ค่าแรงขั้นต่ำขึ้น แต่ทำไมไม่รู้สึกรวยขึ้น

“ค่าแรงขั้นต่ำ” ขึ้น แต่ทำไมไม่รู้สึกรวยขึ้น

4 min read  

ฉบับย่อ

  • นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น​ 400 บาท/วัน​ ถูกยื่นเสนอไปเรียบร้อย​แล้ว​ จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่​ 308-325 บาท​ อันเนื่องมาจากภาวะเงินเฟ้อ และไทยเรามีค่าใช้จ่าย​ด้านอาหารคิดเป็นสัดส่วนถึง​ 6% ของรายรับทั้งหมด
  • การเพิ่มค่าเเรงมีผลดีต่อตัวเลขเชิงปริมาณของ​ GDP​ เพราะ​ GDP​ คิดรวมทุกกิจกรรม​ที่เกิดขึ้น​ภายในประเทศ​ ไม่ว่าจากคนชนชาติไหนก็ตาม​ แต่เรื่องเชิงคุณภาพ​ เช่น​ จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นจริงหรือไม่​ เป็นอีกมิติที่ต้องระวังเช่นกัน
  • การเพิ่มค่าเเรงก็มีข้อเสียหลาย​อย่างเหมือนกัน​ เช่น​ เงินเฟ้อ​ ต้องขึ้นเงินเดือนกันเป็นทอด ๆ​ อัตราการว่างงาน​สูงขึ้น​ ต้นทุนของธุรกิ​จต่างๆ​ เพิ่มขึ้น ต่างชาติ​ย้ายกำลังการผลิต​ เป็นต้น

ทุกคนน่าจะเห็นผ่านตาหรือได้ยินแว่ว ๆ​ กันมาบ้างว่า​ รัฐบาลร่วมกำลังผลักดันนโยบายปรับขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำเป็น​ 400 บาทต่อวันให้กับรัฐบาล​ชุดปัจจุบัน​ ฟังดูเผิน ๆ​ การขึ้นค่าเเรงนี้ถือเป็นข่าวดีอย่างมากของบรรดาลูกจ้างเเละพนักงาน​ เพราะจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นมากขนาดนี้ย่อมทำให้มีอำนาจการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น​ แต่อย่างที่พี่ทุยพูดเสมอว่านโยบายทุกอย่างเป็นเหมือนดาบสองคม​ เหมือนกุหลาบที่แม้จะสวยงามแค่ไหน​ ถ้าเราจับไม่ระวัง​ หนามแหลมที่ก้านก็อาจจะตำมือเอาได้น

พี่ทุยค้นหา “ค่าแรงขั้นต่ำ” ในปัจจุบันนี้มาฝาก​ ตามประกาศคณะกรรมการ​ค่าจ้าง​ เรื่อง​ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่​ 9) ที่มีผลบังคับไปแล้วเมื่อวันที่​ 1 เมษายนที่ผ่านมา​​ กำหนดให้ค่าเเรง​ขั้นต่ำน้อยที่สุดอยู่ที่​ 308 บาทที่จังหวัดนราธิวาส​ ปัตตานี​และยะลา สูงสุดที่​ 325 บาทในกรุงเทพและเขตปริมณฑล​ ค่าจ้างขั้นต่ำนี้ถูกปรับขึ้นเเล้วจาก​ 300​ บาท​ ซึ่งคงที่มาหลายปีตั้งเเต่ช่วงปี​ 2555 โดยค่าแรงขั้นต่ำนี้ถูกปรับขึ้นเรื่อยๆ​ และครั้งที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์​กันอย่างมาก​ คือเมื่อปี​ 2555 ในสมัยรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์​ ชินวัตร

ค่าแรงขั้นต่ำขึ้น แต่ทำไมไม่รู้สึกรวยขึ้น

สาเหตุหลักที่นำมาสู่การขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำในครั้งนี้​ ก็น่าจะมาจากการที่เราไม่ได้ปรับค่าเเรงขั้นต่ำขึ้นหลายปี ในขณะที่​เงินเฟ้อทำให้อำนาจการซื้อของเราลดลงเรื่อย ๆ​ (เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย​ 10 ปีอยู่ที่​ 1.46%) และถ้าเทียบกับประเทศ​ต่างๆ​ ทั่วโลกแล้ว​ ต้นทุนอาหารจัดเป็น​ 56.4% ของค่าเเรงขั้นต่ำเลยทีเดียว​ เรียกได้ว่าหลังขดหลังเเข็งหาเงินมาเท่าไหร่​ ครึ่งนึงก็หมดไป​กับค่าอาหาร แล้วนอกจากค่าอาหาร เรายังมีรายจ่ายจำเป็นอื่น ๆ อีกหลายรายการ อย่าง​เช่น​ ค่าเดินทาง​ ​ก็ยังเป็นสัดส่วนที่สูงไม่น้อยเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำด้วยนะ

ค่าแรงขั้นต่ำขึ้น แต่ทำไมไม่รู้สึกรวยขึ้น

ข้อดีของการขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำ

พี่ทุยขอข้ามเรื่องอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยไปนะ​ เพราะเรื่องนี้น่าจะขึ้นกับปัจจัยอื่น ๆ​ ด้วย​ แต่สิ่งที่ได้รับอานิสงค์แน่ ๆ​ เมื่อมีการขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำ​ คือ​ GDP​ ของประเทศ​ ขอบอกก่อนว่าอันนี้พูดถึงข้อมูล​เชิงปริมาณหรือด้านตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ประเมินเทียบกับตัวชี้วัดอื่น ๆ​ เช่น​ โครงสร้างทางเศรษฐกิจ​ในแต่ละช่วงเวลา​ หรือ​ Potential Output (การเติบโตมากที่สุดที่จะเป็นไปได้)​ ถ้าสนใจอ่านเรื่องนี้เพิ่มเติม​ ขอผายมือรัว ๆ​ ไปที่บทความเรื่อง​ รัฐบาล​ คสช. กับเศรษฐกิจ​ในช่วง​ 5 ปีที่ผ่านมา

GDP (Gross Demestic Products) ที่พี่ทุยพูดถึงจะนับเอารายได้ทุกบาททุกส​ตางค์​ที่เกิดขึ้น​ภายในประเทศ​ ไม่ว่าจะเกิดจากกิจกรรมของคนชนชาติอะไรก็ตามมาคิดรวม​ เพราะฉะนั้น​เมื่อขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำ​ รายได้ของลูกจ้างและพนักงานทั้งหลาย​ ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือต่างด้าวก็จะถูกนำมาคิดรวมและตัวเลข GDP ของเราก็จะดูหรูหราขึ้น​ แต่เศรษฐกิจ​โดยรวมหรืออำนาจในการซื้อของเราจะเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น​ เป็นอีกเรื่องนะ

ข้อควรระวังในการใช้นโยบายขึ้น “ค่าแรงขั้นต่ำ”

ที่จริงแล้วเรื่องข้อควรระวังก็มีหลากหลายแง่มุมพอสมควรเลย พี่ทุยคัดเลือกอันที่ได้ต้องพิจารณาอันดับแรก ๆ มาก่อน ได้แก่

1. เงินเฟ้อ

ตามเนื้อหาเศรษฐศาสตร์​ที่เรียนกันมาตอน ม.ปลายเลย​ การที่มีปริมาณ​เงินเพิ่มมากขึ้นในระบบ​ ก็ย่อมจะทำให้เกิด​ “เงินเฟ้อ” คือ การที่เรามีเงินมากขึ้น​ แต่กลับมีอำนาจในการซื้อลดลงซะงั้น​ ตัวอย่างเงินเฟ้อรุนเเรงจนทำลายระบบเศรษฐกิจ​ก็อย่างเช่น​ Hyperinflation ที่เกิดในเยอรมันเมื่อปี​ 1923 ตอนนั้นรุนเเรงมาก ๆ​ จนคนต้องขนเงินไปเป็นรถเข็นเพื่อซื้อขนมปังก้อนเดียวเลย​ หรือตัวอย่างที่อินเทรนด์สุด ๆ​ ในช่วงที่ผ่านมาก็คือ​วิกฤติ​ที่เวเนซุเอล่านั่นเอง แต่ต้องบอกว่าการที่เกิดเงินเฟ้ออย่างอ่อน ๆ​ ดีต่อเศรษฐกิจ​ด้วยซ้ำไป แบงก์ชาติบ้านเราเลยมีการกำหนดกรอบเงินเฟ้อและควบคุมอย่างต่อเนื่อง

2. Domino Effect

การขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำของแรงงานทั่วไป​ จะทำให้เกิดการขอขึ้นค่าเเรงเป็นลูกโซ่​

คิดง่ายๆ​ ว่าหากมีการขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำเป็น​ 400 บาท/วัน​ หรือคิดเป็น​ 12,000​ บาท/เดือน​ พนักงานที่ทำงานอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าย่อมรู้สึกไม่ยุติธรรม​ที่จะไม่ได้ขึ้นเงินเดือนด้วย​ ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อไปเป็นลูกโซ่​

3. ต้นทุนสินค้าแพงขึ้น​ กำไรของ​ธุรกิจ​ต่างๆ​ ลดลง

ธุรกิจ​ทั้งรายใหญ่​และรายย่อยที่ต้องอาศัยแรงงานคนเป็นหลัก​ ย่อมได้รับผลกระทบที่หนักไปตาม ๆ​ กันจากการขึ้นค่าเเรงในครั้งนึง

  • ธุรกิจ​รายย่อย​ เช่น​ ร้านอาหารใหญ่ๆ​ ทั่วไป​ ธุรกิจ​รับเหมาก่อสร้าง​ ร้านค้าปลีก-ส่ง​ ธุรกิจ​ทำไร่-สวน​ หรือธุรกิจ​อะไรก็ตามที่ต้องใช้แรงงานคนเยอะ​จะต้นทุนเพิ่มและกำไรลด​
  • ธุรกิจ​รายใหญ่​ เช่น​ กลุ่มเกษตรเเละอาหาร​ กลุ่มรับเหมา​ก่อสร้าง​ กลุ่ม​ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์​ ก็จะได้รับผลกระทบเหมือนกัน​ พี่ทุยยกตัวอย่างคร่าว ๆ​ เช่น
    – กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง​ ใช้เเรงงานคนเต็ม ๆ​ ซึ่งก่อนหน้านี้​โดยเฉลี่ยเเล้ว​ ค่าเเรงคิดเป็น​ 10-15% ของต้นทุนก่อสร้างทั้งหมด ถ้าค่าเเรงปรับขึ้นจาก​ 300 บาทนิด ๆ (แล้วแต่จังหวัดตั้งแต่​ 308-325 บาท)​ บริษัท​หลักทรัพย์ ​Asia Plus คาดว่าจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของเค้าลดลงประมาณ​ 2% จากเฉลี่ย​ที่​ 8​-12% และบริษัท​ที่กระทบคือบริษัท​ที่มีกำไรต่ำอยู่เเล้วเเละใช้เเรงงานเยอะ​ เช่น​ ITD, NWR
    – กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์​ ค่าใช้จ่ายด้านเเรงงานคนเป็นสัดส่วน​ประมาณ​ 5-8% ของต้นทุน​ ซึ่งการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นนี้จะส่งผลต่อกำไรข​องกลุ่มนี้เกือบ​ 12% เลย
    – กลุ่มเกษตรและอาหาร​ จะกระทบต่อกำไรประมาณ​ 25%

4. อัตราการว่างงานสูงขึ้น

เกิดเนื่องมาจากข้อที่​ 3 คือเมื่อต้นทุนแพงขึ้น​ กำไรหดตัว​ วิธีแก้ปัญหาวิธีแรกที่น่าจะปิ๊งมาในหัวผู้ประกอบการเลยก็คือ​ การลดการจ้างงานลง​ โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า​ ในช่วงครึ่งแรกของปี​ 2561​ มีคนตกงานเพียงเเค่​ 1.1% เท่านั้น​ ซึ่งถ้าขึ้นค่าเเรงเกือบร้อยบาท​ คงจะทำให้ตัวเลขนี้เปลี่ยน​แปลงไป​ และทางเลือกที่สองซึ่งคงต้องมีงบประมาณ​หน่อย​ คือการเอาเครื่องจักรเข้ามาทดแทนเเรงงานคน​ พี่ทุยขอตีคร่าว ๆ​ ถ้าหากจ้างงานลูกจ้าง​ 1 คนวันละ​ 400​ บาทเป็นเวลา​ 1 ปี ​(ในที่นี้ขอสมมุติ​ว่าทำงาน​ 300​ วัน/ปี)​ จะต้องเสียค่าใช้จ่าย​ 120,000​ บาท​ แต่หากซื้อเครื่องจักรมาใช้แทน​ ถึงแม้จะแพง​ แต่เป็นจ่ายครั้งเดียว​ ที่ต้องเสียเพิ่มก็มีเพียงเเค่ค่าดูแลรักษาเครื่องจักรเท่านั้น​ อาจจะคุ้มกว่า​ เพราะเครื่องจักรประท้วงขอขึ้นค่าเเรงไม่ได้

5. แรงงานไทยแพง​ ต่างชาติ​ย้ายฐานการผลิต

ธรรมชาติ​ของน้ำจะชอบไหลจากที่สูงไปที่ต่ำกว่าเสมอ​ การจ้างงานก็เช่นกัน​ ถ้าค่าจ้างเราแพงขึ้น​ ต่างชาติที่มีแนวโน้มจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ๆ​ เช่น​ ประเทศพม่า​ ที่มีค่าจ้างรายวันเพียงเเค่​ 90-110 บาท ยกเว้นงานที่ต้องอาศัยทักษะ​ ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานไทยเท่านั้น​

การที่เราเข้าใจหลักคิดและหลักการ รวมถึงผลกระทบของการใช้นโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐก็จะช่วยทำให้เราเตรียมตัวรับมือได้ดีมากกว่า เรียกว่าสามารถปรับตัวรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้เลย คนที่ปรับตัวก่อนก็ย่อมที่จะโดนผลกระทบที่น้อยกว่าแน่นอน ยุคนี้สมัยนี้อะไรก็เร็ว อะไรมาแปป ๆ เดี๋ยวก็ไป ความสามารถอย่างนึงที่คนยุคนี้ควรมี สำหรับพี่ทุยคิดว่าก็คือ ความสามารถในการปรับตัวเนี้ยแหละ


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: