จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งอเมริกา-จีน

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งอเมริกา-จีน

4 min read  

ฉบับย่อ

  • ชั่วโมงนี้คงไม่มีประเด็นไหนร้อนแรงเท่า Trade War อเมริกา-จีน ปัญหาล่าสุดที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุดก็คือเรื่องของ Huawei
  • Trade War มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งด้วยวาทกรรม Make American Great Again
  • แนวทางของทรัมป์จะเน้นเปิดแรงเพื่อดึงให้คู่กรณีมาเจรจากันซะมากกว่า ซึ่งเป็นสไตล์การทำธุรกิจของทรัมป์
  • สิ่งที่เราต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ เรื่อง Trade War เพราะเป็นการต่อรองกันระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้ง 2 ประเทศ และเหตุการณ์นี้กระทบกับประเทศไทยที่เน้นส่งออกอย่างแน่นอน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เราได้ยินข่าวที่สร้างความฮือฮาและน่าตกใจไปทั่วโลก ซึ่งพี่ทุยก็เกาะติดขอบสนามและอัพเดทข่าวนี้ให้ฟังกันบ้างแล้ว นั่นก็คือ เรื่องที่ Google ประกาศยกเลิกการทำธุรกิจกับ Huawei แต่แล้วเพียงไม่ถึง 24 ชม. ผู้นำของจีนอย่าง ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมโรงงานผลิตแร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth) ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฮเทคอีกมากมายพร้อมทั้งมีวาทะเด็ดๆอย่าง “คว่ำบาตรเรา เราไม่ให้แร่ผลิตชิป” เท่านั้นแหละ อเมริกาก็กลับลำแทบไม่ทันออกมาประกาศฉบับใหม่จากกระทรวงพาณิชย์ของอเมริกาที่จะขยายเวลาให้ 3 เดือนทันที

จากเหตุการณ์นี้ จะเห็นว่ามันมีการตอบโต้กันจากรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายเหมือนกับการผลัดกันรุกผลัดกันรับ ซึ่งพี่ทุยอยากจะบอกว่า Trade War และมาตรการการค้าของทรัมป์มันมีมานานมากๆแล้ว และทรัมป์ชอบทำแบบนี้แหละ ทำอะไรก็ได้ที่ให้เกิดผลกระทบใหญ่ๆเพื่อเร่งให้เกิดการเจรจา เรียกว่าเป็น สไตล์ของทรัมป์แบบนักธุรกิจจ๋าๆเลยก็ว่าได้แต่ก็ไม่ผิดอะไรนะ ใครที่ตามเรื่องข่าวต่างประเทศมาเรื่อยๆก็จะเห็นภาพมากขึ้น

บทความนี้พี่ทุยจะมาสรุปและย้อนเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆให้ได้อ่านกัน ว่าเรื่องมันเริ่มต้นมายังไง ทำไมสุดท้ายเหยื่อของสงครามในครั้งนี้ ถึงเป็น Huawei ไปได้ !

จุดเริ่มต้นของสงครามการค้า (Trade War)

หากยังจำกันได้ ในตอนที่ทรัมป์หาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เฮียแกได้ชูวาทกรรมที่ว่า Make America Great Again ซึ่งแปลง่ายๆแบบตรงๆ ก็คือ ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และแล้ววาทกรรมนี้ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนทำให้เขาพลิก Poll ต่างๆ จนได้เป็นประธานาธิบดีในที่สุด และเมื่อเจ้าตัวได้ตำแหน่งแล้วก็ถึงเวลาที่เขาต้องทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้ เขาจึงเริ่มเดินหมากเล่นเกมส์นี้โดยยึดคติหลักว่าๆ “การค้าที่เป็นธรรม ต่างตอบแทน และอเมริกาต้องมาก่อน” โดยทรัมป์เนี่ยเขาก็ไปดูว่ามีประเทศอะไรที่ได้เปรียบอเมริกาอยู่บ้าง ซึ่งคำว่าได้เปรียบของเขานั้น เขาวัดง่ายๆโดยดูจากมูลค่าการค้านั่นเอง และแน่นอนว่าจีนย่อมตกเป็นเป้าหมายสำคัญเพราะจีนเกินดุลการค้ากับอเมริกาอยู่ถึง 375,228 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเลยทีเดียว ง่ายๆคือสินค้าที่นำเข้าจากจีนเทียบกับส่งออกไปจีนแล้ว นำเข้าเยอะกว่ามาก จีนได้เงินจากอเมริกาไปเยอะมากๆ

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งอเมริกา-จีน

เมื่อเจอแล้วว่าอเมริกาเสียดุลการค้ากับจีน ดังนั้น สิ่งที่ทรัมป์ทำเพื่อลดการเสียดุล คือ การขึ้นภาษีนำเข้า โดยเริ่มจากการเก็บภาษี 10% และสุดท้ายจะเพิ่มเป็น 25% แต่มีติ่งไว้อีกเช่นกันว่า “เว้นแต่ทั้งสองฝ่ายจะเจรจากันได้” ซึ่งตรงนี้พี่ทุยมองว่ามันเป็นสไตล์ของทรัมป์เลยแหละที่ชอบทำให้เรื่องราวให้ใหญ่โตและดูเหมือนจะเป็นปัญหา ทำเหมือนว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า หากปล่อยให้เป็นแบบนั้นเหตุการณ์จะเลวร้ายนะแล้วอาศัยช่องตรงนั้นเปิดเจรจา ซึ่งหากไปอ่านบทวิเคราะห์และประวัติของเขาก็จะพบกลยุทธ์เช่นนี้ในการทำธุรกิจของเขาเป็นประจำ หรือถ้าใครติดตามข่าวต่างประเทศเป็นประจำก็จะพบว่าเขาเดินทางบ่อยกว่าเมื่อสมัยที่บารัก โอบามาเป็นประธานาธิบดี

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งอเมริกา-จีน

แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปในครั้งนี้ก็คือ คู่เจรจาของเขา ซึ่งก็คือ จีน เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่พอฟัดพอเหวี่ยงกับอเมริกา หนำซ้ำจีนยังถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐฯในฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศไว้อีกเพียบ เรียกว่าเล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับจีน หากเป็นประเทศอื่นๆพี่ทุยว่าคงยอมที่จะเจรจากับอเมริกาตั้งแต่เนิ่นๆแน่ๆแต่ไม่ใช่กับจีนเลย จีนจึงเริ่มทำการตอบโต้กลับไปโดยการขึ้นภาษีกับสินค้าของอเมริกาเช่นกัน ซึ่งพี่จีนก็ทำได้แสบสันไม่แพ้กัน โดยการเลือกขึ้นภาษีพวกสินค้าเกษตรที่เป็นสินค้ารายได้หลักของกลุ่มที่เป็นฐานเสียงของทรัมป์นั่นเอง

เรื่องราวของทั้ง 2 ฝ่ายก็ดูเหมือนจะตอบโต้กันไปกันมาดุเดือดเว่อร์ จนกระทั่งเมื่อราวต้นเดือนพฤษภาคมที่บรรยากาศการเจรจาเริ่มจะดูเป็นรูปเป็นร่างและสามารถตกลงกันได้ โดยจะมีการลงนามกันในไว้ที่ 9-10 พ.ค. 2019 แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์หักปากกาเซียนอีกเช่นเคย เพราะทรัมป์ได้ประกาศแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยให้ขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนเป็น 25% ทันที โดยประกาศในวันที่ 8 พ.ค. 2019 ก่อนการประชุมเพียง 1 วันเท่านั้น ซึ่งนับเป็นการหักหน้าจีนเป็นอย่างมากทำให้มีข่าวให้พวกเราได้ลุ้นๆอีกเช่นเคยว่า นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน จะมาร่วมเจรจากับอเมริกาหรือไม่ หรือจะทิ้งสละเรือเลย สุดท้ายนายหลิว เหอ ก็มาร่วมเจรจาตามเดิม ซึ่งผลการเจรจาก็เป็นไปตามคาด นั่นคือ ออกมาแบบไร้ข้อตกลงนั่นเอง

หลายคนคงสงสัยแล้วว่า ทำไมทรัมป์ถึงพยายามโจมตีจีนหนักหน่วงเช่นนี้ มีนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า สงครามการค้าครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อความกินดีอยู่ดีของคนอเมริกาแน่นอน เนื่องจากหากสังเกตให้ดีๆ การขึ้นภาษีนำเข้าก็เหมือนกับการเพิ่มราคาของสินค้านั่นแหละ ดังนั้น ภาระที่เพิ่มขึ้นก็ย่อมตกกับผู้บริโภคอยู่แล้วที่ต้องซื้อของแพงขึ้น หลายฝ่ายมองว่า ทรัมป์ต้องการที่จะสกัดกั้นการเป็นประเทศมหาอำนาจของจีนเสียมากกว่า พี่ทุยอยากให้ลองคิดดูว่า ถ้าทรัมป์ทำสำเร็จสามารถเจรจาเหนือจีนได้ อเมริกาก็จะยิ่งใหญ่อีกครั้งตามที่เขาพูดแน่นอน ส่วนในช่วงนี้ทรัมป์ก็คงคิดว่าช่วงนี้ที่เศรษฐกิจอเมริกาค่อนข้างดีสามารถอัดนโยบายพยุงราคาเพื่อช่วยเหลือการใช้จ่ายของผู้คนได้ น่าจะไม่ทำให้เขาเสียคะแนนเสียงมากนัก พี่ทุยว่า นี่แหละจึงเป็นเหตุให้ทรัมป์เร่งใช้มาตรการต่างๆอย่างต่อเนื่อง แต่จีนก็ไม่ได้มีท่าทีหวั่นเกรงใดๆเลย

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งอเมริกา-จีน

เมื่อการเจรจาไม่ลงรอย ทรัมป์ไม่สามารถที่จะมีชัยชนะที่ขาดลอยได้เลย จึงเกิดเหยื่อในสงครามรายล่าสุดอย่าง Huawei และ Google ที่ต้องทำตามกฎที่ประธานาธิบดีผู้ชื่นชอบการเจรจาเป็นผู้ก่อ จริงๆแล้วที่พี่ทุยรวม Google เข้าไปด้วยเนื่องจากว่า พี่ทุยคิดว่าตลาดจีนนับเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว ดังนั้น Google คงต้องปรับตัวเป็นอย่างมากอย่างแน่นอนหากต้องเสียฐานลูกค้าคนจีนไป เช่นเดียวกับพวกเราที่เป็นผู้บริโภค ซึ่งหลายๆคนที่ใช้มือถือ Huawei อยู่คงต้องมีอาการร้อนๆหนาวๆบ้างแหละว่าจะเอายังไงดีนะ จะใช้ได้ต่อหรือไม่ หรือว่าต้องเตรียมเอาไปทับกระดาษ หรือแม้กระทั่งผู้คนในอเมริกาที่จู่ๆ ต้องมาซื้อของชิ้นเดิมในราคาที่แพงขึ้นจากภาษีนำเข้า

สุดท้าย พี่ทุยอยากบอกทุกคนว่า จริงๆแล้วเหตุการณ์สงครามการค้ามันมีมาตั้งนานแล้วแหละ แต่เมื่อก่อนมันยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเราเท่าไหร่ แต่พอมันเริ่มลุกลามรุนแรงมากขึ้นมันก็ย่อมที่จะส่งผลต่อเรามากขึ้น ดังนั้น พี่ทุยจึงคิดว่าเหตุการณ์ต่างๆของโลกมันมีผลกระทบต่อเราไม่มากก็น้อยแน่นอน และอยู่ที่ว่ามันจะมาช้าหรือมาเร็วแค่นั้นเอง เราจึงควรต้องติดตามเหตุการณ์สำคัญๆต่างๆของโลกตลอดเวลา เดี๋ยวพี่ทุยจะมาอัพเดทแบบวิเคราะห์เจาะลึกให้ได้อ่านกัน แล้วครั้งหน้าพี่ทุยจะมาเล่าเรื่องผลกระทบของ Trade War ให้ได้อ่านกันต่อไป กดติดตาม Money Buffalo เอาไว้ได้เลย

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: