เจาะลึกการพัฒนาสิงคโปร์ในหนึ่งชั่วอายุคน

เจาะลึกการพัฒนาสิงคโปร์ในหนึ่งชั่วอายุคน

3 min read  

ฉบับย่อ

  • สิงคโปร์ในทศวรรษที่ผ่านมาเป็นประเทศที่พัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์การพัฒนาชาติของโลกใบนี้
  • ประชากรของสิงคโปร์มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP per Capita) เริ่มต้นที่ 16,000 กว่าบาท ในขณะที่วันนี้ ปี พ.ศ. 2562 รายได้ต่อหัวของสิงคโปร์ได้พุ่งสูงไปถึง 1,768,000 กว่าบาท ยังไม่รวมการพัฒนาในแง่คุณภาพชีวิตและสังคม

“สิงคโปร์” เป็นประเทศขนาดเล็กซึ่งตั้งอยู่บนเกาะโดยกินพื้นที่เพียง 725 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรราว 5.8 ล้านคน ถ้าจะเทียบให้เห็นภาพ กรุงเทพฯ ของไทยเพียงจังหวัดเดียวมีพื้นที่ราว 1,568 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรกว่า 10 ล้านคน ซึ่งภาพที่เราเห็น สิงคโปร์ ในทศวรรษที่ผ่านมาเป็นประเทศที่พัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์การพัฒนาชาติของโลกใบนี้ก็ว่าได้

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2508 เป็นจุดเริ่มต้นหลังการถูกบังคับให้แยกตัวออกจากมาเลเซียด้วยความแตกต่างต่างทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ทำให้สิงคโปร์ต้องเริ่มต้นยืนบนลำแข้งตัวเองนับจากนั้นเป็นต้นมา

ในปีนั้นประชากรของสิงคโปร์มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP per Capita) เริ่มต้นที่ 16,000 กว่าบาท ในขณะที่วันนี้ ปี พ.ศ. 2562 รายได้ต่อหัวของสิงคโปร์ได้พุ่งสูงไปถึง 1,768,000 กว่าบาท ยังไม่รวมการพัฒนาในแง่คุณภาพชีวิตและสังคมในห้าทศวรรษที่ผ่านมา

ปัจจัยที่ทำให้สิงคโปร์พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

1. การศึกษา

รากฐานทางด้านการศึกษาถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของ “สิงคโปร์” ในการพัฒนาทั้งสังคมและเศรษฐกิจในช่วงห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา เริ่มจากการเปลี่ยนระบบการศึกษา ทั้งในแง่ของโครงสร้างหลักสูตรที่เน้นให้เด็ก ๆ ใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เด็กๆ ถูกฝึกฝนให้คิดมากขึ้น เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหา รวมถึงการจัดสรรเวลาสำหรับการเรียนรู้ทักษะนอกเหนือจากวิชาการ จนทำให้ระบบการศึกษาของสิงคโปร์ได้ชื่อว่าเป็นระบบการศึกษาที่ดีที่สุดของโลกในโลกโดยนิตยสาร The Economist ถึงกับบอกว่าเด็กสิงคโปร์นั้นเรียนนำหน้าเด็กอเมริกันรุ่นเดียวกันไปถึงสามปี!

2. ภาษา

การเปลี่ยนภาษาราชการไปเป็นภาษาอังกฤษเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ เพราะการเป็นเมืองเศรษฐกิจโดยไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเป็นของตัวเอง ย่อมต้องหมายถึง การติดต่อค้าขายกับนานาประเทศทั่วโลก ทำให้สิงคโปร์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นจุดแข็งสำคัญในการเป็นประตูสู่เอเชีย รวมไปถึงความ สามารถในการใช้ภาษาจีนและภาษามาลายูของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ทำให้สิงคโปร์มีบทบาทสำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกฝั่งตะวันออกและตะวันตก

จากข้อมูลของธนาคารโลกนั้น มูลค่าบริการทางการค้าของสิงคโปร์จากมูลค่า 14,700 ล้านบาทในปี 2515 เพิ่มสูงขึ้นจนมีมูลค่าถึง 5.2 ล้านล้านบาทในปี 2560 ที่ผ่านมา โดยแทบไม่มีการผลิตสินค้าส่งออกที่เป็นของสิงคโปร์เอง

3. คอรัปชั่น

ในช่วงเริ่มต้นสร้างชาติของ สิงคโปร์ สิ่งที่ถูกกวาดล้างปรับเปลี่ยนอย่างหนักหน่วงโดยนาย ลี กวน ยู คือ เรื่องการทุจริต รับสินบนในยุคก่อน นักการเมืองและระบบราชการเป็นส่วนนำร่องสำคัญในการสร้างเสริมวัฒนธรรมนี้ในสิงคโปร์ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การลงโทษอย่างเด็ดขาด และการปรับเปลี่ยนเพิ่มค่าตอบแทน ลดแรงจูงใจในทุจริตลงอย่างมหาศาล ภาคธุรกิจเองก็ปรับเปลี่ยนให้กลไกตลาดทำงานแทนที่จะเป็นการจ่ายใต้โต๊ะ จึงทำให้สิงคโปร์เป็นเมืองธุรกิจ มีการทำธุรกิจที่เป็นสากล บวกกับการจัดการของระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและกระบวนการการทำงานของภาครัฐ 

สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่มีความง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยธนาคารโลก (World Bank) ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก ถึง 13 ปี ติดต่อกัน โดยรั้งอันดับ 2 ในปี 2562 นี้

4. ทรัพยากรคนที่มีศักยภาพ

นอกจากการสร้างระบบการศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพแล้ว คงต้องย้อนไปถึงคนที่สร้างระบบการศึกษาและวางรากฐานต่าง ๆ ให้กับประเทศสิงคโปร์เช่นเดียวกัน ถ้าย้อนกลับไปในยุคที่นาย ลี กวน ยู เป็นผู้นำแล้วนั้น การจัดการกับบุคลากรที่มีศักยภาพสูงน่าประทับใจมาก เช่น ผู้ที่จบมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะระดับหัวกะทินั้น จะได้รับการชักนำมาทำงานในภาคการศึกษาและภาครัฐก่อนการไปทำงานกับภาคเอกชนด้วยค่าตัวที่สูงกว่าหรือเทียบเท่ากับภาคเอกชน

นอกจากนี้สิงคโปร์ยังดึงดูดบุคลากรเก่ง ๆ จากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยให้คนที่มีความสามารถได้บริหารรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการต่าง ๆ ในสิงคโปร์โดยไม่เกี่ยงเชื้อชาติ ทำให้การวางรากฐานของระบบต่าง ๆ และการบริหารจัดการนั้นมีคุณภาพสูงและมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก 

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่ปัจจัยส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการพัฒนาชาติเท่านั้น ยังมีองค์ประกอบอีกมากมายที่ส่งผลต่อการพัฒนาของเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ สิ่งที่สำคัญกว่าคงจะไม่พ้นบทเรียนเล็ก ๆ ที่เราได้จากประเทศเพื่อนบ้านที่พัฒนาตัวเองได้ในเพียงช่วงชีวิตของคนๆ หนึ่งนี้เอง


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: