เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังวิกฤต "ฟองสบู่ดอทคอม" ?

เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังวิกฤต “ฟองสบู่ดอทคอม” ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • “ฟองสบู่ดอทคอม” เป็นหนึ่งในวิกฤตตลาดหุ้นที่นักลงทุนทั่วโลกต่างรู้จักกันดี โดยมีหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเป็นตัวนำตลาด
  • ในช่วงเวลานั้นผู้คนเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะกลายมาเป็นธุรกิจแห่งโลกอนาคต วิสัยทัศน์ของธุรกิจดอทคอมในยุคนั้นแทบจะใกล้เคียงกันหมด นั่นก็คือ ‘Change the world’
  • การระเบิดของ “ฟองสบู่ดอทคอม” นี้ ทำให้ดัชนี Nasdaq ดิ่งลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,114.11 จุด ในปี 2002 คิดเป็นมูลค่าที่หายไปเกือบ 80% โดยการดิ่งลงของดัชนีถึง 34.2% ใช้เวลาเพียงแค่ 1 เดือน เท่านั้น

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

“ฟองสบู่ดอทคอม” เป็นหนึ่งในวิกฤตตลาดหุ้นที่นักลงทุนทั่วโลกต่างรู้จักกันดี ย้อนกลับไปช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาวิ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง โดยมีหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเป็นตัวนำตลาด ก่อนที่ฟองสบู่จะแตก หุ้นในกลุ่ม Dot-com เหล่านี้ ต่างแห่กันเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่นักลงทุนเองก็แห่กันแย่งซื้อ จนกำไรเฉลี่ยของหุ้น IPO เหล่านี้ ในวันแรกที่เข้าเทรด ในช่วงปี 1999 – 2000 สูงถึง 89% พี่ทุยจะพามาดูกันว่า

ช่วง 2 ทศวรรษ “ฟองสบู่ดอทคอม” เกิดอะไรขึ้นบ้าง ?

ในช่วงเวลานั้นผู้คนเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะกลายมาเป็นธุรกิจแห่งโลกอนาคต วิสัยทัศน์ของธุรกิจดอทคอมในยุคนั้นแทบจะใกล้เคียงกันหมด นั่นก็คือ ‘Change the world’ ซึ่งพวกเขาไม่ได้คาดการณ์ผิดแต่อย่างใดเกี่ยวกับอนาคตของอินเทอร์เน็ต เพราะมันเปลี่ยนโลกได้จริงในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ราคาที่นักลงทุนยอมแลกเพื่อให้ได้มา สูงกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นมากเกินไป

หุ้น IPO หลายต่อหลายตัวที่ให้ผลตอบแทนเกือบ 100% ในวันแรก กลับยังไม่สามารถแม้แต่จะทำกำไรได้เพียงเล็กน้อย เกือบทุกบริษัทยอมที่จะทำธุรกิจแบบขาดทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งลูกค้า และส่วนแบ่งการตลาดจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ซึ่งในเดือน ต.ค. 1999 Morgan Stanley ทำการประเมินมูลค่าของบริษัทดอทคอม 199 แห่ง รวมกัน ตัวเลขสูงถึง 4.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ยอดขายรวมอยู่ที่เพียง 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น! ขณะที่กำไรของบริษัทเหล่านี้ลืมคำว่ากำไรไปได้เลย เพราะบริษัทมีผลขาดทุนรวมกันถึง 6.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว

สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญว่าทุกอย่างกำลังจะพังลงมาในไม่ช้า แต่เมื่อยังทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำจากราคาหุ้น ใครกันเล่าจะหันมาสนใจปัจจัยพื้นฐาน นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่าการเก็งกำไรจากแนวโน้มที่ยังเป็นขาขึ้นนี้จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนลืมคิดไปว่า งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อแนวโน้มกำลังจะจบลง มันไม่เคยส่งสัญญาเตือนล่วงหน้า ยิ่งรู้ตัวช้าเท่าไหร่ ความเสียหายก็มากขึ้นเท่านั้น เพราะทุกคนกำลังแย่งกันขาย สุดท้ายแล้ว เราได้เห็นบริษัทอย่าง

Pets.com ผลาญเงินไปกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 9 พันล้านบาท
Boo.com สูญเงินไปถึง 135 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 4 พันล้านบาท ในช่วงกว่า 2 ปี
Webvan จากที่เคยมีมูลค่ากว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 3 หมื่นล้านบาท กลับต้องล้มละลายไปใน 2 ปี
eToys.com ล้มละลายภายใน 2 ปี หลังจากที่ขายหุ้น IPO

ในความเป็นจริงแล้ว หลายคนเริ่มตั้งคำถามตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 1999 ว่าฟองสบู่ที่เกิดขึ้นนี้มันใหญ่มากแค่ไหน แต่ก็ยังไม่มีใครยอมรับมันอย่างจริงจัง หลังจากนั้นดัชนีดาวน์โจนส์ช่วงต้นปี 2000 พุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 11,722.98 จุด และไม่สามารถกลับไปแตะจุดนั้นได้อีกเลยเป็นเวลากว่า 6 ปี ขณะที่ ดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้นไปแตะ 5,048.62 จุด และต้องรอจนถึงปี 2015 กว่าที่ดัชนีจะกลับไปสู่จุดนั้นอีกครั้ง

การระเบิดของ “ฟองสบู่ดอทคอม” นี้ ทำให้ดัชนี Nasdaq ดิ่งลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,114.11 จุด ในปี 2002 คิดเป็นมูลค่าที่หายไปเกือบ 80% โดยการดิ่งลงของดัชนีถึง 34.2% ใช้เวลาเพียงแค่ 1 เดือน เท่านั้น สำหรับยุคนี้ที่อินเทอร์เน็ตก้าวขึ้นมาเป็นธุรกิจแห่งอนาคต นักลงทุนต่างเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีคือสิ่งที่กำลังเปลี่ยนโลก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีมูลค่าที่เหมาะสมของมัน หากเราหลับหูหลับตาซื้อไปอย่างไม่คิดชีวิต บทเรียนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 20 ปีก่อน ก็อาจจะกลับมาเกิดขึ้นให้เราได้เรียนซ้ำกันอีกรอบ


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: