วิกฤตสังคมผู้สูงอายุของไทย

วิกฤต “สังคมผู้สูงอายุ” ของไทย

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ประเทศไทยใกล้สังคมผู้สูงอายุมากกว่าหลาย ๆ ประเทศ และเป็นประเทศที่อิงแรงงานเป็นหลัก การที่แรงงานลดลงจะทำให้ประเทศเติบโตได้ยาก
  • ในปี 2100 ประชากรในประเทศไทยอาจหายไป 34.1% ซึ่งจะเริ่มเจอปัญหาตั้งแต่ปี 2030
  • คนรุ่นตั้งแต่ Gen Y เป็นต้นไป มีภาระที่จะต้องดูแลพ่อแม่น้อยลง เพราะมีพี่น้องช่วยเหลือ แต่ค่าใช้จ่ายลูกสูงขึ้น และอาจถูกเก็บภาษีสูงขึ้นอีกในอนาคต
  • การรอพึ่งรัฐบาล รอพึ่งลูกหลานอาจจะเป็นความเสี่ยงเกินไป ควรวางแผนเก็บเงินเพื่อให้ตัวเองสามารถเกษียณได้อย่างสุขสบาย

ปัญหาเรื่อง “สังคมผู้สูงอายุ” ในประเทศไทยเรานั้น ดูแล้วน่าเป็นห่วงมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในโลกซะอีก เพราะ ณ ปัจจุบันนี้อัตราการเกิดของประเทศเราอยู่ต่ำมากแต่รายได้ของเรายังไม่อยู่ในจุดที่น่าพอใจสักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

วิกฤตสังคมผู้สูงอายุของไทย

จากกราฟจะเห็นได้ว่าอัตราการเกิดของไทยเรานั้นต่ำเทียบเท่ากับ สวิตเซอร์แลนด์และฟินแลนด์เลย แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจนเลยคือทั้ง 2 ประเทศนี้เป็นประเทศที่ร่ำรวยติดอันดับท็อปของโลกเลยทีเดียว แต่ประเทศไทยกลับอยู่แถวหลังสุดในมุมของรายได้ต่อประชากร 

ปกติแล้วประเทศที่ “กำลังพัฒนา” แบบประเทศไทยเราเศรษฐกิจจะเติบโตได้ส่วนใหญ่จะต้องอาศัยคนวัยทำงานหรือที่เราเรียกว่า “แรงงาน” เนี้ยแหละในการผลักดันเศรษฐกิจต่าง ๆ ให้เจริญเติบโต โดยเฉพาะประเทศไทยที่เป็นประเทศที่อิงแรงงานเป็นหลักหรือที่เรียกว่า Labor Intensive (แรงงานเข้มข้น) การที่อัตราการเกิดของไทยต่ำนั้น ยิ่งทำให้ประเทศเสียโอกาสในการเติบโตของประเทศเรามากขึ้น 

และที่น่ากลัวเลย คือ ในช่วงนี้อัตราการเกิดของประเทศไทยในปัจจุบันที่ลดต่ำลงมาทั้งที่มีมาตรการให้คนมีลูก ซึ่งเป็นอัตราการเกิดที่ต่ำกว่าของประเทศจีนในช่วงที่จีนมีนโยบายลูกคนเดียว เพราะตั้งใจไม่อยากให้คนในประเทศมีลูกเยอะ กลัวคนล้นประเทศ

วิกฤตสังคมผู้สูงอายุของไทย

นอกจากนั้นประเทศไทยเรายังติดโผหนึ่งในประเทศที่มีแนวโน้มเสี่ยงประชากรลดลง โดยประชากรไทยจะลดลงถึง 34.1% ในปี 2100 อีกด้วย และผลกระทบต่อประเทศนั้นอาจจะไม่ต้องรอนาน เพราะส่งผลกระทบหนักตั้งแต่ช่วงปี 2030 ที่จะถึงนี้เลย ซึ่งประเทศไทยเหลือเวลาไม่มากแล้ว

และหากอัตราการเกิดต่ำแบบนี้ในระยะยาวนั้น แนวโน้มที่จะเก็บภาษีจากแรงงานต่าง ๆ ได้ก็จะยิ่งมีสัดส่วนที่ลดลงเมื่อเทียบกับสัดส่วนที่ไม่ใช่แรงงานหรือเด็กและผู้สูงอายุนั่นเอง ยิ่งเพิ่มโอกาสที่รัฐบาลเราจะปฏิรูปโครงสร้างภาษีต่าง ๆ ให้เพิ่มขึ้น แรงงานในอนาคตอาจจะโดนภาษีที่เยอะมากขึ้นจากภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องใช้ในการดูแลสุขภาพและเป็นเบี้ยเลี้ยงให้ผู้สูงอายุที่มากขึ้นทุกปี รวมถึงตัวแรงงานในไทยเองก็จะถูกบังคับให้ทำงานนานขึ้น การกำหนดวัยเกษียณอายุก็ยิ่งสูงมากขึ้นด้วย

เด็กแรกเกิดน้อยลงมาก แรงงานขาดแคลน และคนแก่มีมากเกินไป จากกราฟจะเห็นได้ชัดเลยว่าก่อนหน้านี้ประชากรวัยทำงาน (20-59 ปี) เติบโตอย่างมาก ในขณะที่ตั้งแต่ช่วง 1980 เป็นต้นไป จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเด็กเกิดใหม่เหล่านี้เองก็คือแรงงานในวันหน้าที่หายไป ส่วนวัยทำงานจำนวนมากในปัจจุบันก็จะค่อย ๆ กลายเป็นผู้สูงอายุ และมีแนวโน้มจะอายุยืนมากขึ้นอีกด้วย ทำให้อัตราส่วนผู้สูงอายุจะสูงขึ้นมากจนเกือบเท่าแรงงานในปัจจุบันเลยทีเดียว

ถ้าดูตามค่าสถิติกลุ่มคน Gen Y เป็นต้นไปหนีปัญหานี้ไม่พ้นแน่ ๆ นอกจากจะเป็น Sandwich Generation ที่คนสมัยก่อนมีพี่น้องหลายคนช่วยกันดูแลพ่อแม่ ปัจจุบันก็จะมีตัวคนเดียวดูแลพ่อแม่ที่ไม่พร้อมด้านการเงินในเกษียณอายุของตัวเอง ต้องดูแลลูกที่มีแนวโน้มการเติบโตของค่าใช้จ่ายอย่างสูงลิบ แถมยังต้องรับภาระภาษีที่สูงขึ้นตามไปอีกด้วย

พอเป็นแบบนี้พี่ทุยกลับมองว่าปัญหาเรื่อง “แรงงานต่างด้าว” เราจะอาจจะต้องมองว่าเค้ามาช่วยเพิ่มเติมกับแรงงานที่ไม่เพียงพอของเราซะมากกว่า แล้วยิ่งเวลาผ่านไปสัดส่วนแรงงานต่างด้าวก็จะยิ่งมากขึ้นไปเรื่อย ๆ 

แต่ถ้ามองในระยะยาวประเทศไทยเราตอนนี้มีปัญหาเชิงโครงสร้างในหลาย ๆ รูปแบบเลยก็ว่าได้นะ ปัญหาอย่างนึงที่สอบตกแทบจะทุกอุตสาหกรรมเลยก็คือการ “เพิ่มมูลค่า” การเพิ่มมูลค่าจะช่วยทำให้เกิดการพัฒนาในตัวสินค้า และทำให้เราเพิ่มราคาขายได้กำไรได้มากกว่าที่เราจะไปสนใจแต่เรื่องของปริมาณเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าเราเพิ่มราคาขายของเราได้ การพัฒนาสินค้าและบริการก็จะช่วยทำให้เราเข้มแข็งในการแข่งขันในตลาดโลกและทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ด้วยเช่นกัน 

เรื่องของระบบการศึกษาก็เช่นกันที่ต้องมีปรับปรุงและพัฒนาอย่างเร่งด่วนตั้งแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้ นั่นก็เพราะว่าการปรับเปลี่ยนระบบการศึกษากว่าจะเห็นผลไม่ใช่ 3 – 6 เดือน แต่การปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาแล้วกว่าจะเห็นผลนั้นใช้เวลามากกว่า 10 – 15 ปี 

ง่าย ๆ ก็คือกว่าเด็กคนนึงจะเข้าเรียนตั้งแต่ประถมจนเรียนจบอย่างน้อยก็ต้องจบปริญญาตรีกัน ถึงจะเห็นดอกผลของระบบการศึกษานั้น ๆ การเปลี่ยนแปลงกลางคัน เด็กที่อยู่ที่ช่วงเปลี่ยนระบบจะไม่ได้สะท้อนผลลัพธ์ของระบบสักเท่าไหร่ ซึ่งปัจจุบันระบบการศึกษาบ้านเราเละเทะขนาดไหนคงไม่ต้องพูดถึงกัน

จริง ๆ แล้วเราแทบไม่ต้องคิดอะไรใหม่เลยด้วยซ้ำเกี่ยวกับระบบการศึกษา เพราะมีหลายที่ในโลกที่ระบบการศึกษาเป็นตัวอย่างที่ดีมาก แค่เราลอกมาวางและปรับให้เรารับวิถีของคนไทยก็ได้แล้ว แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ทำกันสักที คิดแล้วก็ได้แค่สงสัย 

สุดท้ายพี่ทุยว่าเสียงของเราอาจจะปรับเปลี่ยนอะไรในภาพใหญ่มากไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็สามารถปรับตัวเตรียมพร้อมกับอนาคตที่จะมาถึงได้ เพราะปัญหาเรื่อง “สังคมผู้สูงอายุ” ยังไงก็ต้องเจอ ยังไงก็ต้องเกิดเพราะเรื่องโครงสร้างประชากรเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ค่อนข้างแม่นยำ นอกจากจะเกิดภัยธรรมชาติ ภัยพิภัยนั้นแหละ

ดังนั้นหยุด เลิก ฝัน คาดหวังว่ารัฐบาลจะสามารถดูแลเรายามแก่ได้หรือจะให้ลูกหลานมาเลี้ยงดูตัวเราได้ ลูกหลานดูแลตัวเองให้รอดยังเหนื่อยเลยล่ะ การเริ่มต้นวางแผนเกษียณของตัวเอง ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ เกมการเกษียณไม่สามารถกด Restart ได้เหมือนกับการเล่นเกมอื่น ๆ นะ 

อ้างอิง : Bloomberg


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: