ที่มาของ “Netflix” กว่าจะมาเป็นผู้ให้บริการคอนเทนท์ระดับโลก

3 min read  

ฉบับย่อ

  • “Netflix” ธุรกิจแอพพลิเคชั่นที่จะทำให้ทุกคนสามารถชมภาพยนตร์ ซีรีส์ และรายการอีกมากมายต่างๆมากกว่า 100,000 เรื่อง
  • Netflix สยายปีกไปสู่ระดับโลกมากขึ้นด้วยการริเริ่มให้บริการที่ประเทศแคนาดาเป็นรายแรก ตามด้วยประเทศต่างๆในแถบอเมริกาใต้ จนปัจจุบัน Netflix มีสเกลระดับโลกที่ครอบคลุมถึง 190 ประเทศ
  • เงิน 100 บาทที่เราจ่ายไปกลายไปเป็นกำไรของ Netflix ไม่ถึง 5 บาท แต่รายได้ของปี 2018 นั้น Netflix ทำไปได้ถึง 4.8 แสนล้านบาท

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

เคยได้ยินชื่อ Netflix” กันมั้ย ? แอพพลิเคชั่นที่จะทำให้ทุกคนสามารถชมภาพยนตร์ ซีรีส์ และรายการอีกมากมาย ได้อย่างไม่จำกัด จากที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ เพียงแค่จ่ายสมาชิกรายเดือนเท่านั้น บทความนี้พี่ทุยจะมาเล่าเรื่องราวของ Netflix ให้ได้อ่านกัน

เริ่มต้นจากธุรกิจให้เช่าดีวีดีจนเป็น “Netflix” ที่มีภาพยนตร์และรายการต่างๆมากกว่า 100,000 เรื่อง

เนื่องจากระบบการเช่าภาพยนตร์ที่พี่ทุยว่าเราเองก็น่าจะคุ้นเคยกัน คือการให้เลือกเช่าเป็นเรื่องๆ และหากเช่าไปเกินกำหนดวันส่งคืนก็จะมีค่าปรับ ซึ่งหากย้อนกลับไปยุคปี 90 Reed Hastings (CEO และผู้ก่อตั้ง Netflix) ก็คือหนึ่งในผู้เสียค่าปรับคนนั้นนี่เอง แฮสติ้งส์เล่าว่าเขาเคยเช่าภาพยนตร์เรื่อง Apollo 13 แต่ดันเอาไปคืนเกินกำหนดเดือนกว่าๆ เลยถูกปรับไปประมาณ 1,200 บาท (และแฮสติ้งส์ยอมรับเองด้วยนะว่าตอนแรกก็ไม่กล้าบอกภรรยา ฮ่า) เขาก็เลยเกิดไอเดียขึ้นมาว่าถ้าจะต้องเสียเงินจำนวนขนาดนี้แล้วชมภาพยนตร์กี่เรื่องก็ได้มันคงจะดีกว่ามาก จากนั้นเขาจึงเริ่มสนใจธุรกิจให้เช่า DVD ขึ้นมา

ที่มาของ "Netflix" กว่าจะมาเป็นผู้ให้บริการคอนเทนท์ระดับโลก

ในปี 1997 ธุรกิจ Netflix เริ่มต้นด้วยการเป็นบริษัทที่ให้เช่าแผ่น DVD ในอเมริกาเท่านั้น และมีจุดเด่นคือสามารถส่งคำสั่งในอินเทอร์เน็ตได้ซึ่งเขาจะนำส่งภาพยนตร์ให้ทางไปรษณีย์ โดยก่อนเริ่มให้บริการจริงแฮสติ้งส์ได้ลองเทสด้วยการเดินทางไปต่างเมืองและส่ง DVD กลับไปให้ตัวเองที่บ้าน เมื่อ DVD เดินทางถึงบ้านเขาภายใน 1 วันโดยไม่บุบสลาย เขาจึงตัดสินใจให้เช่า DVD ด้วยการส่งไปรษณีย์มันนี่แหล่ะ

ถึงอย่างนั้น ธุรกิจยุคแรกของ Netflix ก็ไม่ได้แตกต่างจากธุรกิจให้เช่าภาพยนตร์ทั่วไปมากนัก ยังคงคิดค่าเช่าตามการเช่าและมีค่าปรับเหมือนบริษัทอื่น ซึ่งรูปแบบนี้ไม่ได้ทำให้ Netflix ประสบความสำเร็จสักเท่าไร และแฮสติ้งส์รู้ว่าถ้ายังทำแบบเดิมต่อไป Netflix อาจจะถึงจุดจบได้ ต่อมาในปี 1999 เขาเลยมาริเริ่มใช้ระบบลงทะเบียนเป็นสมาชิก (Subscription) โดยให้จ่ายค่าสมาชิกรายเดือนแทนการเก็บค่าเช่าภาพยนตร์ทีละเรื่อง และเพียงไม่นานเขาก็พบว่าระบบนี้เวิร์คกว่ามากโดยแค่ 4 ปีหลังจากนั้น ตัวเลขผู้ใช้บริการก็ทะลุ 1 ล้านคนเป็นครั้งแรก

ถึงจะก่อตั้งมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ Netflix ในระบบสตรีมมิ่งเพิ่งเริ่มต้นเมื่อ 11 ปีก่อนเท่านั้น

ในปี 2007 Netflix เริ่มหันมาให้บริการผ่านบริการสตรีมมิ่งบนอินเทอร์เน็ต (ซึ่งระบบนี้ Netflix เริ่มหลัง Amazon video เป็นปีเลยนะ) หลังจากนั้นในปี 2010 Netflix ก็เริ่มสยายปีกไปสู่ระดับโลกมากขึ้นด้วยการริเริ่มให้บริการที่ประเทศแคนาดาเป็นรายแรก ตามด้วยประเทศต่างๆในแถบอเมริกาใต้ จนปัจจุบัน Netflix มีสเกลระดับโลกที่ครอบคลุมถึง 190 ประเทศ

โดยสถิติปี 2017 ยอดสมาชิกของ Netflix ในอเมริกาเพิ่มขึ้นจนแซงสมาชิกเคเบิลทีวีแล้ว และถ้ารวมทั่วโลกปัจจุบัน Netflix มีสมาชิก 117 ล้านคน ซึ่งใน 1 วันมีคนรับชมคอนเทนต์ต่างๆใน Netflix รวมกัน 140 ล้านชั่วโมงบนระบบอินเทอร์เน็ตที่มีรายการให้ดูเกินกว่า 100,000 เรื่อง

ออริจินัลคอนเทนท์ จุดเด่นที่สำคัญของ Netflix ที่สร้างเอง ฉายเอง!

Netflix ไม่ได้หยุดเพียงแค่ให้บริการสตรีมมิ่งเท่านั้น โดยปี 2013 Netflix สร้างผลงานซีรีส์ของตัวเองเป็นเรื่องแรก นั่นคือเรื่อง House of cards และเพียงปีแรกที่ออกอากาศก็ดังเปรี้ยงและมีชื่อเข้าชิงรางวัลโทรทัศน์อย่าง Emmy Awards ทันที ซึ่งนับจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีปีไหนเลยที่ Netflix ไม่มีรายการเข้าชิง ยิ่งไปกว่านั้นงานประกาศรางวัล Emmy Awards ปีที่แล้ว รายการของ Netflix ยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงถึง 91 รางวัลและคว้าไปครองถึง 20 รางวัล โดยเป็นผู้ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ตามหลังเพียงช่อง HBO เท่านั้น เรียกว่ารายการออริจินัลของ Netflix นี่มาแรงจริงๆ โดยปี 2018 นี้ Netflix ถึงกับวางแผนจะทุ่มเงินอีก 2 แสนกว่าล้านบาทเพื่อการผลิตคอนเทนท์เลยทีเดียว

ถ้าถามพี่ทุยว่า แล้วซีรีส์ต่างๆของ Netflix ที่เขาว่ากันว่ามันดังเนี่ย พอจะบอกได้ไหมว่าดังแค่ไหน พี่ทุยก็กลับไปดูที่ผลการค้นหากูเกิ้ลหัวข้อ TV show ของคนทั้งโลกในปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ผลก็คือรายการที่ผู้คนนิยมค้นหามากที่สุดอันดับหนึ่งได้แก่ เรื่อง Stranger Things นี่เอง และอันดับที่ 2 ตามมาติดๆ ก็คือเรื่อง 13 Reason why ซึ่ง Top 2 ก็หนีไม่พ้นออริจินัลซีรีส์ของ Netflix ทั้งคู่! (พี่ทุยเองก็เป็นแฟนทั้ง 2 เรื่องนี้เลย อิอิ)

รู้มั้ยว่าเงิน 100 บาทที่เราจ่ายไปกลายไปเป็นกำไรของ Netflix ไม่ถึง 5 บาท

พี่ทุยไปดูที่รายได้ของปี 2018 นั้น Netflix ทำไปได้ 4.8 แสนล้านบาท แต่หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆนานาแล้วเหลือเป็นกำไรเพียง 37,147 ล้านบาทเอง

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มธุรกิจ Netflix ก็ยังดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2018 รายได้โตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

โดยปี 2017 มีรายได้ที่ 3.6 แสนล้านบาท กำไร 17,192 ล้านบาท
โดยปี 2016 มีรายได้ที่ 2.8 แสนล้านบาท กำไร 5,900 ล้านบาท
และปี 2015 มีรายได้ที่ 2.1 แสนล้านบาท กำไร 3,900 ล้านบาท

หรือให้เห็นภาพกว่านั้น พี่ทุยขอบอกว่าตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น Nasdaq ในปี 2002 จนถึงทุกวันนี้นะ ไม่มีปีไหนเลยสักปีเดียวที่รายได้ลดลง แม้กระทั่งในปี 2011 ที่ Netflix แยกธุรกิจให้เช่า DVD ออกจากบริการสตรีมมิ่งจนทำให้ผู้ใช้บริการกว่า 8 แสนรายยกเลิกการเป็นสมาชิกก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นพอกลับไปดูงบรายไตรมาสของปี 2017 แล้วรายได้ยังโตขึ้นทุกไตรมาสอีกด้วย นอกจากนี้ตัวเลขผู้ลงทะเบียนเป็นสมาชิกในปีที่แล้วก็เพิ่มขึ้นกว่า 24 ล้านคน ในขณะที่ปีก่อนหน้านั้นทำไปได้ที่เพียง 19 ล้านคนเท่านั้น

สุดท้าย กลับไปดูราคาซื้อขายในตลาด Nasdaq บ้าง ล่าสุดราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 9,000 บาทต่อหุ้น มีมูลค่าตลาดรวม 4 ล้านล้านบาท ลองคิดเล่นๆว่าประมาณ 5 ปีก่อน ช่วงสิ้นปี 2012 ที่ Netflix ยังมีมูลค่าตลาดแค่ 1.7 แสนล้าน ถ้าพี่ทุยมีโอกาสซื้อหุ้น Netflix ไว้  ป่านนี้ก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 23 เท่าในเวลาแค่ 5 ปีเศษเท่านั้นเอ๊ง ทุกวันนี้พี่ทุยก็จะกินป๊อปคอร์นแล้วนอนตีพุงดูหนังเพลินไปแล้วววว

หมายเหตุ: คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 1 USD: 30.7 บาท


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน
error: