัวเราะ) ตอนนั้นบังเอิญเห็นเข้า ตัวศิลปินไม่ได้รูดซิป โชคยังดีที่ยังเห็นและแก้ไขกันได้ทัน

สิ่งที่พีคที่สุดที่เคยเจอ คืออะไร ?
บางครั้งก็ควบคุมอะไรไม่ได้เลย  ทำให้เราเจออะไรที่ต้องแก้ปัญหาด้วยไหวพริบของตัวเอง เช่น

ต้องทิ้งรถไว้กลางทาง
ถ้าเกิดกรณีที่ศิลปินไปงานไม่ทัน ก็ต้องทิ้งรถส่วนตัวเอาไว้ แล้วขึ้นวินมอเตอร์ไซค์ หรือขึ้นสาธารณะ (แต่ต้องปรึกษากับศิลปินก่อน) เพราะในการทำงานแบบนี้ต้องห้ามไปสายให้คนว่าได้

เจอบรีฟอย่าง แต่พอหน้างานเป็นอีกอย่าง
เคยไปงานหนึ่งที่มีบรีฟมาว่าใส่กางเกงอะไรก็ได้กับเสื้อเชิ้ต แล้วพอมางานจริงทุกคนดันใส่สูทกันหมดเลย ทางเลือกตอนนั้นมี 2 ทาง คือ

  1. กลับไปเอาที่บ้าน
  2. ไปซื้อเดี๋ยวนั้นเลย

แต่ต้องประเมินเวลา การเดินทางว่าถ่ายที่ไหน ในตอนนั้นที่เกิดเคสนี้ขึ้นมาโชคดีที่มีพี่อีกคนมาด้วย เลยให้พี่อยู่กับศิลปิน  ส่วนเราก็กลับไปเอากางเกงที่บ้านให้กับศิลปิน

อุปกรณ์ที่ต้องมีติดกระเป๋าเสมอ

  • ทิชชู่เช็ดหน้า
  • กระจก
  • ลิปมัน
  • ยาดม
  • ยาเม็ดฟู่ (เกลือแร่) เพราะบางครั้้งน้องถ่ายงานจนถึงตี 3 แล้วต้องมาถ่ายละครอีกตอน 6 โมงเช้า
  • ลูกอม หมากฝรั่ง เพิ่มความมั่นใจเวลาพูดคุย
  • พลาสเตอร์ เผื่อรองเท้ากัด
  • หวี
  • ผ้าอนามัย

สิ่งที่ยากที่สุดในการทำอาชีพนี้ คืออะไร ?

เคล็ดลับสำคัญของการเป็น “ผู้จัดการศิลปิน” คือ เรื่องของการบริหารจัดการในเรื่องอารมณ์ เพราะเราต้องเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าให้ได้ ถ้าเราอารมณ์ร้อนตามพฤติกรรมเเย่ๆ ก็จะเกิดผลรอบด้าน

ซึ่งต่อให้ตอนนั้นศิลปินจะอารมณ์ดี ไม่ดี แต่ถ้าเราเหวี่ยงใส่ทุกอย่างคือจบ เพราะคนจะมองว่าศิลปินคนนี้ หรือค่ายนี้ไม่ดี เรียกได้ว่าเหมือนเราเป็นตัวแทนหมู่บ้าน

อีกอย่างคือต้องเรียนรู้นิสัยกัน เช่น ศิลปินคนนี้จะอารมณ์ดีถ้าออกไปเดินเล่น เราก็ต้องดูสโคปงานว่าออกไปเดินเล่นได้ไหม หรือถ้างานเร่งก็ให้กินลูกอม ขนม หรือเล่นโทรศัพท์ไปเดี๋ยวก็อารมณ์ดี ส่วนถ้าเวลาเหลือเราก็อาจไปบอกทีมงานนิดนึงว่ามีธุระ แล้วหาทางให้ศิลปินออกไปผ่อนคลายอารมณ์

แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานการณ์ หากสามารถออกไปเดินเล่นหรือทำอะไรให้ตัวศิลปินรู้สึกดีขึ้นก่อนทำงานได้ ตัวผู้จัดการเองต้องประสานพูดคุยกับทีมงานก่อน ไม่ได้หายไปเฉยๆ จะทำให้ทีมงานที่ทำงานร่วมกับเราด้วยทำงานได้ลำบาก

และต้องสนิทกับคนให้เร็วที่สุด  ถ้าไปทำงานกับศิลปินแล้วมัวแต่เกร็งๆใส่กันก็จะทำงานยาก เพราะถ้ามีอะไรแล้วศิลปินไม่ยอมบอกเราก็จะแก้ไขมันไม่ได้ ซึ่งการรู้จักกันให้มากที่สุดจะดีต่องานที่ต้องทำคู่กัน เพราะ ศิลปินจะเป็นเหมือนเพื่อนที่เป็นบัดดี้กับเราตลอด”

เรียกได้ว่าการทำงานนี้ต้องขุดเอาสกิลส่วนตัวมาใช้และต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา ถ้าใครอ่านแล้วสนใจอาชีพนี้ก็ลองดูนะตัวเองมีสกิลเหล่านี้หรือเปล่า เพราะข้อดีอีกอย่างคือการได้คลุกคลีกับเหล่าศิลปินชื่อดังตลอดเวลานั่นเอง

อัพเดทบทความใหม่ล่าสุดทาง LINE ทุกวัน
Add Friend ที่ LINE ID @moneybuffalo

Spread the love
Sign up for your information
Newsletter*
Text:*