[สรุปรายละเอียด] ธปท. ออกนโยบาย “งดการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน” ส่งผลกระทบอะไรบ้าง ?

[สรุปรายละเอียด] ธปท. ออกนโยบาย “งดการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน” ส่งผลกระทบอะไรบ้าง ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • หลังตลาดหลักทรัพย์​ในวันที่ 18 มิถุนายน ปิดทำการ ก็มีการประกาศอย่างเป็นทางการจากธนาคารกลางแห่งประเทศไ​ทย (ธปท.) ออกมาว่า ห้ามไม่ให้ทุกธนาคาร “งดการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน” ซึ่งหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอด
  • และสั่งปรับลดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และจำนำทะเบียนรถ รวมถึงมีการผ่อนผันให้มีการเลื่อนการชำระหนี้โดยจะเริ่มให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์​ในวันที่ 1 สิงหาคม นี้
  • มาตรการนี้เป็นที่สนใจอย่างมาก ธนาคารกลางออกมาบอกเพิ่มเติมว่า ธนาคารกลางของประเทศอื่น ๆ ก็มีการงดการจ่ายเงินปันผลและสั่งห้ามการซื้อหุ้นคืนเช่นเดียวกัน เช่น ประเทศ​อังกฤษ​ ประเทศนิวซีแลนด์​ เป็นต้น
  • ตอนนี้หุ้นในกลุ่มธนาคารมีอัตราส่วน P/BV ต่ำกว่า 1 หรือที่เรียกกันว่าต่ำบุ๊คไปเยอะแล้วทุกธนาคาร
  • วันที่ 21 มิถุนายน นี้ หุ้นกลุ่มธนาคารมีแรงขายหนักตลอดทั้งวันจนสูญเสียมูลค่าทางการตลาดไปหลักหลายพันถึงหลายหมื่นล้านบาท

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

ตอนเย็นของวันที่ 18 มิถุนายน 2563 หลังจาก​ที่ตลาดหลักทรัพย์​ปิดทำการไป ข่าวใหญ่ที่สะเทือนไปทั่วก็คือ ข่าวเรื่องการที่​ธนาคารแห่งประเทศไทย ขอให้ธนาคารพาณิชย์​รัดเข็มขัดโดยการ “งดการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน” และหลังจาก​นั้นไม่กี่ชั่วโมง​ก็มีประกาศจากธนาคารกลางมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้สะเทือนถึงเเค่กลุ่มธนาคาร แต่สะเทือนไปถึงวงการบัตรเครดิตและเช่าซื้อ โดยประกาศนี้ขอให้มีการปรับลดเพดานของดอกเบี้ยสูงสุดลง ซึ่งถือเป็นข่าวดีของบรรดาลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่ไม่ค่อยมีความสามารถในการชำระหนี้นั้น แต่เป็นข่าวร้ายของผู้ถือหุ้น โดยปรับดอกเบี้ยสูงสุดของบัตรเครดิตจาก 18% เป็น 16% สินเชื่อบุคคล จาก 28% เป็น 25% และการจำนำทะเบียนรถ จาก 28% เป็น 24% นอกจากนี้ยังมีมาตรการผ่อนปรนและขยายเวลาชำระหนี้มากมาย

เกิดอะไรขึ้น ทำไม ธปท. ถึงต้องตัดสินใจออกนโยบายรูปแบบนี้ ?

อันดับแรกมาพูดกันถึงเรื่องการงดจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืนก่อน เวลาที่มนุษย์เราเจอกับอันตรายก็จะมีการปรับตัวหลายอย่าง เช่น ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน​อะดรีนาลีน เพื่อให้เรามีความตื่นตัวและมีพลังงานในการรับมือกับสถานการณ์​ร้ายเเรงได้ ในทางเดียว​กันวิกฤตที่เกิดจากโควิด-19 ในครั้งนี้ก็จัดเป็นภัยคุกคามของเศรษฐกิ​จ ธนาคารกลางจึงต้องออกมามีบทบาทโดยการที่ให้ธนาคารพาณิชย์​ต่าง ๆ เพิ่มปริมาณ​เงินสำรองเอาไว้ พูดง่าย ๆ ก็เหมือนมดงานที่จะขยันสะสมอาหารไว้ แล้วค่อยเอาอาหารที่ตุนไว้ออกมากินในฤดูหนาวที่ออกไปหากินลำบาก​ไง โดยผ่านการลดการจ่ายปันผลระหว่างกาลและงดการซื้อหุ้นคืน ขอย้ำว่าเป็นเพียงการ “งดจ่ายปันผลระหว่างกาล” หรือระหว่างปีเท่านั้นไม่ใช่ปันผลทั้งปีนะ หลายคนก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์​ว่าเป็นเพราะว่าธนาคารกลางมองว่าเศรษฐกิจ​ปีนี้จะแย่ เรื่องของหนี้เสีย (Non-Performing Loan : NPL)​ คงบานน่ะสิ อย่างที่รู้ก็คือคนและกิจการต่าง ๆ ไม่มีเงินมาจ่ายหรือมีความสามารถในการจ่ายหนี้ไม่เท่าเดิม เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่บาดเจ็บสาหัส​ด้วยเรื่องของโควิด-19​ ทั้งนั้น

ซึ่งก็อาจจะเป็นอย่างนั้นจริงและการให้เลื่อนหนี้เสียออกไปอย่างนี้ หนี้เหล่านั้นก็ไม่ได้กลายเป็นศูนย์แต่จะพอกพูน​เป็นก้อนใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่มองอีกแง่คือทางเลือกนี้อาจจะดีที่สุดในสถานการณ์​นี้ และการกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าแก้ การเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์​ที่เลวร้ายที่สุด (ในกรณีนี้คือการตุนเงินสำรองเพิ่ม) ​ย่อมดีกว่าการออกไปลุยกลางสนามรบโดยมีแค่ดาบไม้หรือเปล่า ? ด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์​นี้ ธนาคารกลางก็เลยออกมาแสดงข้อมูล​ว่า ไม่ใช่เเค่เค้าที่ทำนะ ธนาคารกลางของประเทศอื่น ๆ เค้าก็ทำอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ

ส่วนเรื่องการสั่งให้บัตรเครดิตลดเพดานดอกเบี้ยสูงสุดลงก็เพราะเรื่องโควิด-19 เนี่ยแหละ มาตรการ​นี้มีมาเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่อาจจะประสบปัญหาในการจ่ายแม้แต่เงินต้น แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอีกครั้งเพราะดูเหมือนมาตรการนี้จะโฟกัสไปที่การสร้างประโยชน์​ให้กับลูกหนี้ที่ไม่ค่อยมีความสามารถในการชำระหนี้นัก ส่วนลูกหนี้ชั้นดีที่จ่ายตรงตลอด เป็นนักเรียนแถวหน้ากลับไม่ได้รับอะไรเลย จนหลายคนเปรยว่ามาตรการนี้ก็เหมือนความรัก ที่ต่อให้ทำดีแค่ไหน ถ้ามันไม่ใช่เราก็จะไม่ได้อะไรตอบแทนมา พี่ทุยงงมากเลย พูดไปพูดมาทำไมมันฟังดู Club Friday จัง ฮ่าๆ แต่ล่าสุดธนาคารกลางเค้าก็ได้ยินเสียงสะท้อนเรื่องนี้เเล้วนะ แว่ว ๆ มาว่าอาจจะมีการขอให้เหล่าธนาคารพาณิชย์​ตอบแทนลูกหนี้ชั้นดีด้วย เช่น การให้ Cash back หรือการลดดอกเบี้ย​ให้ เป็นต้น

อย่างที่เกริ่นไปว่าการกระทำแบบนี้ไม่ใช่เเต่ในประเทศ​ไทยเท่านั้นที่ทำ แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศเค้าทำเหมือนกัน ในช่วงนี้ IMF ก็สนับสนุนให้ประเทศ​ต่าง ๆ “งดการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน” ในช่วงนี้ด้วย เช่น

ยุโรป แนะให้ธนาคาร “งดการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน” จนถึงเดือนตุลาคม
อังกฤษ ห้ามจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืน
แคนาดา ไม่ได้ห้ามการจ่ายเงินปันผล แต่ห้ามเพิ่มจำนวนเงินในการจ่าย
นิวซีแลนด์​ ห้ามเหมือนไทยเลยคือ ห้ามซื้อหุ้นคืนและจ่ายเงินปันผลในช่วงนี้
ส่วนออสเตรเลีย ขอดูผล Stress Test ก่อน เดี๋ยว​ว่ากันอีกที (Stress Test คือ การทดสอบว่าจะเกิดผลกระทบแค่ไหนต่อสถาบันการเงินเมื่อเกิดสถานการณ์​เลวร้ายที่สุด)​

[สรุปรายละเอียด] ธปท. ออกนโยบาย “งดการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน” ส่งผลกระทบอะไรบ้าง ?

นอกจากเรื่องการ “งดการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน” แล้ว ธนาคารของประเทศต่าง ๆ ยังพยายามสร้างสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจ​ของประเทศตัวเองด้วยการลดดอกเบี้ยเพื่อให้คนกล้ากู้ยืมเงินมากขึ้น ไทยเราก็ลดดอกเบี้ยลงหลายครั้งจนเหลือเพียง 0.5%

โดยประเทศที่มีการลดดอกเบี้ยมากที่สุดถึง 2% คือประเทศตุรกี (แต่อัตราดอกเบี้ยเค้าสูงมากถึง 8.75%) อเมริกาเองก็ลดดอกเบี้ยลงถึง 1.5% ส่วนกลุ่มประเทศแถบยุโรป เช่น เนเธอร์แลนด์​ เยอรมัน​ อิตาลี ไม่มีการลดดอกเบี้ยเลย เพราะอัตราดอกเบี้ยของเค้าเข้าแดนลบล่วงหน้ามาตั้งเเต่ปี 2014 แล้ว และการลดดอกเบี้ยในประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยใกล้เคียงศูนย์​หรือติดลบอยู่แล้วจะไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ​

และหลังจากข่าวการงดจ่ายปันผลและงดการซื้อหุ้นคืนของหุ้นกลุ่มธนาคารแพร่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการในช่วงเย็นวันศุกร์ วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นวันจันทร์​ถัดมา ราคาของหุ้นธนาคารทุกกลุ่มถูกเทลงมาอย่างหนัก (กระโดดเปิด Gap ในทางลงหลาย % ตั้งเเต่ตอนเปิดตลาด)​ และส่งผลต่อตลาดหลักทรัพย์​โดยรวมพอสมควร เนื่องจากกลุ่มธนาคารเป็นหมวดอุตสาหกรรม​ที่มีน้ำหนักต่อดัชนีมาก และ 3 สถาบันใหญ่ซึ่งก็คือ KBANK, SCB และ BBL ก็ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของบริษั​ทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด (Market Capitalization)

หลังจากตลาดห​ลักทรัพย์​ปิดในวันที่ 21 มิถุนายน 2563 หุ้นในกลุ่มธนาคารต่าง ๆ ปรับตัวลดลงเช่นนี้

SCB ปรับตัวลดลง 6.8% คิดเป็นมูลค่าทางการตลาดที่หายไปเท่ากับ 17,827 ล้านบาท
KBANK ปรับตัวลดลง 6.8% ดิดเป็นมูลค่าทางการตลาดที่หายไปเท่ากับ 15,556 ล้านบาท
BBL ปรับตัวลดลง 7.4% ดิดเป็นมูลค่าทางการตลาดที่หายไปเท่ากับ 16,225 ล้านบาท
BAY ปรับตัวลดลง 6.5% ดิดเป็นมูลค่าทางการตลาดที่หายไปเท่ากับ 11,769 ล้านบาท
KTB ปรับตัวลดลง 5.6% ดิดเป็นมูลค่าทางการตลาดที่หายไปเท่ากับ 8,386 ล้านบาท
TMB ปรับตัวลดลง 5.5% ดิดเป็นมูลค่าทางการตลาดที่หายไปเท่ากับ 5,782 ล้านบาท
TCAP ปรับตัวลดลง 3.9% ดิดเป็นมูลค่าทางการตลาดที่หายไปเท่ากับ 1,748 ล้านบาท

อีกประเด็นที่พี่ทุยอยากชวนดู คือรู้หรือไหมว่าในวันนี้หุ้นกลุ่มธนาคารทั้งหลายมีอัตราส่วนทางการเงิน P/BV (Price หารด้วย Book Value)​ ต่ำกว่า 1 ไปเยอะแล้ว! อธิบายได้ง่าย ๆ ว่าอัตราส่วนนี้แสดงถึงต้นทุนในการดำเนินงาน ว่าเราต้องใช้ต้นทุนเท่าไหร่​ถึงจะทำกิจการแบบเค้าได้ อัตราส่วนนี้เป็นสิ่งที่หลายคนใช้มองความถูกแพงของหุ้น เมื่อไหร่ที่อัตราส่วน P/BV นั้นต่ำกว่า 1 เราจะเรียกว่า “ต่ำบุ๊ค” หมายถึง ถ้าเราเข้าซื้อในตอนนี้ ได้ทุนถูกกว่าเจ้าของซะอีก!

[สรุปรายละเอียด] ธปท. ออกนโยบาย “งดการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน” ส่งผลกระทบอะไรบ้าง ?

แต่ก่อนที่จะรีบกระโจนเข้าซื้อเพราะมองว่าได้ต้นทุนต่ำกว่าเจ้าของ พี่ทุยอยากให้พิจารณา​ถึงแนวโน้มการสร้างกำไรในอนาคตและปัจจัยที่จะส่งผลต่อกลุ่มอุตสาหกรรม​นี้ด้วยนะ ในระยะยาวหุ้นจะเป็นไปตามมูลค่าก็จริง แต่ในระยะสั้นหุ้นจะถูกตัดสินราคาด้วยอารมณ์​ของนักลงทุน​ในตลาด ไม่มีอะไรราคาแพงไปสำหรับคนที่อยากได้ ในขณะเดียวกัน​ก็ไม่มีอะไรราคาถูกไปสำหรับฝูงชนที่กำลังมองในแง่ร้ายนะ


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: