เมื่อผู้ผลิต "เกมบนมือถือ" ก่อกบฏ

เมื่อผู้ผลิต “เกมบนมือถือ” ก่อกบฏ

 

ฉบับย่อ

  • ปกติแล้วแอพพลิเคชั่นที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดได้ ไม่ว่าจะเป็นบน Andriod หรือ iOS จะต้องเสียค่าธรรมเนียม 30% ในทุกๆธุรกรรมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าการจ่ายเงินจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใดก็ตาม
  • ต้นเดือนสิงหาคม 2018 ที่ผ่านมานี้ ฟอร์ทไนท์ ได้ทดลองในสิ่งที่ยังไม่เคยมีบริษัทเกมทำมาก่อน นั่นคือ การปล่อยเวอร์ชั่นสำหรับระบบปฏิบัติการบนแอนดรอยด์ ที่ไม่สามารถดาวน์โหลดได้จากกูเกิ้ลเพลย์
  • นี่ถือเป็นสัญญาณว่าผู้ผลิตเกม จะไม่ยอมนิ่งเฉยและก้มหน้ารับค่าธรรมเนียม 30% อีกต่อไป

“มันก็สมควรแล้วล่ะที่เราจะต้องไม่พอใจกับเรื่องนี้ และเราก็ควรจะหาวิธีอื่นในการเข้าถึงเกมเมอร์”

นี่คือคำพูดของ ทิม สวีนี่ย์ (Tim Sweeney) ซีอีโอของบริษัทเอปิกเกมส์ (Epic Games) ผู้ผลิต “เกมบนมือถือ” ที่มีโอกาสได้ขึ้นพูดให้ผู้ฟังที่มารวมตัวกันจากทั่วทุกมุมโลกในงานเดฟคอม (Devcom) อีเวนท์สำหรับคอมพิวเตอร์ และวิดีโอเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2017 ณ เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี

เมื่อผู้ผลิต "เกมบนมือถือ" ก่อกบฏ

ทิม สวีนี่ย์ (Tim Sweeney)

พรีเซนเทชั่นส่วนมากของสวีนี่ พูดถึงเรื่องกราฟฟิกภาพเสมือน และอ็อกเมนเท็ด เรียลลิตี้ (Augmented Reality) เทคโนโลยีที่สร้างภาพเสมือนเพิ่ม จากวัตถุ หรือสภาพแวดล้อมจริงที่มีอยู่ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในอุตสาหกรรมเกม

แต่สวีนี่ก็ไม่ลืมที่จะใช้เวลาอันมีค่านี้ ชี้ให้ผู้ฟังเห็นถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัทผู้ผลิตเกมมาช้านาน และปลุกให้เกิดกระแสการวิเคราะห์อย่างจริงจังในวงกว้าง

ตั้งแต่ที่กูเกิ้ล และแอปเปิ้ล ก้าวขึ้นมาเป็นสองผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดของโลก พร้อมด้วยบริการร้านค้าสำหรับการโหลดแอพพลิเคชั่น (Application พี่ทุยขอเรียกสั้นๆว่า “แอพ”) ที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อ “กูเกิ้ลเพลย์” (Google Play ของกูเกิ้ล) และ “แอพสโตร์” (App Store ของแอปเปิ้ล) ร้านทั้งสองใช้โมเดลธุรกิจที่เรียกว่า “แชริ่ง” (Sharing) นั่นคือ “ถ้าเธอได้เงิน ฉันก็ต้องได้ด้วย”

สำหรับทุกแอพที่ต้องการจะกระจายให้ผู้ใช้โทรศัพท์ดาวน์โหลดลงบนแอนดรอยด์และแอปเปิ้ล จะมีการหักค่าธรรมเนียม 30% ต่อทุกๆธุรกรรมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าการจ่ายเงินดังกล่าว จะเกิดขึ้นตอนไหนก็ตาม

เช่น หากแอพไหนต้องเสียเงินก่อนดาวน์โหลด 100 บาท กูเกิ้ล กับแอปเปิ้ล จะได้เงิน 30 บาทเมื่อมีคนยอมเสียเงินโหลดแอพ

หากแอพไหนดาวน์โหลดได้ฟรี แต่มีการสมัครสมาชิกรายเดือนราคา 100 บาท กูเกิ้ล กับแอปเปิ้ล จะได้เงิน 30 บาทเมื่อเกิดการสมัครสมาชิก ซึ่งส่วนมากจะเป็นพวกแอพดูหนัง ฟังเพลง ซึ่งในบางกรณี ค่าธรรมเนียมตรงนี้จะเหลือแค่ 15%

หากแอพไหนดาวน์โหลดได้ฟรี แต่เมื่อเข้าไปใช้งานแล้ว อาจมีการซื้อของภายในแอพราคา 100 บาท กูเกิ้ล กับแอปเปิ้ล จะได้เงิน 30 บาท เมื่อผู้ใช้กดซื้อ ซึ่งส่วนมากจะเป็นแอพเกม ที่มีการซื้อของในแอพ (In App Purchase) เพื่อให้ต่อสู้ได้เก่งขึ้น หรือเล่นได้สนุกขึ้น

“ถ้าเธอได้เงิน ฉันก็ต้องได้ด้วย” ไม่ว่าผู้ผลิตแอพจะพยายามสร้างรายได้ (Monetize) ท่าไหนก็ตาม กูเกิ้ล กับแอปเปิ้ล ก็จะมีรายได้เข้ากระเป๋าตามไปด้วย โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงพัฒนาแอพใหม่ให้เหนื่อย ตราบเท่าที่โทรศัพท์มือถือทั้งโลกยังใช้ระบบปฏิบัติการของพวกเขาอยู่ ปัจจุบัน ระบบปฏิบัติการ Andriod ของกูเกิ้ลมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 88% และระบบปฏิบัติการ iOS ของแอปเปิ้ล มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 11.9% นั่นหมายความว่าโทรศัพท์มือถือ 100 เครื่อง จะมีเครื่องที่ใช้ Andriod และ iOS รวม 99.9 เครื่องเลยทีเดียว

หากมอง Google Play หรือ App Store เป็นเหมือนร้านค้าปลีก หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต แอพต่างๆก็เหมือนกับสินค้าที่อยากมาลงขายในร้านแห่งนี้ เนื่องจากเป็นร้านขนาดใหญ่ มีสาขาเยอะมาก มากจนคนทั้งโลกสามารถเข้าไปซื้อของได้ และร้านค้าก็เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการเอาของมาขายในรูปแบบที่เรียกว่า ค่า “จีพี” (Gross Profit Margin) ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่หักจากค่าสินค้าตามแต่ตกลงกันกับผู้ขาย

โดยปกติ ค่าจีพีที่ร้านค้าปลีกคิด จะเริ่มตั้งแต่ 15% ไปจนถึง 60% แล้วแต่ชนิดสินค้า แบรนด์ และเงื่อนไขการชำระเงิน เราอาจมองได้ว่า กูเกิ้ล และแอปเปิ้ล คิดค่าจีพี 30% ซึ่งถือว่ากลางๆ ไม่สูงนัก

เหตุใดผู้ผลิตแอพทั้งหลายถึงไม่พอใจ พี่ทุยมองว่า ความแตกต่างของ ร้านค้าปลีก กับร้านค้าแอพ มีหลักๆ 2 ข้อ นั่นก็คือ

1. ร้านค้าแอพมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าร้านค้าปลีก

ถ้าเรามองว่าร้านค้าปลีก ที่มีหน้าร้าน มีพื้นที่ต้องบริหาร จะมีต้นทุนในการจัดการสูง ทั้งเงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าที่ ค่าตกแต่ง ค่าอุปกรณ์ต่างๆ และค่าบำรุงรักษา การคิดจีพี 30% ในอุตสาหกรรมค้าปลีก จึงเป็นระดับทั่วไป แต่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี Google Play และ App Store มีต้นทุนน้อยกว่าร้านค้าปลีกมาก การคิดจีพี 30% เช่นเดียวกับร้านค้าปลีก จึงถือว่าแพงมาก

2. ร้านค้าแอพเก็บค่าธรรมเนียมทั้งหมด ไม่ว่าผู้ใช้จะซื้อด้วยวิธีไหนก็ตาม

อย่างที่สอง ร้านค้าปลีกเก็บค่าจีพี จากผู้ขายสินค้าได้เฉพาะสินค้าที่ถูกซื้อ และจ่ายเงิน ณ ร้านแห่งนั้นเท่านั้น ถ้าลูกค้าเกิดชอบสินค้า แล้วติดต่อขอซื้อสินค้าโดยตรงจากผู้ขาย โดยไม่ผ่านร้านค้าปลีก ผู้ขายก็ไม่จำเป็นต้องเสียจีพีให้กับร้านค้าปลีกอีกต่อไป ในทางกลับกัน ไม่ว่าผู้ใช้จะซื้อหรือจ่ายเงินให้แอพด้วยวิธีไหนก็ตาม ระบบปฏิบัติการโทรศัพท์ที่ใช้อยู่จะสามารถติดตามไปหักเงินได้ทั้งหมด แล้วจึงจะส่งให้ผู้ผลิตแอพภายหลัง นี่คือพลังอำนาจของเทคโนโลยี ที่การค้าขายในรูปแบบเก่าเทียบไม่ได้

“ต้นทุนในการบริหารจัดการระบบ ไม่มีทางสูงเกิน 5-6% ของรายได้ที่เกิดขึ้นในแอพ” สวีนี่มองกว่าการคิดค่าธรรมเนียม 30% เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมอย่างมาก และยกตัวอย่างบัตรเครดิตวีซ่า กับมาสเตอร์การ์ด ว่าหักค่าธรรมเนียมประมาณ 2-3% เท่านั้น

“พวกเขาทำกำไรได้มหาศาล ในขณะที่ไม่ได้ช่วยอะไรพวกเรามากนักเลย”

ในยุคแรกๆของสมาร์ทโฟน เราจะเห็นแอพเกมมือถือใหม่ๆสัปดาห์ละ 2-3 เกมเท่านั้น การจะขึ้นไปติดท็อปชาร์ต (หมายถึงการมียอดคนดาวน์โหลดสูงสุดอันดับต้นๆ) ไม่ได้ยากเกินไปนัก แต่ในปัจจุบัน ท็อปชาร์ตคงเหลือแต่เกมที่มีงบการตลาดระดับร้อยล้าน  USD และไม่มีที่ว่างให้กับนักพัฒนาเกมทั่วไปอีกแล้ว

สิ่งที่บริษัทผู้สร้างเกมต้องทำ คือการกระหน่ำโฆษณาลงบนเฟสบุค ทวิตเตอร์ และกูเกิ้ล โดยหวังว่าจะมีเกมเมอร์ยอมดาวน์โหลดไปลองเล่นอย่างน้อยซัก 1 คนด้วยงบโฆษณาไม่เกิน 3 USD

บริษัทเอปิกเกมส์ ของสวีนี่ คือผู้ผลิตเกม “ฟอร์ทไนท์” (Fortnite) เกมแนวต่อสู้เอาชีวิตรอดอันโด่งดัง

ต้นเดือนสิงหาคม ปี 2018 ที่ผ่านมานี้ ฟอร์ทไนท์ ได้ทดลองในสิ่งที่ยังไม่เคยมีบริษัทเกมทำมาก่อน นั่นคือการปล่อยเวอร์ชั่นสำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ที่ไม่สามารถดาวน์โหลดได้จาก Google Play

แต่การจะดาวน์โหลดได้ จำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางเทคนิคซับซ้อน ในการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว (Privacy) พอสมควร ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีเกมเมอร์คนไหนจะอยากทำให้ยุ่งยาก เมื่อนึกถึงว่าคนที่ได้ประโยชน์คือผู้ผลิตเกม ซึ่งไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กูเกิ้ล ไม่ใช่ผู้เล่น

อย่างไรก็ดี นี่ถือเป็นสัญญาณว่าผู้ผลิตเกม จะไม่ยอมนิ่งเฉยและก้มหน้ารับค่าธรรมเนียม 30% อีกต่อไป

ไม่ใช่แค่ค่าธรรมเนียมแสนแพงเท่านั้น กูเกิ้ล กับแอปเปิ้ล ยังปล่อยแอพที่พัฒนาขึ้นเองลงสู่ตลาดอีกด้วย เปรียบได้กับร้านค้าปลีกที่เห็นสินค้าไหนในร้านขายดี ก็ผลิตสินค้านั้นภายใต้แบรนด์ตัวเองขึ้นมาแข่ง

“อีกไม่นาน เสียงประท้วงของผู้ผลิตแอพ จากวงการเพลง วิดีโอ เกม และอื่นๆจะเริ่มดังขึ้น” นักวิจัยจาก “แม็คควารี่ รีเซิช” (Macquarie Research) ผู้ให้บริการทางการเงิน และการวิจัย ซึ่งทำงานคลุกคลีกับอุตสาหกรรมเกมกล่าวไว้ หลังจากเผยว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการเกม ประชุมกันเป็นการส่วนตัว และมองว่าประเด็นปัญหานี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่เฉพาะต่อผู้ผลิตเกม แต่ส่งผลต่อผู้ผลิตแอพทุกประเภท

“เน็ทฟลิกซ์” (Netflix) ผู้ให้บริการดูหนังออนไลน์ เป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตแอพที่ไม่ได้ทนนิ่งเฉยกับระบบที่ถูกกล่าวหาว่าผูกขาดนี้

แม้ว่าจะออกมาปฏิเสธ และอ้างว่าทำไปเพื่อทดสอบระบบการสมัครสมาชิกใหม่ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการเทคโนโลยีสังเกตได้ว่า ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2018 เป็นต้นมา เมื่อผู้ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เปิดแอพเน็ทฟลิกซ์ขึ้น กลับมีบางครั้งที่ไม่พบปุ่มให้ลงทะเบียน แต่กลับถูก “รี-ไดเรค” (Re-direct เป็นการโอนไปสู่จุดหมายอื่น เช่น จากแอพไปที่บราวเซอร์ และให้สมัครสมาชิกที่นั่นแทน

การทดสอบดังกล่าวมีขึ้นใน 10 ประเทศ (ไม่รวมสหรัฐอเมริกา กับอังกฤษ) เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย เม็กซิโก และญี่ปุ่น เป็นต้น

เน็ทฟลิกซ์ออกมาประกาศว่า จะเพิ่มการทดลองจาก 10 เป็น 33 ประเทศภายในเดือนสิงหาคม แต่การทดสอบทั้งหมดจะหยุดลงภายในเดือนกันยายน

ปัจจุบัน ยังคงไม่มีข้อโต้แย้ง หรือข้อแก้ต่างใดๆออกมาจากฝั่งกูเกิ้ล และแอปเปิ้ล แต่เมื่อผู้ผลิตแอพต่างตื่นตัวโดยทั่วกัน พี่ทุยว่าคงจะอีกไม่นานที่เรื่องราวจะดำเนินไปถึงจุดไคลแม็กซ์

แม็คควารี่ รีเซิช ประเมินว่า หากสองยักษ์ใหญ่ยอมลดค่าธรรมเนียมลงจาก 30% เป็น 15% ผู้ผลิตเกมจะมีรายรับเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

‘แอคทิวิชั่น บลิซซาร์ด’ (Activision Blizzard) จะมีกำไรเพิ่มขึ้น 12%
‘อีเอ’ (EA) จะมีกำไรเพิ่มขึ้น 8%
และ ‘ซิงก้า’ (Zynga) จะมีกำไรทะยานขึ้นถึง 53% ทันที

และแน่นอน นั่นหมายถึงรายได้กว่าแสนล้านบาทที่กูเกิ้ล และแอปเปิ้ลจะต้องเสียไป

งานนี้พี่ทุยว่า คงไม่มีใครยอมใครง่ายๆแน่นอน

error: