ใครได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ?

ใครได้ประโยชน์จาก “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ” ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • นโยบายกระตุ้น​เศรษฐกิจ​ปี​ 2562​ ครอบคลุมถึงหลายประเด็น​ ได้แก่​ ช่วยเหลือ​เกษตรกร​ ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ย​ 0% ช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย​ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ​ และกระตุ้นเศรษฐกิจ​ด้วยการท่องเที่ยว​ เช่น​ แจก​ 1,500 บาทแก่ประชาชนที่มีอายุมากกว่า​ 18 ปี ทุกคนและมีเครดิตเงินคืน​ 15% เมื่อใช้จ่ายเรื่องการท่องเที่ยว
  • นโยบายนี้อัดฉีดเงินมหาศาลจำนวน​ 19​ แสนล้านบาท​ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ​ เนื่องจากตัวเลข​ GDP​ ในครึ่งแรกของปี​ 2562​ นี้เท่ากับ​ 2.6% จากปีที่แล้ว​ที่​ 4.1% จากปัญหาสถานการณ์​โลกและตัวเลขภาคการส่งออกที่ลดลงอย่างมาก​
  • ธุรกิจ​ที่จะได้รับประโยชน์​จากนโยบายนี่​ ได้แก่​ ธุรกิจร้านค้า​ ร้านอาหาร​ โรงแรม​ ของทั้งรายใหญ่เเละรายย่อย​ ธุรกิจ​ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์​ก็เช่น​ CPALL​ เพราะมีสาขากระจายอยู่​กว่า​ 11,000 สาขาทั่วประเทศ​และธุรกิจ​โรงแรม​ เช่น​ ERW, CENTEL, MINT
  • ข่าวที่ออกไป​ส่งผลต่อจิตวิทยาในระยะสั้นของตลาดหุ้นเเละกลุ่มธุรกิจ​ที่เกี่ยวข้องพอสมควร​ ดัชนีและราคาหุ้นในกลุ่มธุรกิ​จที่เกี่ยวข้องจึงดีดตัวขึ้น​ ในวันที่​ 16​ สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา

เมื่ิอวันที่​ 16​ สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา​ เหล่าในนักลงทุน​ในตลาดหุ้นก็ได้เฮกันสักที​ เพราะปู่ SET กลั้นใจโดดสูงจนปิดสิ้นวันในแดนบวกถึง​ +27​ ซึ่งเรื่องนี้แว่ว ๆ​ ว่าส่วนนึงเป็นผลมาจาก​ “นโยบายกระตุ้น​เศรษฐกิจ​” ที่เพิ่งประกาศออกมา

เรามาดูกันดีกว่าว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ​ของปี​ 2562​ ที่เพิ่งออกมาในครั้งนี้อัดฉีดเงินเข้าระบบมากถึง​ 3.19 แสนล้านบาททีเดียวล่ะ ​และครอบคลุมถึงเรื่องต่าง ๆ​ ​ได้แก่

  1. ช่วยเหลือเกษตรกร​ โดยดำเนินงานผ่าน​ ธ.ก.ส.​ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้งใน​ 13​ จังหวัด​
  2. ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ย​ 0% ในปีแรก​ มาตรการ​นี้ก็ดำเนินการผ่าน​ ธ.ก.ส. เช่นกัน​ และรัฐจะให้​ ธ.ก.ส.​ ออกงบไปก่อน​ แล้วค่อยมาอุดหนุนชดเชยอีกที​
  3. กระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยว​ มีมาตรการ​ “ชิม​ ช็อป ใช้” โดยเค้าจะสนับสนุนค่ากิน​ ช็อปและใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในจังหวัดอื่น ๆ​ ​ผ่านกระเป๋า​สตางค์​อิเล็กทรอนิกส์ ​(e-wallet) แก่คนที่มีอายุเกิน​ 18 ปีทุกคน​ แต่เงื่อนไข​คือ ต้องใช้จ่ายในจังหวัดที่ไม่ใช่บ้านเกิดเราเท่านั้นนะ​ เช่น​ เราอยู่พะเยาอยู่แล้ว​ ​ใช้จ่ายในพะเยา​ อันนี้รัฐบาลไม่ให้นะ
  4. มีการให้เครดิตเงินคืน​ 15% สำหรับการใช้จ่ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยว​ แต่ไม่เกิน​ 4,500 บาท​ เช่น​ เราใช้จ่ายกับการท่องเที่ยว​ไป​ 10,000​ บาท​ ก็จะได้เงินคืน​ 1,500 บาท​ แต่ถ้าเราใช้เพลินไปนิดหน่อย​ สมมุติ​ว่า​ 50,000​ บาท​ ถ้าคิด​ 15% ก็ต้องเป็น​ 7,500 บาท​ แต่เราจะได้เงินคืน​ 4,500​ บาทตามเกณฑ์​ที่กำหนดไว้สูงสุดเท่านั้นนะ
  5. ช่วยเหลือ​ผู้ที่มีรายได้น้อย​ ผ่านการเติมเงินบัตรสวัสดิการ​แห่งรัฐ​ ซึ่งปกติจะมีการอุดหนุนทุกเดือนอยู่เเล้ว​ แต่นโยบายนี้จะช่วยเหลือเพิ่มโดยการเพิ่มเงินสนับสนุน​ 500​ บาท/เดือน​ รวม​ 2 เดือน​ แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ นอกจากนี้​ยังมีการอุดหนุนค่าเลี้ยงดูลูกที่อายุไม่เกิน​ 6 ปีสำหรับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ​ 300​ บาท/เดือน​ รวม​ 2 เดือน​ด้วย

นโยบายนี้เป็นประโยชน์​ต่อใครบ้าง ?

ถ้านโยบายนี้กระตุ้นเศรษฐกิจ​ได้ตามชื่อ​ ก็แน่นอนว่าประโยชน์​ย่อมตกอยู่กับผู้ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจ​ของประเทศ​อย่างคนไทยทุกคน​

มาตรการตามข้อ​ 1, 2 ก็จะมีส่วนช่วย​เกษตรกร​และผู้ประกอบการ​รายย่อยโดยตรง

ส่วนมาตรการ​ตามข้อ​ 3 และ​ 4 ก็จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงิ​นในระบบดีมากขึ้น​ รัฐอัดฉีดเงินเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว​ คนก็จะมีแรงจูงใจ​ในการจับจ่ายใช้สอย​มากขึ้น​ และธุรกิจ​ต่าง ๆ​ ก็จะได้รับประโยชน์​กันถ้วนหน้า​ ทั้งโรงแรม​ ร้านค้า​ ร้านอาหาร​​

นอกจากนี้​มาตรการตามข้อ​ 5 ยังเพิ่มเงินสนับสนุนแก่ผู้ที่มีรายได้น้อย​ 2 เดือนถึง​ 1,000 บาท​ ดูเป็นเงินที่ไม่มาก​ แต่ถ้าหากเข้าเงื่อนไขหลายข้อก็มีสิทธิ์​ได้เพิ่มหลายข้อ เช่น​ เป็นชายไทยอายุ​ 65​ ปี​ มีลูกหลงอายุ​ 3 ขวบ​และมีรายได้น้อยเข้าเกณฑ์​ เขาคนนี้จะได้เงินสนับสนุนเพิ่มใน​ 2 เดือนนี้เท่ากับ​ 2,600 บาทเลยนะ​ (1,000​ ​บาทสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย​ 1,000​ บาทสำหรับผู้สูงอายุ​และ​ 600 บาทสำหรับผู้ที่มีบุตร)​

พอเห็นนโนบายออกมาแบบ หลาย ๆ​ คนอาจจะรู้สึกว่าอีกแล้วเหรอ (ฮ่า) ใจเย็น ๆ​ กันนะ เพราะนโยบายส่วนนี้คืองบประมาณ​ที่เค้ามุ่งเน้นจะให้กระตุ้นเศรษฐกิจ​ที่มีประจำทุกปีอยู่แล้ว

ทำไมต้องมีนโยบายนี้ ?

ตามชื่อเลย​ นโยบายนี้มีขึ้นเพื่อ “กระตุ้นเศรษฐกิจ”​ ถึงแม้จะไม่ได้ติดตามข่าวเศรษฐกิจ​แบบติดขอบสนามก็คงพอรู้ว่าช่วงนี้สถานการณ์​โลกเราไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นัก​ ทั้งเรื่องสงครามการค้าที่​ 3 วันดี​ 4 วันไข้​ เรื่องของค่าเงิน​ นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ​ฯ (FED) เรื่องวิกฤติ​ที่เกิดขึ้น​ในประเทศ​ต่าง ๆ​ และเรื่องของอัตราผลตอบแทน​ของพันธบัตร​รัฐบาลของสหรัฐ​อเมริกาที่ติดลบ ​(Inverted​ Bond yield)

เมื่อสถานการณ์​ข้างนอกไม่สู้ดีนักก็ย่อมส่งผลถึงเราด้วย​ โดย​ GDP​ ของประเทศไทยเรา​​ เมื่อปี​ 2560​ อยู่ที่​ 4.0% ปี​ 2561​ อยู่ที่​ 4.1% ในขณะที่​ครึ่งแรกของปี​ 2562​ GDP ​ของประเทศ​ลดลงเหลือ​ 2.6%​ และในไตรมาสที่​ 2 ของปีนี้​ GDP​ อยู่ที่​ 2.3% ต่ำสุดในรอบ​ 19​ ไตรมาสหรือ​ 4 ปีเลย​ถ้าไม่ได้พิจารณา​ปัจจัยอื่น ๆ​ ดูเฉพาะแค่ตัวเลขของ​ GDP​ ในเชิงปริมาณ​ เราจะเห็นว่า​ GDP​ ของประเทศลดลง​และสิ่งที่ฉุดรั้ง​ GDP​ ของเราก็คือ​ การนำเข้า-ส่งออกที่หดตัวเนี่ยแหละ​ โดยเฉพาะ​การส่งออก​ ที่หดตัวลง​ 4.2% ถือว่าต่ำสุดในรอบ​ 12​ ไตรมาสหรือ​ 3 ปีเลย​ จากผลของค่าเงินบาทที่เเข็งโป๊ก

ใครได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ?

รมว.คลังคาดว่าเงิน​ 3.19​ แสนล้านบาทที่อัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ​เข้ามาจะช่วยเพิ่ม​ GDP​ ได้​ 0.55-0.56%

หุ้นที่ได้รับอานิสงค์จากนโยบายกระตุ้น​เศรษฐกิจ​

1. กลุ่มค้าปลีก​

ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์​สูงสุด​ คือ​ CPALL​ เพราะมีจำนวนสาขามากกว่า​ 11,000 สาขาและกระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ​ เค้ามีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเลย​ ในขณะเดียวกัน​กำไรที่ทำได้ในเเต่ละสาขาที่มีอยู่แล้วก็โตขึ้นเรื่อยๆ​ นอกจากนี้​เค้ายังถือหุ้น​ Makro อยู่ด้วยนะ​ เรียกได้ว่าหันหน้าไปทางไหน​ รายได้ก็เข้ากระเป๋าเค้า​เต็มๆ​ เลย​

2. กลุ่มโรงแรม​

  • ERW มีรายได้​ 90% มาจากโรงแรมภายในประเทศและมีโรงแรมราคาระดับกลางๆ​ นอกจากนี้​ยังมีโรงแรมในเมืองรองด้วย​
  • MINT​ ​​มีสัดส่วนรายได้​ 43% มาจากโรงแรมและโรงแรมของเค้ากระจายตัวอยู่​ 40​ ประเทศ​ทั่วโลกเลยนะ​ โดยสัดส่วนรายได้ภายในประเทศ​คิดเป็น​ 51%
  • CENTEL​ มีสัดส่วนรายได้​ 44% มาจากโรงเเรม​ หุ้น centel ก็คือโรงแรมเซนทารายังไงล่ะ​ ถ้าคิดรวมเป็น​ 100% CENTEL มีโรงแรมกระจายอยู่ในกรุงเทพ​ 30% ต่างจังหวัด​ 50% (ที่เหลืออีก 20% อยู่ที่มัลดีฟส์)

จริงๆ​ ก่อนหน้านี้​การกระตุ้น​การท่องเที่ยว​มีมาหลายครั้งเเล้ว​ เช่น​ ฟรีวีซ่าเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว​ แต่นักท่องเที่ยว​ก็เพิ่มขึ้นเพียงเเค่ช่วงสั้น ๆ​ เท่านั้น​ ซึ่งปกติแล้ว​ จำนวนนักท่องเที่ยว​ก็มักจะมากในช่วงปลายปีของทุกปีอยู่แล้ว​ ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นช่วงปลายปีก่อน​ เลยไม่รู้ว่าเพิ่มขึ้นเพราะอะไรกันแน่​ และหลังจาก​นั้น​ทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาพเดิม

จากสถิติจะเห็นได้ว่าตั้งเเต่เกิดเหตุการณ์​เรือล่มที่ภูเก็ต​เมื่อช่วงเดือนกรกฎา​คมปีที่แล้ว​ จำนวนนักท่องเที่ยวก็ลดลงฮวบฮาบเลย​ โดยเฉพาะ​ชาวจีน​

ใครได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ?

ถ้า​ซูมออกไปดูจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเวลา​ 5 ปีที่ผ่านมา​ ก็จะเห็นได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยว​ปีนี้ไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่นัก​ อัตราการเพิ่มขึ้นดูชะลอลงตั้งแต่​ปี​ 2561​ ที่ผ่านมา​

ใครได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ?

นโยบายที่ปล่อยออกมาอาจไม่ได้ส่งผลให้ปัจจัยทางพื้นฐานเปลี่ยน​แปลง​​ แต่สิ่งหนึ่งที่มีผลชัดเจนคือเรื่องของจิตวิทยาในระยะสั้น​ เพราะเมื่อมีการประกาศเรื่องนโยบายกระตุ้น​เศรษฐกิจ​ออกไป​ ตลาดหุ้นของเราก็ปรับตัวขึ้นทันทีและหุ้นที่เกี่ยวข้องทั้งหลายก็ดีดขึ้นด้วยนะ​ เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า​ ในระยะสั้น​ราคาหุ้นนั้นไม่ได้เคลื่อนที่ตามมูลค่าที่เเท้จริงเสมอไป​ แต่ขึ้นลงตามความคาดหวังนะ

  • SET​ ​INDEX ปรับขึ้น​ 27​ จุดในวันที่​ 16​ สิงหาคมด้วยปริมาณ​การซื้อขาย​ 66,000 ล้านบาท

ใครได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ?

  • CPALL​ ปรับตัวขึ้นถึง​ 2 บาท​ คิดเป็น​42% ในวันศุกร์​ที่​ 16​ สิงหาคม

ใครได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ?

  • ERW ปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกัน​ หลังจากราคาปรับลงมาอย่างต่อเนื่องพักนึง

ใครได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ?

ก็ต้องจับตาดูกันไประยะนึงนะว่า​ การรดน้ำ-พรวนดิน-ใส่ปุ๋ย ให้เศรษฐกิจ​ภายในประเทศ​ของรัฐบาล​ครั้งนี้จะส่งผลยังไงและมากน้อยแค่ไหน​ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน การหันมาใส่ใจเป็นพัก ๆ​ แต่ขาดความต่อเนื่องก็ไม่ใช่เรื่องดีเลย​ ทั้งเรื่องใหญ่​ ๆ​ อย่างเศรษฐกิจ​ของประเทศ​ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายถือว่าเป็นปัญหาอย่างนึงของประเทศเราเลยเหมือนกัน


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: