[สรุปโพสต์เดียวจบ] แบงก์ชาติออก “มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้” สำหรับหนี้บัตรเครดิต และ NPL

[สรุปโพสต์เดียวจบ] แบงก์ชาติออก “มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้” สำหรับหนี้บัตรเครดิต และ NPL

4 min read  

ฉบับย่อ

  • แบงก์ชาติเพิ่ม “มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้” ลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตเหลือ 16% พร้อมสามารถเปลี่ยนเป็นสินเชื่อระยะยาวที่อัตราดอกเบี้ย 12% ผ่อนเบากว่า สั้นกว่า เสียเงินน้อยกว่า แถมไม่เสียประวัติ
  • สำหรับลูกหนี้ NPL เพิ่มสิทธิ์ให้โครงการคลินิกแก้หนี้ ลดดอกเบี้ยเพิ่ม 2% คนที่สามารถสมัครคลินิกแก้หนี้ได้ต้องเป็นหนี้เสียก่อน 1 กรกฎาคม 2563 หนี้รวมไม่เกิน 2,000,000 บาท และอายุไม่เกิน 65 ปี
  • คนที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย แนะนำให้เลือกเป็นสินเชื่อระยะยาวจะดีกว่า เพราะไม่เสียประวัติและจะไม่มีปัญหาในการทำธุรกรรมทางการเงินในอนาคต

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

จากปัญหาโควิด-19 ที่กระทบด้านการเงินในเกือบทุกธุรกิจ สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ออกมาช่วยเหลือ ก็คือ การออกมาตรการต่าง ๆ โดยล่าสุดแบงก์ชาติได้ออก “มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้” ลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงให้เหลือ 16% โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้ และอีกทางเลือกนึง คือ การเปลี่ยนหนี้บัตรเครดิตในกลุ่มลูกหนี้ชั้นดีให้สามารถย้ายไปเป็นสินเชื่อระยะยาวได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 12% โดยการย้ายหนี้จะไม่ส่งผลต่อประวัติทางด้านเครดิต

ในด้านของลูกหนี้ที่ติด NPL ก็จะมีคลินิกแก้หนี้คอยช่วยเหลือ ส่วนเรื่องของการก่อหนี้ใหม่ จากตอนแรกที่ห้ามก่อหนี้ใหม่เป็นเวลา 5 ปี ก็เพิ่มเกณฑ์ให้ใหม่ โดยสามารถก่อหนี้ใหม่ได้เมื่อชำระเงินต้นได้อย่างน้อย 50% และมีการลดดอกเบี้ยให้ถูกลงกว่าเดิมอีก 2% ด้วย

สถานการณ์ที่ดีขึ้นแต่ปัญหาการเงินยังน่ากังวล

ประเทศไทยถือเป็นประเทศหนึ่งที่จัดการปัญหาโควิด-19 ได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่การที่ประเทศเราคุมเข้มจนควบคุมการแพร่ระบาดได้ ก็แลกมาด้วยปัญหาในภาคธุรกิจที่กระทบไปทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ทำให้คนในกลุ่มนี้ขาดรายได้ และสิ่งที่กระทบหนัก คือ ในคนกลุ่มนี้นั้นมีปัญหาการเงินกันอยู่แล้ว มีรายได้แบบเดือนชนเดือน ได้มาเท่าไหรก็มีภาระที่ต้องจ่ายจนเงินหมดไป เมื่อรายได้หายไปเป็นระยะเวลานาน คนกลุ่มนี้จึงเกิดหนี้มหาศาลเพื่อประทังหรือใช้ชีวิตต่อ ซึ่งรายได้ที่หายไปนี้แทบจะไม่มีใครพร้อมหรือได้เตรียมตัวมาก่อนเลย ทำให้มีปัญหาอื่น ๆ ตามมาก็คือ การที่ปริมาณหนี้สูงขึ้นและสิ่งที่แบงก์ชาติกลัวมากที่สุดเลยคือหนี้เสียที่จะตามมา

การช่วยเหลือของแบงก์ชาติทางด้านบัตรเครดิต

แบงก์ชาติได้มีมาตรการช่วยเหลือจนเข้าสู่เฟสที่สองแล้ว เป็นการปรับลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงมา จนปัจจุบันลดลงเหลือ 16% การที่ปรับลดดอกเบี้ยลงมานั้นช่วยให้ตัวหนี้รวมลดลงอย่างมาก และทำให้ลูกหนี้ที่ผ่อนอยู่เบาลง ทั้งไปหักเงินต้นได้มากขึ้นและผ่อนได้หมดเร็วขึ้นอีกด้วย

สำหรับลูกหนี้ที่ยังมีภาระอยู่ก็สามารถเลือกผ่อนขั้นต่ำได้ต่ำสุดถึง 5% จากเดิม 10% แต่ระยะเวลาขั้นต่ำ 5% นั้น จะเป็นเพียงช่วงปี 2563 – 2564 เท่านั้น โดยปี 2565 จะถูกปรับขึ้นมาเป็น 8% และ 2566 ปรับกลับมาที่อัตราปกติหรือ 10% ดังเดิม แต่ทั้งนี้ถ้าใครผ่อนไหวพี่ทุยแนะนำให้ผ่อนไปก่อน พยายามอย่าเลือกขั้นต่ำ เพราะเงินต้นจะลดน้อยมาก ยอดหนี้รวมจะยิ่งสูงขึ้นหากเรายิ่งผ่อนน้อย

อีกหนึ่งความช่วยเหลือคือการเปลี่ยนหนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้สินระยะยาว โดยสามารถเปลี่ยนหนี้บัตรเครดิตให้เป็นสินเชื่อระยะยาว 48 งวด ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ 12% โดยจะไม่เสียเครดิตบูโรและวงเงินที่เหลือให้ใช้จ่ายได้ นอกจากนี้แบงก์ชาติยังมีโปรแกรมคลินิกแก้หนี้ที่มาคอยช่วยเหลือลูกหนี้ NPL หรือหนี้เสีย โดยจะให้คำปรึกษาในการแก้ปัญหาหนี้ที่ลูกหนี้ NPL มี อีกทั้งยังช่วยปรับโครงสร้างหนี้ และมีนโยบายช่วยเหลือพิเศษในช่วงโควิด-19 อีกด้วย

[สรุปโพสต์เดียวจบ] แบงก์ชาติออก “มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้” สำหรับหนี้บัตรเครดิต และ NPL

รู้หรือไม่ ถ้าเราเป็นหนี้บัตรเครดิต 100,000 บาท จ่ายขั้นต่ำ 5% ทุกเดือนไปเรื่อย ๆ ต้องใช้เวลา 84 เดือน หรือ 7 ปี กว่าจะผ่อนหมด แต่ถ้าผ่อนระยะยาว 48 งวด จะจ่ายแค่ 4 ปี รวมภาระดอกเบี้ยประหยัดไปได้เกือบ 10,000 บาทเลยทีเดียว

การย้ายจากการผ่อนบัตรเครดิตขั้นต่ำ 5% ไปเป็นหนี้ระยะยาว นอกจากจะช่วยทำให้ภาระดอกเบี้ยน้อยลง ยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องในช่วงปีแรกที่เป็นช่วงวิกฤตได้เป็นอย่างดี เนื่องจากภาระการผ่อนชำระจากเดิมในช่วงแรกอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท และหลังจากปรับเปลี่ยนเป็นหนี้ระยะยาวจะผ่อนเหลือเพียงเดือนละ 2,634 บาท หรือลดภาระไปได้มากกว่าครึ่งเลยทีเดียว

อีกหนึ่งข้อดีของการผ่อนระยะยาว คือ ค่างวดแต่ละงวดนั้นเราสามารถวางแผนได้ เพราะแต่ละงวดจะออกมาเท่ากันทุกงวดจนกว่าหนี้จะหมด แต่ถ้าเราผ่อนขั้นต่ำ 5% ตัวเลขในแต่ละเดือนจะออกมาไม่เคยเท่ากัน เพราะดอกเบี้ยจะไปคิดจากเงินต้นที่เหลืออยู่อีกที ทำให้ใช้ในการวางแผนได้ค่อนข้างยาก และโอกาสเสียวินัยก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย

นโยบายพิเศษสำหรับหนี้ NPL ในคลินิกแก้หนี้

สำหรับคนที่กำลังมีปัญหาเรื่องหนี้เสีย (NPL) อยู่ เวลานี้สามารถเข้าไปขอความช่วยเหลือจาก “คลินิกแก้หนี้” ได้ โดยผู้ที่จะสามารถเข้าร่วมโครงการได้จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

1. เป็นบุคคลธรรมดา ที่มีรายได้ และ อายุไม่เกิน 65 ปี
2. เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของสถาบันที่เข้าร่วมโครงการ
3. เป็นหนี้เสีย (NPL) ก่อน 1 กรกฎาคม 2563 (ต้องมีสถานะค้างชำระ 91-120 วันขึ้นไป)
4. หนี้รวมไม่เกิน 2,000,000 บาท

คลินิกแก้หนี้นั้นได้เตรียมยาแรงออกมา 2 สูตรในการแก้ปัญหาหนี้เสีย โดยทางเลือกแรกสำหรับคนที่จ่ายไม่ไหวจริง ๆ สามารถเลื่อนการชำระหนี้ออกไปได้ 6 เดือน โดยจะไม่ผิดนัดชำระหนี้และไม่เสียประวัติ

ทางเลือกที่สองสำหรับลูกหนี้ที่พอจ่ายไหว สำหรับลูกหนี้ที่ชำระหนี้ได้ต่อเนื่องและยังพอผ่อนจ่ายไหวอยู่ จะได้ลดดอกเบี้ยลงไปอีก 2% ซึ่งโดยปกติแล้วสมาชิกโครงการส่วนใหญ่จะจ่ายดอกเบี้ยอยู่ที่ 4-7% เมื่อได้รับสิทธินี้เพิ่มจะเหลือดอกเบี้ยเพียง 2-5% เท่านั้น เพิ่มแรงจูงใจให้คนที่พยายามปลดหนี้มีกำลังใจมากขึ้น และอยากชำระหนี้มากกว่าปล่อยหนี้เสียหรือทิ้งให้ประวัติทางการเงินเสียไปเลย

ปล. พี่ทุยเตือนไว้ก่อนว่าโครงการคลินิกแก้หนี้ เป็นโครงการสำหรับคนที่เป็น NPL แล้วเท่านั้น ใครเห็นว่ามีการช่วยเหลือที่เยอะ เลยอยากทำให้หนี้ตัวเองเป็นหนี้เสียบ้างไม่สามารถทำได้นะ เพราะเงื่อนไขต้องเป็นหนี้เสียก่อน 1 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมาเท่านั้น

แล้วการเป็นหนี้เสียไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเป็นเลย เพราะว่าจะมีผลต่อประวัติและเครดิตบูโร ทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินและการขอสินเชื่อในอนาคตนั้นอาจมีปัญหาได้ หากใครที่ไม่ได้เป็น NPL และยังพอผ่อนต่อไหวการเลือกเปลี่ยนเป็นสินเชื่อ 48 เดือน อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการลดดอกเบี้ยได้ แถมยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระยะสั้นด้วย


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: