วิธีการเอาตัวรอดเมื่ออยู่ในองค์กรแบบ Black Company

วิธีการเอาตัวรอดเมื่ออยู่ในองค์กรแบบ Black Company

3 min read  

ฉบับย่อ

  • Black Company หรือ บริษัทสีดำ ที่ใช้งานบุคลากรเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทอย่างไม่เป็นธรรมและไม่เป็นระบบ เพิกเฉยต่อกฎหมายแรงงานจนเกิดเป็นปัญหาที่กระทบต่อบุคลากร
  • ถ้าบริษัทบังคับทำ OT ยาวนาน แถมไม่จ่ายเงิน อัตราลาออกสูง รับเด็กฝึกงานเยอะผิดปกติ ยิ่งทำยิ่งเหนื่อยกาย แถมไม่ได้ความสบายใจ ถือว่ามีความเสี่ยง Black Company

บริษัทที่มีแนวโน้มว่าจะเป็น Black Company หรือ บริษัทสีดำ ที่ใช้งานบุคลากรเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทอย่างไม่เป็นธรรมและไม่เป็นระบบ เพิกเฉยต่อกฎหมายแรงงานจนเกิดเป็นปัญหาที่กระทบต่อบุคลากร ดังเช่นข่าวที่ปรากฏบนหน้าสื่อเกี่ยวกับพนักงานชาวญี่ปุ่นที่ถูกบังคับให้ทำงานล่วงเวลาถึง 141 ชั่วโมงใน 1 เดือน 

เคยเข้างาน 9 โมง แต่กลับถึงบ้าน 2 ทุ่มกันไหม ? ถ้าเคยพบเหตุการณ์แบบนี้ แต่เป็นเพราะการเดินทางอาจเรียกได้ว่าปกติสำหรับชีวิตชาวออฟฟิศในกรุงเทพฯ แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้านั่นคือเวลาที่คนบางกลุ่มเพิ่งได้เดินพ้นประตูออฟฟิศทั้ง ๆ ที่นั่งทำงานมาตั้งแต่เช้าโดยไม่ได้ค่าแรงเพิ่มล่ะ ?  ซึ่งปัญหานี้มีมากกว่าแค่ที่ญี่ปุ่นนะ พี่ทุยจะบอกให้

อย่างที่ทุกคนรู้ดีว่า Black Company เป็นปัญหาใหญ่ในสังคมญี่ปุ่น เนื่องจากวัฒนธรรมการทำงานอันเข้มข้นพร้อมแนวคิดที่ว่า ทุกคนคือฟันเฟืองที่จะต้องไม่หยุดพักเพื่อให้องค์กรเดินไปข้างหน้า …. แล้วประเทศไทยในยุคที่สตาร์ทอัพกำลังแข่งกันโตล่ะ ?  จะเกิดอะไรขึ้นถ้าบริษัทเกิดอยากได้ผลงานคุณภาพดีให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า แต่มีงบประมาณน้อย แถมบุคลากรก็งานล้นมือ ?

ทางออกก็คงมีแค่เพิ่มงานให้หนักหรือปล่อยงานนั้นไป แต่ไม่ว่าทางไหนล้วนมีผลเสียต่อรายได้บริษัทหรือสุขภาพของพนักงาน ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดไม่บ่อยก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำก็เรียกได้ว่าเป็น บริษัทสีดำแน่นอน

บริษัทเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงไหม ? มาลองเช็คกันดู

1. บังคับทำ OT ยาวนาน แถมไม่จ่ายเงิน

การทำงานล่วงเวลาไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับช่วงที่มีงานชิ้นใหญ่ แต่สำหรับ “บริษัทสีดำ” นั้น นอกจากจะต้องทำ OT ยาวนานทั้งวันธรรมดาและวันหยุดแล้ว ยังไม่มีการจ่ายค่าล่วงเวลาให้อีกด้วย!

2. อัตราลาออกสูง รับเด็กฝึกงานเยอะผิดปกติ

อัตราการลาออกสูงย่อมมาพร้อมปัญหาขาดแคลนแรงงาน หากบริษัทใดเปิดรับสมัครพนักงานหน้าใหม่เป็นประจำหรือรับเด็กฝึกงานเยอะผิดปกติ (เนื่องจากค่าใช้จ่ายน้อย) ก็จัดได้ว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง

3. ยิ่งทำยิ่งเหนื่อยกาย แถมไม่ได้ความสบายใจ

บริษัทสีดำเหล่านี้มักจะปกครองพนักงานด้วยความกลัว ขาดหัวหน้าที่ดี ไม่มีรุ่นพี่ช่วยสอนงาน เวลาพลาดพนักงานจะถูกกดดันและต่อว่าอย่างรุนแรง ไม่มีการชมเชยหรือให้รางวัลเวลาที่ทำงานออกมาได้ดี

4. ลางานยาก ลาออกยิ่งยากกว่า

บริษัทสีดำมักจะมีวิธี “ตามกฎหมาย” ที่ใช้รั้งตัวพนักงานไว้ไม่ให้ลา ไม่ว่าจะขู่หักโบนัส (เนื่องจากตามกฎหมายไม่ได้นับรวมโบนัสไว้ในฐานะค่าจ้าง) การต่อว่าให้รู้สึกผิด ลงท้ายด้วยการไม่อนุญาตไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การลาล้วนเป็นสิทธิที่พนักงานพึงมี โดยเฉพาะสิทธิ์ในการยื่นใบลาออกที่บริษัทไม่มีสิทธิไม่อนุมัติ

5. ไม่มี Career Path ชัดเจน

กล่าวคือ ไม่มีความก้าวหน้าในสายงาน ไม่มีโอกาสเติบโตนั่นเอง แน่นอนว่าเราทำงานในองค์กรหนึ่งเป็นระยะเวลานานก็ควรได้รับความก้าวหน้า ไม่ว่าจะในด้านการเพิ่มพูนขีดความรู้ความสามารถ การเลื่อนตำแหน่ง หรือเงินเดือนที่มากขึ้น แต่บริษัทมืดนั้นถึงจะทำงานไปหลาย 10 ปี เงินเดือน และตำแหน่งอาจอยู่เท่าเดิม

แล้วเราจะตัวรอดอย่างไร เมื่ออยู่ใน Black Company ?

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงตัดสินใจได้แล้วว่า บริษัทที่ทำอยู่เข้าข่ายเป็นบริษัทสีดำหรือไม่ ถ้าหากองค์กรของคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่บริหารอย่างไม่เป็นธรรมล่ะก็ ทางพี่ทุยก็มีคำแนะนำดี ๆ มาฝาก ไม่ว่าจะเป็น

1. รักษาสิทธิของตนตามกฎหมายแรงงาน ข้อนี้สำคัญและได้ผลเด็ดขาดที่สุด เพราะการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานล้วนมีโทษ นอกจากนี้การยื่นคำร้องเกี่ยวกับสวัสดิการสามารถทำได้โดยใช้เพียงลูกจ้างจำนวน 15% เท่านั้น (อ้างอิงจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน)

2. เก็บหลักฐานอ้างอิงเอาไว้เพื่อป้องกันตัวในกรณีที่ถูกบังคับให้ทำงานอย่างไม่เป็นธรรม การ “แอบ” อัดเสียงหรือคลิปวีดิโอนับเป็นพยานหลักฐานที่ใช้ได้ในชั้นศาล หากมีผลดีต่อกระบวนการยุติธรรม (อ้างอิงมาตรา 226/1 เกี่ยวกับพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ แต่ได้มาจากการกระทำโดยมิชอบ)

3. การลาออกไม่ใช่เรื่องผิด หากพบว่าองค์กรไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้และสภาพแวดล้อมไม่เหมาะต่อการทำงานอีกต่อไป การลาออกถือว่าเป็นหนึ่งทางเลือกที่ดีที่ช่วยรักษาเวลาและสุขภาพของคุณ


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: