นโยบายลดราคาน้ำมัน 5-10 บาท ทำได้จริงหรือไม่ ?

นโยบายลดราคาน้ำมัน 5-10 บาท ทำได้จริงหรือไม่ ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • คุณมิ่งขวัญประกาศลดราคาน้ำมันลิตรละ 5-10 บาท ราคาวันนี้ แก๊ซโซฮอล 95 อยู่ที่ลิตรละ 36.26 บาท แสดงว่าลดไปเกือบ 30% เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นเสื้อผ้าเราเห็นป้ายลดขนาดนี้ ซื้อกันยับแน่นอน
  • สิ่งที่คุณมิ่งขวัญตั้งใจจะทำก็คือ การโปรโมทให้คนหันมาใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมันก็คือน้ำมัน E10 E20 และ E85 นั่นเอง
  • อีกประเด็นที่ลุงมิ่งได้กล่าวไว้ คือ ถ้าหากเราลดราคาน้ำมันลงได้ จะทำให้ค่าครองชีพถูกลง เพราะราคาน้ำมันเป็นต้นทุนในการขนส่ง ซึ่งในความเป็นจริงพี่ทุยว่ายากที่ค่าครองชีพคนจะลดลงจริงๆ เพราะเงินเฟ้อมันมีความหนืดอยู่

สำหรับพี่ทุยแล้ว ในชั่วโมงนี้คงไม่มีใครมาแรงเท่า ลุงมิ่ง หรือ คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อีกแล้ว ไม่ว่าจะปราศรัยหรือดีเบตเวทีไหนก็ตามก็จะมีประเด็นเศรษฐกิจต่างๆถูกหยิบยกมาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เช่น “นโยบายลดราคาน้ำมัน” รวมถึงประโยคเด็ดที่ว่า “เตรียมทานก๋วยเตี๋ยวชามละ 100 บาทได้เลย” ที่วิจารณ์นโยบายอย่างตรงไปตรงมา

จากวันนั้นหลายๆคนก็คงจะกลายเป็นแฟนคลับของลุงมิ่งไปแล้วแหละ (ฮ่า) แต่ว่าก่อนจะเทคะแนนให้ใคร พี่ทุยว่าเราต้องไปทำความรู้จักลุงแกกันหน่อย พี่ทุยขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยว่า ประวัติของคุณมิ่งขวัญนี่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

ลุงมิ่งเนี่ยไม่ได้เริ่มต้นมาก็เป็นนักการเมืองเลย แต่ลุงมิ่งเติบโตจากวงการธุรกิจมาก่อน โดยเริ่มจากบริษัทรถยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า จนกระทั่งผลงานโดดเด่นเข้าตาก็ได้มีโอกาสเข้ามาปรับให้ช่อง MCOT มีความเจริญก้าวหน้า ดูดีมีความทันสมัยขึ้นมาทันตา

หลังจากนั้น เฮียแกก็แรงจนฉุดไม่อยู่จริงๆ คุณมิ่งขวัญได้ได้เข้ามาช่วยงานด้านเศรษฐกิจกับพรรคพลังประชาชน ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา ในสมัยของนายสมัคร สุนทรเวช และครั้งที่เขาเข้าใกล้ตำแหน่งนายกฯที่สุด ก็คงจะเป็นตอนที่คุณมิ่งขวัญเป็นผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจและมีการเสนอชื่อให้เป็นนายกแทนคุณอภิสิทธิ์ แต่แล้วการอภิปรายนั้นก็ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังของเขาเท่าไหร่ ในครั้งนี้ เขากลับมาแล้วแถมยังกลับมาพร้อมนโยบายเศรษฐกิจเต็มกระเป๋า

อย่างไรก็ตามพี่ทุยไม่ได้สนใจอดีตมากนักหรอก สำหรับพี่ทุยแล้วอนาคตสำคัญกว่าเยอะเลย เพราะอย่างที่เรารู้กันว่านักการเมืองพร้อมที่เปลี่ยนขั้วการเมืองได้เสมอ ถ้าเรามาดูจากประวัติแล้วเนี่ย คุณมิ่งขวัญจะเป็นมือเศรษฐกิจมาโดยตลอด พี่ทุยจึงสนใจมากๆว่านโยบายของเขาจะเป็นยังไงจะกระทบต่อเศรษฐกิจแบบไหน ?

นโยบายลดราคาน้ำมันลิตรละ 5-10 บาท

นโยบายลดราคาน้ำมัน 5-10 บาท ทำได้จริงหรือไม่ ?

เริ่มกันที่นโยบายแรกเลย คุณมิ่งขวัญประกาศ “นโยบายลดราคาน้ำมัน” ลิตรละ 5-10 บาท ถามว่าลดไป 10 บาทเยอะมั้ย พี่ทุยบอกเลยโคตรเยอะ ราคาวันนี้ แก๊ซโซฮอล 95 อยู่ที่ลิตรละ 36.26 บาท แสดงว่าลดไปเกือบ 30% เปอร์เซ็นเลยนะ ถ้าเป็นเสื้อผ้าเราเห็นป้ายลดขนาดนี้ ซื้อกันยับแน่นอน

แต่จริงๆสิ่งที่คุณมิ่งขวัญตั้งใจจะทำก็คือ การโปรโมทให้คนหันมาใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันเนี่ยมันก็คือน้ำมัน E10 E20 และ E85 นั่นเอง โดยที่ราคาในวันนี้ E20 อยู่ 25.84 บาทต่อลิตร ถ้าเป็น E85 เนี่ยยิ่งถูกเข้าไปใหญ่อยู่ที่ 20.64 บาทต่อลิตรเท่านั้น ซึ่งมันถูกกว่า แก๊ซโซฮอล 95 อยู่ 10 บาทจริงๆด้วย แต่มันติดปัญหาตรงที่คนไม่กล้าใช้ ดังนั้น สิ่งที่คุณมิ่งขวัญจะทำต่อไปก็คงเป็นให้ความรู้สื่อสารให้คนเข้าใจและหันมาใช้น้ำมันตัวนี้กันนี่เอง ก็ถือว่าเข้าทางถนัดของคุณมิ่งขวัญ อดีต ผอ. MCOT

ต่อมา ไอน้ำมันพวกนี้มันมีส่วนผสมของพวกเอทานอล ซึ่งผลิตจากมันสำปะหลังและอ้อย นอกจากนี้พืชอีกตัวที่จะทำให้น้ำมันดีเซลถูกลงก็คือ ปาล์มน้ำมัน อย่างที่เรารู้ๆกันว่าบ้านเราก็ปลูกพืชพวกนี้เยอะซะด้วยสิ แล้วราคามันก็ไม่สู้ดีเท่าไหร่ คุณมิ่งขวัญก็เลยคิดว่าถ้าคนหันมาใช้น้ำมันพวกนี้เยอะขึ้น ราคาของพืช 3 ชนิดที่บอกไปก็จะต้องดีขึ้นด้วย แน่นอนว่ายิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัวเลยทีเดียว

คำถามที่น่าสนใจแล้วสำคัญมากก็คือ ราคาพืชพวกนี้มันต่ำตกจริงๆหรือไม่ แม้ว่าพี่ทุยจะถูกให้ไปไถนาบ่อยๆแต่พี่ทุยก็พอจะรู้เรื่องเกษตรอยู่บ้างนะ

นโยบายลดราคาน้ำมัน 5-10 บาท ทำได้จริงหรือไม่ ?

ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

จากมาตรวัดของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าจริงๆแล้ว ราคาปาล์มน้ำมันเนี่ยมันก็ตกต่ำตามที่ลุงมิ่งกล่าวไว้จริงๆนั่นแหละ แต่มันสำปะหลังราคายังคงอยู่ในเกณฑ์ดีอยู่ ตามความคิดของพี่ทุย จริงๆแล้วคำถามสำคัญของเรื่องนี้ น่าจะเป็นตามที่ลุงมิ่งได้กล่าวไว้คือ ปัญหามันติดที่คนไม่กล้าใช้ ไม่แน่ใจว่าการจ่ายในราคาที่ถูกลงจะทำให้รถวิ่งได้เท่าเดิมหรือวิ่งได้เหมือนเดิมหรือไม่ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าดีจริงๆนะ พี่ทุยเชื่อว่าหลายๆคนก็จะหันมาใช้แน่นอนก็คงจะสามารถทำให้ราคาของพืช 3 ตัวนี้ดีขึ้นได้จริงๆ

แต่อีกประเด็นที่พี่ทุยรู้สึกติดใจนิดๆ คือ คุณมิ่งขวัญได้กล่าวไว้ว่า ถ้าลดค่าน้ำมันได้ครึ่งนึง ก็นำเงินที่เหลือไปซื้ออย่างอื่นได้ รัฐบาลก็ได้ VAT ไปในสินค้าอื่นๆ 7%

สำหรับประเด็นนี้พี่ทุยอยากจะบอกว่า น้ำมันที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็เสีย VAT 7% เช่นกัน ดังนั้น เรื่องรายได้ของรัฐที่จะเพิ่มขึ้นจากเรื่องนโยบายนี้คงต้องตกไป อาจจะต้องไปดูนโยบายอื่นอีกว่าจะหาเงินเข้ากระเป๋ารัฐบาลยังไง แต่ยังไงก็ตาม พี่ทุยเห็นด้วยนะที่ว่า ถ้าเงินเหลือจะได้เอาไปซื้ออย่างอื่นเงินมันจะได้กระจายหมุนเวียนในประเทศ เนื่องจากเราก็ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมากลั่น สุดท้ายเงินมันก็ตกกับประเทศส่งออกน้ำมันอย่างเวเนซุเอลา ดังนั้นถ้าลดการใช้น้ำมันตรงนี้ ก็สามารถลดการนำเข้าได้เช่นกัน

อีกประเด็นที่ลุงมิ่งได้กล่าวไว้ คือ ถ้าหากเราลดราคาน้ำมันลงได้ จะทำให้ค่าครองชีพมันถูกลง เพราะราคาน้ำมันเป็นต้นทุนในการขนส่ง ซึ่งก็นับว่าเป็นต้นทุนของสินค้าเกือบทุกชนิด อันนี้พี่ทุยก็ว่ายากที่ค่าครองชีพคนจะลดลงจริงๆอยู่เหมือนกันนะ ไม่ว่าจะเป็นตัวราคาสินค้าหรือที่เราเรียกว่าเงินเฟ้อเนี่ยมันมีความหนืดอยู่

ลองสังเกตดูง่ายๆก็ได้ ราคาสินค้ามันขึ้นไปแล้วมันไม่มีทางลดลงมาหรอก จะมีเหรอที่แม่ค้าได้ขึ้นราคาแล้วพอราคาถูกลงก็เลยปรับลงตาม พี่ทุยไม่เคยเห็นเลย (ฮ่า) ถ้าเรามามองในทางทฤษฎีมันก็มีอยู่เหมือนกันที่เค้าเรียกว่า Menu Cost เป็นการเปรียบเทียบกับร้านอาหารง่ายๆว่า เมื่อร้านอาหารทำเมนูและใส่ราคาลงไปในเมนูแล้ว แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะสูงก็ยังไม่เปลี่ยนราคาหรอก เพราะเสียค่าพิมพ์ค่าทำเมนูไปแล้ว จะทำใหม่ทำไม ซึ่งในช่วงที่ต้นทุนสูงเนี่ยร้านค้ามักจะรับภาระได้ไม่นานหรอกซักพักก็ต้องขึ้นราคา แต่ช่วงที่ต้นทุนต่ำลง พี่ทุยฟันธงไม่มีใครลดราคาให้เราแน่ๆ เพราะในอีกไม่นานราคาของก็กลับมาที่เดิม

และจากข้อมูลในอดีต ถ้าเราดู “อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน” เงินเฟ้อที่ไม่รวมหมวดพลังงานและอาหารสด เนื่องจาก 2 หมวดนี้มีความผันผวนสูง จะเห็นว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานไม่เคยติดลบมาก่อนเลย พูดง่ายๆคือ ราคาไม่เคยลดลงเลยไม่ว่ายุคสมัยไหน ดังนั้น พี่ทุยอยากจะขอแก้เรื่องค่าครองชีพของลุงมิ่งซักเล็กน้อย เอาเป็นว่านโยบายน้ำมันดังกล่าวคงไม่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น พี่ทุยว่าสุดยอดแล้ว แต่คงไม่ถึงกลับค่าครองชีพลดลงอย่างเห็นผลแน่ๆ แต่ยังไงก็แล้วซึ่งถ้าทำได้จริงๆก็นับว่าสุดยอดมากๆ

แนวคิดแบบลุงมิ่ง ถือว่าเป็นแนวคิดแบบนักเศรษฐศาสตร์เลย มีการยึดหลัก Demand และ Supply ค่อนข้างชัดเจน อยากจะกระตุ้นราคาเขาจะเล่นกับหรือ Demand ล้วนๆ รวมถึงการกระจายรายได้ให้เศรษฐกิจมันหมุน อันนี้ก็เป็นแนวคิดของหลักเศรษฐศาสตร์อีกเช่นกัน จริงๆแล้วนโยบายของคุณมิ่งขวัญ ยังมีอีกเยอะเลยไม่ว่าจะเป็น เบี้ยคนชรา นิคมอุตสาหกรรมตะเข็บชายแดน ซึ่งน่าสนใจมากๆ

ไว้พี่ทุยว่างๆจะมานั่งแกะให้ทีละนโยบายเลยรับรองสนุกแน่นอน เศรษฐศาสตร์เรื่องง่ายๆใครๆก็เข้าใจ (มั้ง) (ฮ่า)

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: