[สรุปโพสต์เดียวจบ] รายละเอียดมาตรการ "แจกเงิน 3,000 บาท" ใครได้รับสิทธิ์บ้าง ?

[สรุปโพสต์เดียวจบ] รายละเอียดมาตรการ “แจกเงิน 3,000 บาท” ใครได้รับสิทธิ์บ้าง ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ศบศ. เตรียมแจกเงิน 3,000 บาท เข้าแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เป็นการสนับสนุนเงิน 50% จากยอดซื้อให้สิทธิ 15 ล้านคน และมีการตั้งเพดานใช้จ่ายต่อวัน
  • มาตรการแจกเงิน 3,000 บาทในครั้งนี้ รวมเป็นงบประมาณ 45,000 ล้านบาท สามารถกระตุ้นเงินหมุนเวียนในระบบ 90,000 ล้านบาท
  • หุ้นในไทยที่น่าจะได้ประโยชน์ คือ ร้านสะดวกซื้อ ค้าปลีก และห้างสรรพสินค้าอย่าง CPALL, CPN, CRC และ BJC

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

วันก่อนพี่ทุยพูดถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจว่าน่าจะมีมาอีกเรื่อย ๆ ล่าสุดก็มีออกมาเรียบร้อย คราวนี้เป็นมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านที่ประชุม คณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (ศบศ.) โดยมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายจากกระทรวงการคลังจะ “แจกเงิน 3,000 บาท” เข้าแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ถ้าใครนึกไม่ออกว่าจะมีหน้าตายังไงก็นึกถึงโครงการชิมช้อปใช้ได้เลย ที่ออกมาใกล้เคียงกัน

โดยคนที่มีสิทธิต้องทำการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์คล้ายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาของรัฐ ตอนนี้กระทรวงการคลังกำลังจัดเตรียมรายละเอียด เพื่อยื่นกับทาง ศบศ. อีกครั้งเพื่อให้โครงการสามารถเริ่มได้ภายในเดือนตุลาคม 2563 นี้

รายละเอียดมาตรการ “แจกเงิน 3,000 บาท” และบุคคลที่ได้รับสิทธิ

มาตรการ 3,000 บาท นี้ไอเดียหลัก ๆ จะค่อนข้างคล้าย ”ชิมช้อปใช้” ที่ผ่านมา โดยจะเน้นเป็นการที่รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการออกเงินสนับสนุนให้ประชาชน 50% จากยอดการใช้จ่าย สูงสุด 3,000 บาท โดยกลุ่มที่ได้รับสิทธิจะเป็น

  • ประชาชนที่มีสัญชาติไทย
  • มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
  • 15 ล้านคนแรกที่ลงทะเบียน

โดยร้านค้าที่สามารถร่วมโครงการได้นั้นจะครอบคลุมไปตั้งแต่ร้านค้าชั้นนำไปจนถึงร้านค้ารายย่อยทั่วไป รวมแล้วกว่า 80,000 ร้านค้า โดยช่วงระยะเวลาของโครงการคาดว่าจะใช้จ่ายได้เป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่เดือนตุลาคม ไปจนถึงเดือนธันวาคม

มาตรการครั้งนี้ตั้งเพดานการใช้จ่ายเพียงวันละ 100 – 250 บาทต่อวันเท่านั้น

มาตรการแจกเงิน 3,000 บาทนี้ช่วยให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ถ้ามองในมุมผู้บริโภคก็จะเหมือนของจากร้านค้าที่ร่วมรายการนั้นมีราคาถูกลงถึงครึ่งหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็มีการแก้จุดอ่อนจากโครงการที่ผ่านมา โดยการตั้งเพดานการใช้จ่ายต่อวันให้เหลือเพียง 100-250 บาท

จากหลาย ๆ โครงการก่อนหน้านี้ หลายคนใช้สิทธิโดยการไปซื้อของจากร้าน ๆ นึงครั้งเดียวให้ครบสิทธิจะได้ไม่ต้องเดินทางหลายครั้ง ซึ่งสิ่งที่คนจะมองหา คือ ร้านที่มีของให้เลือกหลากหลายมากพอที่จะใช้สิทธิได้ครบในครั้งเดียว ทำให้การใช้จ่ายส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่ร้าน และมักจะเป็นการช่วยผู้ประกอบการรายใหญ่มากกว่ารายย่อย

ส่วนตัวพี่ทุยชอบนะการตั้งเพดานการใช้ในแต่ละวัน เพื่อให้รายได้ถูกกระจายไปให้หลาย ๆ ร้านมากขึ้น แล้วก็เป็นการกระตุ้นให้คนออกไปใช้จ่ายทุกวันมากขึ้น เพราะออกไปทีนึงก็คงไม่ได้ซื้อของอย่างเดียวแล้วกลับกันแน่ ๆ ก็จะส่งผลให้เม็ดเงินสามารถกระจายเป็นวงกว้างได้มากกว่าเดิม ด้วยงบประมาณคาดการณ์ที่ 45,000 ล้านบาทที่ลงไป ก็จะช่วยเพิ่มเงินในระบบถึง 90,000 ล้านบาท และเงินเหล่านี้ก็จะไปหมุนในระบบต่อ ๆ ไป แต่ถ้ายิ่งหมุนได้ดีเท่าไหร่ เม็ดเงินในระบบก็อาจจะมากกว่านี้ได้เหมือนกัน

แล้วถ้าโครงการ “แจกเงิน 3,000 บาท” นี้เปิดให้ทะเบียนเมื่อไหร่ ชื่อโครงการจะชื่อว่าอะไร พี่ทุยจะกลับมาลงรายอะเอียดขั้นตอนให้อีกที แต่พี่ทุยว่าสำหรับคนที่เคยใช้ชิมช้อปใช้มาแล้วน่าจะไม่มีปัญหาอะไร วิธีการลงทะเบียน รวมถึงวิธีการใช้น่าจะไม่แตกต่างกันกับโครงการเดิม

หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลจากมาตรการ “แจกเงิน 3,000 บาท”

ด้วยความคุ้นเคยของประชาชนที่รัฐออกมาตรการสนับสนุนเงินหลายครั้งที่ผ่านมา สิ่งที่ประชาชนจะให้ความสนใจคงหนีไม่พ้นห้างสรรพสินค้า โดยครั้งนี้ก็น่าจะเปิดช่องให้สามารถใช้สิทธิผ่านร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าอย่างห้างสรรพสินค้าได้เหมือนเดิม

และด้วยการตั้งเพดานการใช้จ่ายต่อวัน ทำให้ร้านค้าที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ทุกวันโดยไม่ต้องเดินทางไกลคงหนีไม่พ้นผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้า ซึ่งการซื้อสินค้าแต่ละครั้งเองก็คงจะไม่ใช่ยอดใหญ่จากเพดานที่ตั้งไว้

CPALL

ที่ถือร้านสะดวกซื้ออันดับ 1 อย่าง 7-Eleven ที่มีสาขากว่า 12,000 สาขาทั่วไทย อีกทั้ง CPALL เองก็เพิ่งซื้อ Tesco Lotus ค้าปลีกขนาดใหญ่ไปหมาด ๆ และยังมี Makro ศูนย์จำหน่ายสินค้าขายส่งขนาดใหญ่อีกด้วย

CPN และ CRC

หุ้นกลุ่มเครือ Central ที่เป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้ออย่าง Family Mart ที่เครือ Central เพิ่งได้สิทธิครอบครอง 100% ไปกับสาขาในปัจจุบันประมาณ 1,200 สาขา เครือ Central จะมี Family Mart ที่ได้รับผลจากมาตรการแล้ว ก็ยังมี Supermarket อย่าง TOPS ที่จะได้ประโยชน์ไปอีกด้วย

BJC

อีกหุ้นค้าปลีกที่ได้รับผลในช่วงมาตรการ ”ชิมช้อปใช้” ช่วงที่ผ่านมา คือ BJC ที่เป็นเจ้าของ BigC ก็เป็นอีก 1 หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลจากมาตรการเช่นกัน 

นอกจากร้านสะดวกซื้อและค้าปลีกแล้ว สินค้าที่ซื้อง่ายและราคาไม่แพงก็อาจได้รับอิทธิพลด้วย อย่างเหล่าเครื่องดื่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง แบรนด์ขวัญใจคนไทยคนหนีไม่พ้น OSP บริษัทโอสถสภา CBG คาราบาวกรุ๊ป 

อีกแบรนด์ที่มีการเติบโตคู่กับ 7-Eleven อย่าง TACC ที่มีสินค้าอย่างเครื่องดื่มโถกดใน 7-Eleven หรือจะเป็นเครื่องดื่มปรุงสำเร็จชนิดผงก็ตาม ถ้า 7-Eleven โตช่วงนี้ TACC ก็คงไม่น้อยหน้าเช่นกัน

แต่พี่ทุยเตือนไว้ก่อนนะว่า อย่าลืมศึกษาพื้นฐานของหุ้นให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง อย่าเห็นแค่ว่าหุ้นน่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการก็กระโดดเข้าไปซื้อโดยทันที ระวังจะดอยไม่รู้ตัวนะ (ฮรี่ฮรี่)


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: