สูตรลับพัฒนา "องค์กรยุคใหม่"

สูตรลับพัฒนา “องค์กรยุคใหม่”

3 min read  

ฉบับย่อ

  • “ทำงานจากบ้าน+เวลางานยืดหยุ่น” ได้กลายมาเป็นสิ่งที่หลายบริษัทเริ่มนำมาใช้ดึงดูดบุคลากรหน้าใหม่ เรียกได้ว่าเป็น สูตรลับพัฒนา “องค์กรยุคใหม่”
  • การที่หลายบริษัทเริ่มนำระบบทำงานนอกสถานที่และเวลาเข้าออกงานแบบยืดหยุ่นมาใช้ นอกจากจะช่วยดึงดูดเหล่าแคนดิเดตให้มาร่วมงานด้วยกันแล้ว ยังส่งผลดีต่อคุณภาพงานโดยรวมอีกด้วย

“ทำงานจากบ้าน+เวลางานยืดหยุ่น” ได้กลายมาเป็นสิ่งที่หลายบริษัทเริ่มนำมาใช้ดึงดูดบุคลากรหน้าใหม่ ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมการทำงานแบบเก่าที่เรามักจะต้องเข้าออกงานตรงเวลาและทำงานจากโต๊ะของตนเองเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็น สูตรลับพัฒนา “องค์กรยุคใหม่”

แล้วเคยสงสัยไหมว่าวิธีดังกล่าวได้ผลจริงหรือไม่ ?

ก่อนอื่น เรามาลองนึกถึงช่วงเวลาที่มักจะได้งานมากที่สุดเอาไว้ในใจ หลายคนน่าจะตอบว่า เป็นช่วงใกล้เดดไลน์หรือไม่ก็ช่วงใกล้ ๆ พักเที่ยง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก งานวิจัยของ Yanping Tu และ Dilip Soman มหาวิทยาลัยโทรอนโต บอกว่ากลุ่มตัวอย่างมักจะลงมือทำงานชิ้นที่มีการกำหนดเดดไลน์ก่อนงานชิ้นอื่น ๆ ที่มีระยะเวลาทำนานกว่าหรือไม่ได้กำหนดวันส่ง แถมงานวิจัยของ Wilcox K และคณะ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียก็แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจาก “ความยุ่ง” ที่ช่วยให้กลุ่มตัวอย่างกว่า 5 แสนคน (เก็บข้อมูลโดยใช้ Data จากโปรแกรมจัดการงาน) ทำงานเสร็จลุล่วงได้ไวกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีตารางงานค่อนข้างโล่ง จากจุดนี้จะเห็นได้ว่าความกดดันและเดดไลน์ล้วนเป็นแรงกระตุ้นให้เราเริ่มลงมือทำงาน

นอกจากนี้ เวลาและสถานที่ก็มีผลต่อความอยากทำงานของเราเช่นกัน ชาวครีเอทีฟจะทำงานได้ดีถ้าอยู่ในบรรยากาศสบาย ๆ แบบร้านกาแฟที่มีคนค่อนข้างน้อย แถมงานวิจัยของ Ravi Mehta และคณะที่ได้รับการตีพิมพ์ลงใน Oxford University Press ยังช่วยคอนเฟิร์มว่า “เสียงพื้นหลัง” แบบผู้คนพูดคุยพร้อมแก้วกาแฟกระทบจานเบา ๆ มีผลดีต่อการทำงานมากกว่าการนั่งในออฟฟิศที่ค่อนข้างเงียบ (ทดลองฟังได้ที่ https://youtu.be/BOdLmxy06H0) แถมการดื่มกาแฟสักแก้ว (หรือหลาย ๆ แก้ว) ก็ส่งผลดีต่อการทำงานเช่นเดียวกัน

มีใครดูตื่นตัวเป็นพิเศษเมื่อใกล้เวลาเลิกงานไหม ?

เวลาในการเริ่มงานก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ปัจจัยอื่น จากหนังสือชื่อ When: The Scientific Secrets of Perfect Timing ของ Daniel Pink ที่ถ่ายทอดข้อมูลจากงานวิจัยหลายฉบับ เขียนถึงความแตกต่างระหว่างคนประเภท “นกล้าค” ที่ถนัดทำงานในตอนกลางวัน และ “นกฮูก” ที่ทำงานได้ดีในตอนกลางคืน แถมยังมีกลุ่มคนที่อยู่ระหว่างสองไทป์นี้ ซึ่งโดยรวมเราจะพบคนสไตล์ “นกล้าค” กว่า 80% เรียกได้ว่าเหล่านกฮูกจะเป็นกลุ่มคนที่ตื่นตอนดึกแต่ง่วงตอนกลางวัน ซึ่งอาจทำงานในช่วงเวลางานได้ไม่เต็มที่นัก

กล่าวโดยสรุป การที่หลายบริษัทเริ่มนำระบบทำงานนอกสถานที่และเวลาเข้าออกงานแบบยืดหยุ่นมาใช้ นอกจากจะช่วยดึงดูดเหล่าแคนดิเดตให้มาร่วมงานด้วยกันแล้ว ยังส่งผลดีต่อคุณภาพงานโดยรวมอีกด้วย

นโยบายเหล่านี้ใช้ว่าจะมีแค่ในบริษัทแนวสตาร์ทอัพเพียงอย่างเดียว องค์กรขนาดใหญ่อย่าง Philip Morris (Thailand) ก็มีนโยบาย Flexible Hours และ Friday Remote Working เช่นกัน โดยให้พนักงานเริ่มเข้างานได้ตั้งแต่ 7-10 โมงเช้า และกลับบ้านได้ในเวลา 4 โมงถึง 1 ทุ่ม

นอกจากนี้ยังให้บุคลากรทำงานจากที่ไหนก็ได้ในวันศุกร์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับทาง dtac ที่ผลักดันทั้งนโยบาย Flexi Hours และให้อิสระในการเลือกนั่งทำงานที่ใดก็ได้ในบริษัท

ในประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีตัวอย่างของการปรับเวลางานให้ยืดหยุ่นเช่นกัน ซึ่งนอกจากจะมีบริษัทที่ให้อิสระในการปรับเวลาเข้าออกงานแล้ว ยังมีบริษัทที่ลดเวลาทำงานเหลือ 4 วันอย่าง Perpetual Guardian จากนิวซีแลนด์ ซึ่งพวกเขาได้แชร์ผลลัพธ์ผ่านเว็บไซต์ 4dayweek.com พร้อมประชาสัมพันธ์นโยบายดังกล่าว ว่ามีผลในการเพิ่มประสิทธิภาพชิ้นงาน และการบริหารเวลาที่ดีขึ้นสะท้อนออกมาผ่านการใช้โซเชียลมีเดียในเวลางานน้อยลง นอกจากนี้ความสุขของบุคลากรก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

อ่านถึงจุดนี้แล้ว มีใครอยากลองทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ดูไหม ? ไม่แน่ว่าการลดเวลางานลงอาจจะทำให้เราค้นพบวิธีใหม่ ๆ ในการทำงานให้เสร็จรวดเร็วขึ้น และมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: