ทำไม "ราคาทองคำ" อาจสูงถึงบาทละ 100,000 บาท

ทำไม “ราคาทองคำ” อาจสูงถึงบาทละ 100,000 บาท

3 min read  

ฉบับย่อ

  • หลังจากที่ราคาทองคำทะลุ 2,000 เหรียญต่อออนซ์ สถาบันการเงินใหญ่อย่าง Bank of America หรือ McKinsey & Company ก็เริ่มมีมุมมองว่าราคาทองอาจจะไปได้ถึง 3,000-5,000 เหรียญต่อออนซ์
  • การพิมพ์เงินของธนาคารกลางทำให้เกิดหนี้ในระบบอย่างมหาศาลและตามมาด้วย Hyperinflation ส่วนทองคำนั้นไม่สามารถผลิตเพิ่มได้ ทำให้เมื่อ Demand > Supply ราคาก็เลยปรับสูงขึ้น

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

การที่จะบอกว่าได้ว่า “ราคาทองคำ” จะวิ่งไปถึงตรงไหน จะขึ้นไปต่อหรือจะพอแค่นี้ พี่ทุยคิดว่าคงจะไม่สามารถมีใครทำนายได้แม่นยำ 100% แต่สำหรับมุมมองของฝั่งที่ว่าราคาทองคำยังไม่จบรอบขาขึ้น และมีโอกาสจะวิ่งไปถึงระดับ 3,000-5,000 เหรียญต่อออนซ์นั้น มีเหตุผลที่ซ่อนอยู่คืออะไร พี่ทุยจะสรุปให้ฟัง ว่านักลงทุนแบบเราต้องรู้อะไร..

สำหรับราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา หลังจากทะลุ 1,400 เหรียญ เมื่อกลางปี 2019 ราคาทองคำก็เป็นขาขึ้นรอบใหม่ชัดเจน หลังจากนั้นมีช่วงปรับฐานแรง ๆ ให้เห็นอยู่ 1-2 ครั้งเหมือนกัน

ครั้งแรกหลังจากแตะ 1,700 เหรียญ เมื่อเดือน มี.ค.2020  ที่ผ่านมา และย่อลงไปต่ำกว่า 1,500 เหรียญ ส่วนรอบที่สองก็เป็นในช่วงเดือน ส.ค. 2020 นี้ หลังจากที่ราคาทองคำพุ่งทำจุดสูงสุดที่ 2,089 เหรียญ ก่อนจะย่อลงมาอยู่บริเวณ 1,900 – 1,950 เหรียญ

ในมุมของคนที่เชื่อว่าทองคำจะไปต่อได้ ราคาปัจจุบันที่เราเห็นยังเรียกว่าถูกมาก และในอดีตราคาทองคำก็เคยวิ่งขึ้นแบบเหนือความคาดหมายมาแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกที่ทองคำเป็นขาขึ้น คือ หลังปี 1970 ซึ่งราคาวิ่งขึ้นจาก 35 เหรียญ ไปแตะระดับ 850 เหรียญ ในปี 1980 หรืออย่างปี 2001 ที่ราคาทองคำวิ่งขึ้นจาก 255 เหรียญ ไปแตะระดับ 1,100 เหรียญ 

หนึ่งในปัจจัยเบื้องหลังที่จะหนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นต่อได้ คือ “เงินเฟ้อ” ซึ่งในที่นี้หมายถึงเงินเฟ้อที่สูงกว่าระดับปกติ เนื่องจากผลของการอัดฉีดสภาพคล่องอย่างหนักจากธนาคารกลางต่าง ๆ ทั่วโลกหลังวิกฤตปี 2008 ซึ่งมูลค่าของเงินที่ถูกอัดฉีดเข้ามานี้ รวมกันแล้วสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและด้วยระดับสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในอดีตหากนำเงินเฟ้อเข้ามาคำนวณด้วย จะเท่ากับ “ราคาทองคำ” ที่ประมาณ 3,000-5,000 เหรียญในปัจจุบัน

ขณะที่ “ความต้องการถือครองทองคำ” ที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการถือครองโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศในฐานะทุนสำรอง ขณะเดียวกันปริมาณการถือครองโดยกองทุนทองคำขนาดใหญ่ของโลกอย่าง SPDR ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนปัจจุบันถือครองกว่า 1,200 ตัน ในขณะที่ทองคำก็ไม่สามารถที่จะผลิตออกมาได้ไม่จำกัดเหมือนกับเงินที่ถูกพิมพ์อย่างมหาศาล

แต่ความเชื่อมั่นที่คนมีต่อ “เงิน (Fiat Currency)” ที่ในความเป็นจริงแล้วเงิน คือ กระดาษและน้ำหมึก ซึ่งถูกทำให้มีค่าขึ้นมาด้วยเครดิตของผู้ที่พิมพ์เงินออกมา แต่ในปัจจุบันเริ่มมีความกังวลว่ามูลค่าของเงินจะค่อย ๆ ลดลงไป สวนทางกับราคาทองคำที่ยังคงเพิ่มขึ้นในระยะยาว 

นอกจากปัจจัยที่พี่ทุยบอกมาแล้ว “หนี้ปริมาณมหาศาล” ก็เป็นอีกหนึ่งแรงกระตุ้นที่สำคัญที่จะช่วยหนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างที่พอจะรู้กันอยู่แล้วว่าปัจจุบันประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯ มีหนี้ที่สูงกว่า GDP ของตัวเองกว่า 150% แล้ว

นั่นหมายความว่าโอกาสที่หนี้เหล่านี้จะถูกใช้คืนได้ทั้งหมดนั้นมีน้อยมากหรือแทบไม่มีโอกาสเลย นักวิเคราะห์ระดับโลกหลาย ๆ คน ถึงกับพูดว่าหนี้ที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้คืน แต่ถูกสร้างขึ้นมาให้จ่ายดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ และต่ออายุ (Rollover) ไปเรื่อย ๆ

ส่วนตัวพี่ทุยเห็นด้วยกับจุดนี้มาก  ๆ เพราะปริมาณหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบันสูงเกินว่าจะใช้คืนแล้ว พอเป็นแบบนี้ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มพูดถึง Hyperinflation ที่จะทำให้เงินเสื่อมค่าอย่างรวดเร็วจากการพิมพ์เงินและก่อหนี้อย่างมหาศาลจนคนไม่เชื่อถือ “เงิน (Fiat Currency)” ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากอากาศ ถ้าเงินเสื่อมค่าก็อาจจะต้องใช้เงินที่มากขึ้นเพื่อถือครองทองคำที่ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์นั่นเอง

ในปัจจุบัน แม้แต่สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง Bank of America หรือบริษัทที่ปรึกษาอย่าง McKinsey & Company ก็มองว่าราคาทองคำยังมีโอกาสจะวิ่งต่อไปถึงระดับ 3,000-5,000 เหรียญ แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้น เพราะก็ยังมีนักลงทุนระดับโลกอย่าง Ray Dalio , Jim Rickards , Peter Schiff ฯลฯ ที่ลงความเห็นเรื่องราคาของทองคำไว้แบบนี้

พี่ทุยอยากเล่าให้ฟังว่า การคาดการณ์ราคาเป้าหมายของทองคำในระดับที่สูงมาก อย่าง 5,000 เหรียญ ไม่ได้เพิ่งจะเคยเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ในอดีตที่ผ่านมาก็เคยมีมุมมองแบบนี้ แต่ก็อย่างที่เราเห็น คือมันยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง

ดังนั้น สิ่งสำคัญสำหรับการจะเข้าลงทุนในทองคำ อาจไม่ใช่เรื่องของการคาดการณ์เป้าหมายได้อย่างแม่นยำที่สุด แต่พี่ทุยว่าเป็นการรับมือกับความเป็นไปได้ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างที่พี่ทุยเคยเตือนมาเสมอว่า ให้มองทองคำเป็นสินทรัพย์เพื่อรักษาความมั่งคั่ง (Asset Back Security) ไม่ใช่การลงทุนแบบเก็งกำไร เพราะเมื่อเราเก็งกำไรแล้วเราเจอแรงเหวี่ยงของราคา เราก็อาจจะขาดทุนหนักได้เลย


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: