มาตรการป้องกัน “โควิด”-19 ในแต่ละประเทศ

มาตรการป้องกัน “โควิด”-19 ในแต่ละประเทศ

3 min read  

ฉบับย่อ

  • จีนปิดประเทศและมีมาตรการเข้ามารับมืออย่างรวดเร็วทำให้สามารถควบคุม “โควิด”-19 ได้
  • สิงคโปร์มีการเตรียมรับมืออย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้การแพร่ระบาดอยู่ในวงที่จำกัด
  • เกาหลีใต้ใช้เทคโนโลยีในการสกัดจับผู้ติดเชื้อทำให้สามารถระบุผู้ติดเชื้อและจำกัดบริเวณได้อย่างรวดเร็ว

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

ดูเหมือนว่าตอนนี้ “โควิด”-19 จะสร้างความตื่นตระหนกไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ทั่วโลกกำลังตกอยู่ในความวุ่นวาย เนื่องจากเชื้อโรคได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ดังที่เราเห็นกันตามข่าวจำนวนผู้ติดเชื้อมีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่จริง ๆ แล้วพี่ทุยอยากบอกว่าก็มีบางประเทศนะที่สามารถชนะโรคนี้ได้และจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่น จีน และเกาหลีใต้ วันนี้พี่ทุยจะมาเล่าให้ฟังกันว่าประเทศเหล่านี้เขาทำยังไงกันถึงได้เอาชนะ “โควิด”-19 ได้

พี่ทุยพาข้ามมาที่ประเทศจีนก่อนเลยละกัน ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ “โควิด”-19 และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ผู้นำประเทศอย่าง สี จิ้น ผิง ได้เดินทางไปยังศูนย์กลางการแพร่กระจายเชื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่แรก “อู่ฮั่น (Wuhan)” วินาทีที่ สี จิ้น ผิง ไปเยือนก็เหมือนว่าเป็นการประกาศชัยชนะต่อโรคนี้เรียบร้อย เรามาดูกันว่าจีนทำอย่างไร

จีนเริ่มจากการประกาศยกเลิกเที่ยวบินอย่างรวดเร็ว

การยกเลิกเที่ยวบินก็เหมือนกับการปิดเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปประเทศอื่น เพราะสุดท้ายหากกระจายไปประเทศอื่นมันก็อาจจะวนกลับมาที่จีนอีกครั้งก็ได้ จึงเหมือนเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ซึ่งมีบทวิเคราะห์ได้บอกไว้ว่านับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เนื่องจากปัจจัยสำคัญนึงที่จะเอาชนะโรคนี้ได้คือ “ความเร็ว”

จีนกักกันโรคแบบเอาจริงเอาจังเพื่อลดการเพิ่มของ “โควิด”-19

นอกจากนี้จีนยังตรวจและกักกันโรคแบบเอาจริงสุด ๆ  เรียกว่าเปลี่ยนวิธีการเข้าประเทศไปเลย โดยใครที่เดินทางเข้าประเทศและกลับมาจากประเทศเสี่ยง (ตอนหลังก็คงเสี่ยงกันทุกประเทศ) ทางตม.จีน จะมาตั้งโต๊ะตรวจตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน เรียกว่าใครลงมาก็บังคับให้เปลี่ยนหน้ากาก ล้างมือฆ่าเชื้อ วัดไข้ ณ เดี๋ยวนั้นเลย หลังจากตรวจ Passport เสร็จเรียบร้อย ก็จะมีรถประจำทางพาเข้าไปในอาคาร โดยให้นั่งแถวละ 1 คนเท่านั้น ใช้รถเยอะมากกกกกกก! จอดเรียงกันเป็นตับ ซึ่งการทำแบบนี้ย่อมมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแน่นอน

หลังจากนั้นก็พาไปยังโรงแรมที่ให้พักกักตัวเอง 14 วัน ซึ่งระหว่างนี้กระเป๋าเดินทางสัมภาระทุกอย่างจะถูกนำไปฆ่าเชื้อโรค และนำไปส่งให้ที่ห้อง โดยภายในห้องจะมีลักษณะเป็นประตู 2 ชั้น ให้ลองนึกตามง่าย ๆ ว่าเปิดประตูเข้าไปแล้วจะเป็นทางเดินเล็ก ๆ ก่อนเจอประตูอีกอันหนึ่ง ซึ่งพื้นที่ตรงนี้จะเป็นบริเวณเอาไว้ส่งอาหาร เวลามาส่งพนักงานจะนำของมาวางแค่เพียงบริเวณนี้เท่านั้นแล้วปิดประตูออกไปเลย จากนั้นค่อยเรียกผู้ถูกกักกันออกมาเอาของอีกที เรียกว่ารัดกุมสุด ๆ

ซึ่งมีบทวิเคราะห์ได้บอกไว้ 2 มาตรการแบบเร่งด่วนข้างต้นของจีน นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เนื่องจากปัจจัยสำคัญนึงที่จะเอาชนะโรคนี้ได้คือ “ความเร็ว” และ “ความถูกต้อง” ในการระบุหรือหาตัวตนของผู้เสี่ยง และปิดกั้นโอกาสในการกระจายโรค ยิ่งทำได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะโรคนี้เวลามันแพร่มันจะทวีคูณด้วยอัตราที่รวดเร็วมาก

ความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์เป็นเรื่องที่สำคัญ

ส่วนในเรื่องเกี่ยวกับสาธารณะสุขต่าง ๆ ก็เรียกว่ารัดกุมมาก ๆ เช่นกัน โดยทีมแพทย์และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะสวมชุดที่มีลักษณะคลุมทั้งตัวเพื่อความปลอดภัยขั้นสุด นอกจากนี้ทางการจีนได้ให้ข่าว ข้อมูล และข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธี รวมถึงระดับความรุนแรงและพื้นที่ที่แพร่กระจายอย่างครบถ้วน

และยังส่งเจ้าหน้าที่ให้ควบคุมดูแลเข้าถึงในระดับ อพาร์ทเม้นท์ บ้าน เขตชุมชนอย่างทั่วถึงอีกด้วย ซึ่งการทำแบบนี้ย่อมทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ต้องกักตัวเองอยู่ในบ้าน แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากอาหารที่จำเป็นถูกรัฐบาลควบคุมไว้หมดแล้ว เรียกว่าไม่ต้องกลัวที่จะขาดเลย และนอกจากนี้ประเทศจีนยังมีศูนย์กลางการสื่อสารที่คอยให้ข้อมูลอยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข่าวปลอมต่าง ๆ เพราะข่าวปลอมพวกนี้มันสร้างความตื่นตระหนกให้ผู้คนได้ง่ายและทำให้เกิดความเสียหายอีกด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ อีกอย่างที่พี่ทุยชอบมากก็คือการที่จีนได้นำเทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจตราด้วย โดยได้ใช้ชื่อว่า “Health QR Code” ใครที่จะเข้าเมืองหรือไปที่ต่าง ๆในเมืองต้องมีการสแกน QR Code ประจำตัวก่อน โดยมีทั้งหมด 3 สีได้แก่ สีเขียว แสดงถึงว่าคุณจะไปที่ไหนก็ได้เพราะคุณได้ผ่านการกักกันตัวเองแล้ว 14 วัน สีเหลือง คือเหลือต้องกักตัวเองอีก 7 วัน สุดท้ายคือ สีแดง ต้องกักตัวเอง 14 วัน โดยการจะอัพเดทสถานะสีของตัวเองเนี่ย เราต้องทำการวัดอุณหภูมิตัวเองแล้วอัพโหลดเข้าในโปรไฟล์ของเรา เพื่อที่จะคงหรือเปลี่ยนสถานะของเราให้เป็นสีเขียวนั่นเอง

มาตรการป้องกัน “โควิด”-19 ในแต่ละประเทศ

สิงคโปร์หนึ่งในประเทศที่ตั้งรับมือ “โควิด”-19 ได้ดีที่สุด

พี่ทุยอยากพาไปดูประเทศที่ใกล้ตัวเรากว่านี้อีกหน่อย อย่างประเทศสิงคโปร์ อย่างแรกเลยรัฐบาลสิงคโปร์ได้ตั้งศูนย์กลางการสื่อสารเช่นกัน โดยจะส่งข้อมูลอัพเดทให้ประชาชนทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นข้อปฏิบัติ จำนวนผู้ติดเชื้อ หรือแม้กระทั่งการอัพเดทว่ามีพื้นที่ใดเป็นพื้นที่เสี่ยง ส่วนในเรื่องการกักตัว แม้ว่ารัฐบาลสิงคโปร์จะไม่ได้คุมเข้มแบบพาไปส่งที่พักเหมือนจีน แต่รัฐบาลก็จะค่อยให้ผู้กักตัวส่ง location ให้วันละ 3 ครั้งโดยการสุ่มเวลา เพื่อยืนยันว่าอยู่บ้านจริง ๆ แม้จะไม่เข้มงวดเท่าของจีนแต่พี่ทุยก็คิดว่ายังเป็นมาตรการที่ดีอยู่

จริง ๆ ที่พี่ทุยชอบมากก็คือเรื่องระบบการทำงานของบริษัทต่าง ๆ เพราะแน่นอนว่าทุกคนถ้าเลือกได้ก็คงอยากกักตัวเองกันทั้งนั้นแหละเพราะกลัวเหมือนกัน แต่ที่กักไม่ได้เพราะว่าต้องไปทำงาน ไม่ทำก็ไม่มีรายได้ ซึ่งบริษัทต่าง ๆ ของสิงคโปร์ได้มีระบบนี้เพื่อรองรับการทำงานที่บ้าน (Work From Home)

โดยบริษัทจะแบ่งพนักงานออกเป็น 4 กลุ่มย่อยด้วยกัน และผลัดกันมาทำงาน เช่นครึ่งแรก กลุ่มที่ 1 และ 2 มาทำงานช่วงครึ่งแรกของเดือน จากนั้นกลุ่มที่ 3-4 ก็มาทำงานช่วงครึ่งเดือนหลัง หวยออกแล้วค่อยผลัดเวรนั่นเอง และยิ่งไปกว่านั้นยังจำกัดพื้นที่ด้วย อย่างเช่นกลุ่ม 1 ก็อาจจะเข้าได้แค่ตึก 1 เท่านั้นห้ามไป ตึก 2 อะไรแบบนี้ เพื่อที่จะจำกัดวงหากมีการแพร่กระจายขึ้นมา ซึ่งในช่วงปี 2003 สิงคโปร์ได้เคยต่อสู้กับโรคระบาดคล้าย ๆ แบบนี้มาแล้ว ก็คือโรค SARS จึงได้ถอดบทเรียนจากคราวนั้น ทำให้ระบบนี้เกิดขึ้นหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ DORSCON (Disease Outbreak Response System Condition) และใช้กันอย่างแพร่หลายเช่นในปัจจุบัน

เกาหลีใต้ประเทศที่เจอ Super Spreader เป็นประเทศแรก

สุดท้ายพี่ทุยอยากพาวนไปแดนโสม ประเทศเกาหลีใต้กันซักเล็กน้อย แม้ว่าประเทศเกาหลีจะเจอกรณีที่เรียกว่า Super Spreader หรือที่เรา ๆ รู้จักในนามคุณป้ามหาภัย ซึ่งทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับพี่ทุยคิดว่ามันก็ยังมีความโชคดีในความโชคร้ายอยู่เหมือนกันเนื่องจากว่า หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้ผู้คนและรัฐบาลเริ่มตื่นตัวและหันมาสู้กับโรคอย่างจริงจังมากขึ้น

โดยผลงานเด่น ๆ ที่เกาหลีใต้ทำที่ต่างจากประเทศอื่น คือ เกาหลีใต้ได้คิดค้นเครื่องตรวจสอบผู้ติดเชื้อแบบใหม่ขึ้นมาได้ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้วันนึงหลักหมื่นคน ทำให้สามารถระบุและตามหาผู้ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็วนับว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์อย่างมากจริง ๆ  ถามว่าหมื่นคนเยอะแค่ไหน ก็ถ้าเทียบกับประเทศไทยเราตั้งแต่ระบาดมากินเวลาไปเกือบ 2 เดือนแล้วในไทยยังตรวจไปไม่เกิน 5,000 รายเลยด้วยซ้ำ

โดยสรุปแล้วถึงแม้ว่า “โควิด”-19 จะน่ากลัวแค่ไหน แต่ถ้าเราคิดมาตรการที่ “เหมาะสม” และ “รวดเร็ว” เราก็มีโอกาสที่จะชนะอย่างที่ประเทศจีนและเกาหลีใต้ทำได้ แต่เราอาจจะต้องจริงจังแบบจีนที่เรียกว่ากักตัวคือกักตัว ไม่มีการใช้ระบบความเชื่อใจหรือแบบเกาหลีใต้ที่เอาเทคโนโลยีเข้าช่วย ถ้าในเวลานี้เอาแต่เชื่อใจกัน สุดท้ายพี่ทุยว่าก็จะมีคนที่ไม่สนใจโลกแบบ Super Spreader ให้เห็นอีกแน่ ๆ เพราะความตื่นตัวเรื่องโรคระบาดของคนไทยในภาพรวมยังอยู่ในระดับที่ต่ำจริง ๆ ภาครัฐควรจะเข้ามาบังคับเชิงนโยบายแบบหลีกเลี่ยงไปเลยน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ต้อง “เหมาะสม” และ “รวดเร็ว” ถึงสามารถควบคุมได้

ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการจัดการเชิงนโยบายใช้เม็ดเงินมหาศาลแน่นอน แต่ถ้าไม่รีบควบคุมให้ได้ เชื่อว่าน่าจะสูญเสียมากกว่าเงินที่ใช้ลงทุนในการควบคุมปัญหาแน่ ๆ ความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาที่ประจักษ์ต่อทุกคนแบบนี้ ถ้าไม่รีบจัดการเชื่อว่าในอนาคตไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไร ก็ยากที่จะได้รับความร่วมมือ ความเชื่อใจจากประชาชนอย่างแน่นอน


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

บทความ "ธุรกิจและเศรษฐกิจ" ยอดนิยม 

error: