ความต่างของอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ vs เงินฝาก

ความต่างของอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ vs เงินฝาก

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ความแตกต่างของ “อัตราดอกเบี้ย” เงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝาก หักลบกันตรงๆแบบสูตรเลขทั่วไปไม่ได้ ถ้าต้องการหาเราจะต้องดูที่ Net Interest Margin (NIM) ต่างหาก
  • อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารก็มีอยู่หลากหลายประเภทแบบที่ได้ 0.5%-1% จะเป็นออมทรัพย์แบบทั่วๆไป แล้วยังมีเงินฝากสำหรับลูกค้ารายใหญ่ที่ฝากกับทางธนาคารไว้ก็ได้ดอกที่สูงมากกว่า 2% ขึ้นไป
  • ดอกเบี้ยเงินกู้เนี้ย มีอีกหลายประเภทที่ยิ่งกว่าเงินฝาก มีทั้ง MLR MRR MOR แล้วก็มีเพิ่มลดตามความน่าเชื่อถือของลูกหนี้รวมไปถึงหลักประกันที่เราหามาวางกันทางธนาคาร

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

เวลาที่เราเงินทุนไม่พอ สิ่งแรกที่เรานึกถึงก็คือเรื่องการกู้เงินเนี้ยแหละ แล้วพอเวลาที่เราจะไปกู้เงิน พี่ทุยว่าทุกคนต้องมีความรู้สึกหรืออารมณ์ประมาณว่า อะไรกันทำไมเราฝากเงินได้ดอกเบี้ย 0.5-1% เอง แล้วทีเวลาเราไปขอกู้เนี้ยทำไมมาเก็บเราตั้ง 5-6% แล้วถ้าไปดูดอกเบี้ยบวกกับค่าธรรมเนียมที่บัตรเครดิตเรียกเก็บเนี้ยมากกว่า 20% อีก แบบนี้ธนาคารก็เอาเปรียบกันชัดๆเลยนี่หน่า

พี่ทุยว่าลองใจเย็นๆแล้วคิดตามเหตุและผลกันก่อนดีกว่า ต้องบอกก่อนว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารก็มีอยู่หลากหลายประเภทแบบที่ได้ 0.5%-1% จะเป็นออมทรัพย์แบบทั่วๆไป แต่ตอนนี้ธนาคารก็มีเงินฝากประเภทพิเศษต่างๆด้วย บางอันก็ให้สูงถึง 2% ก็มี แล้วยังมีเงินฝากสำหรับลูกค้ารายใหญ่ที่ฝากกับทางธนาคารไว้ก็ได้ดอกที่สูงมากกว่า 2% ขึ้นไปซะอีก

แล้วดอกเบี้ยเงินกู้ที่เราเห็นกันเนี้ย ก็มีอีกหลายประเภทที่ยิ่งกว่าเงินฝากซะอีก มีทั้ง MLR MRR MOR แล้วก็มีเพิ่มลดตามความน่าเชื่อถือของลูกหนี้รวมไปถึงหลักประกันที่เราหามาวางกันทางธนาคารได้ก็มี ดังนั้นเวลาที่เราดูพี่ทุยแนะนำว่าให้เราดูที่ Net Interest Margin (NIM) หรือ ส่วนต่างระหว่าง “อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย” และ “อัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ย”

NIM จริงๆจะอยู่แถวๆประมาณ 2.5% โดยเฉลี่ยเท่านั้นเอง ธนาคารไม่ได้กินส่วนต่างดุเดือดขนาด 5% ขนาดนั้นอย่างที่เราเข้าใจ เพราะอย่าลืมว่าอย่างแรกธนาคารคือองค์กรเอกชนที่แสวงหากำไร แล้วค่าดำเนินงานทั้งหลายทั้ง เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ต่างๆก็อยู่ใน 2.5% ด้วย

แล้ว 2.5% ก็เป็นค่าชดเชยความเสี่ยงที่บางครั้งธนาคารปล่อยกู้แล้ว ลูกหนี้เบี้ยวก็มีให้เห็นเยอะอยู่เหมือนกัน ดูได้จาก NPL หรือหนี้เสียของธนาคาร

ถ้า NPL ยิ่งสูงก็จะทำให้ NIM ยิ่งสูงไปด้วย เพราะถึงแม้เราจะคิดว่าตัวเราเองเป็นลูกหนี้ชั้นดี แต่ถึงวันนึงที่รายได้ไม่ได้เข้ามาอย่างที่คิด เราก็อาจจะกลายเป็น NPL ของธนาคารได้เหมือนกัน

พี่ทุยเลยมองว่าธนาคารเป็นทางเลือกเท่านั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องใช้บริการกู้เงินกับธนาคาร ธนาคารก็มีการบริการโอนเงิน ฝากเงิน ต่างที่ช่วยอำนวยความสะดวก ถ้าเรารู้สึกว่าไม่แฟร์ พี่ทุยว่าก็ไม่ต้องใช้บริการดีที่สุด

แต่ถ้าเราจะใช้บริการ เงื่อนไขต่างๆเราสามารถถามได้ก่อนที่จะเซ็นต์ด้วยซ้ำไป ดังนั้นอ่านก่อน ถามให้ละเอียดก่อน ถ้าเรารับได้พี่ทุยว่าก็จัดไปไม่เสียหายอะไรเลย แล้วถ้าเราเป็นลูกหนี้ที่มีประวัติดี เวลาไปรีไฟแนนซ์หรืออะไรก็ตามก็จะทำให้เราเสียดอกเบี้ยที่ต่ำลงโดยปกติอยู่แล้ว แต่ช่วงแรกที่เรายังเครดิตไม่ดีมาก รายได้ไม่เยอะ ก็อาจจะต้องให้เวลาธนาคารรู้จักเรามากขึ้นสักหน่อยเท่านั้นเอง


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน
error: